บทที่ 10 บทที่ 4 (2/2)
“หึ ปากแข็งไม่เปลี่ยน” ทาริคหัวเราะหึๆ ในลำคอ แต่แขนแกร่งยังคงประคองกอดเธอไว้อย่างมั่นคง
ม้าศึกควบทะยานลัดเลาะผ่านแนวผาหินทรายสูงชันที่สลับซับซ้อน ทาริคชะลอฝีเท้าม้าลงเมื่อเข้าสู่หุบเขาลึก ชายหนุ่มชี้มือไปยังแนวท่อหินโบราณที่ฝังอยู่ใต้หน้าผา
“มองดูนั่นสิ”
นับฝันมองตามปลายนิ้วของเขา เธอเห็นระบบอุโมงค์ส่งน้ำใต้ดินขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นจากหินทรายแกะสลักอย่างประณีต มีน้ำใสสะอาดไหลรินผ่านร่องหินอย่างไม่ขาดสาย
“นี่มัน... ระบบชลประทานใต้ดินโบราณนี่คะ” นับฝันเอ่ยด้วยความทึ่ง “สร้างขึ้นมาได้ยังไงในที่ทุรกันดารแบบนี้”
“บรรพบุรุษของเผ่าซาฮิลสร้างมันขึ้นมาเมื่อหลายร้อยปีก่อน เพื่อลำเลียงน้ำจากตาน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปหล่อเลี้ยงชีวิตคนนับหมื่นในโอเอซิส” น้ำเสียงของทาริคเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลและเปี่ยมล้นด้วยความภาคภูมิใจ “บนผืนทรายที่แห้งแล้งแห่งนี้ น้ำคือชีวิต และตาน้ำแห่งนี้คือหัวใจของพวกเราทุกคน”
นับฝันเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเขา สันกรามคมคายที่เคยดูดุดัน บัดนี้กลับฉายแววความอ่อนโยนและห่วงใยในผืนแผ่นดินจากก้นบึ้งของหัวใจ เธอเริ่มตระหนักแล้วว่า ชายผู้นี้ไม่ได้เป็นเพียงจอมทัพที่กระหายสงคราม แต่เขาคือผู้แบกรับชะตากรรมของคนทั้งเผ่าไว้บนบ่า
ม้าศึกก้าวเหยียบเข้าสู่แอ่งหุบผากว้าง ภาพเบื้องหน้าคือบ่อน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ผุดขึ้นมาจากใต้แผ่นดิน น้ำในสระใสกระจ่างจนมองเห็นเม็ดทรายสีขาวสะอาดที่ก้นบ่อ ประกายระยิบระยับสะท้อนแสงแดดดุจมรกตเม็ดงามที่ซ่อนอยู่กลางทะเลทราย
ทาริคกระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเอื้อมมือขึ้นมาจับเอวนับฝันแล้วประคองเธอยกลงจากหลังม้าอย่างระมัดระวัง สองมือของเขาวางค้างอยู่ที่สะโพกมนครู่หนึ่ง สบตากับเธออย่างลึกซึ้งก่อนจะยอมปล่อยมือ
ชายหนุ่มคุกเข่าลงริมขอบสระหิน ใช้สองมือวักน้ำใสขึ้นมาดื่มดับกระหาย ก่อนจะหันมามองนับฝัน
“ลองชิมดูสิ น้ำที่นี่บริสุทธิ์และหวานกว่าน้ำในเมืองหลวงของเจ้าเสียอีก”
นับฝันคุกเข่าลงข้างๆ กอบน้ำขึ้นมาลูบใบหน้าที่เปื้อนฝุ่นทราย ความเย็นฉ่ำของสายน้ำทำให้เธอรู้สึกสดชื่นอย่างน่าอัศจรรย์
“น้ำใสสะอาดมากจริงๆ ค่ะ” นับฝันเอ่ยชมจากใจ “ถ้ามีแหล่งน้ำที่สมบูรณ์ขนาดนี้ ค่ายซาฮิลก็สามารถพัฒนาเป็นชุมชนที่มั่นคงได้เลยนะคะ และถ้ามีโรงพยาบาลสนามที่ได้มาตรฐาน เด็กๆ และชาวบ้านก็จะไม่ต้องล้มตายจากโรคระบาดอีก”
“เจ้าคิดว่าการสร้างโรงพยาบาลกลางทะเลทรายมันง่ายอย่างนั้นหรือ” ทาริคถามพลางจ้องตานิ่ง
“ไม่ง่าย แต่มันทำได้ค่ะ ถ้าผู้นำเปิดใจรับวิทยาการทางการแพทย์แผนใหม่”
ทาริคมองรอยยิ้มสดใสและแววตามุ่งมั่นของเธอด้วยหัวใจที่ไหวระริก ชายหนุ่มปลดผ้าคลุมศีรษะกูตราห์สีกากีของตนเองออก เผยให้เห็นเส้นผมสีดำสนิทหยักศกเล็กน้อยที่ตัดสั้นรับกับใบหน้าคมเข้ม
มือหนายกผ้าคลุมผืนนั้นขึ้น บรรจงคลุมลงบนศีรษะของนับฝันอย่างอ่อนโยน ปลายนิ้วหยาบกร้านเกลี่ยปอยผมสีช็อกโกแลตที่ปรกหน้าผากเนียนไปทัดไว้หลังใบหูอย่างทะนุถนอม สัมผัสอบอุ่นและสายตาของเขาทำให้นับฝันนิ่งอึ้งไป
“แดดทะเลทรายแรงมาก ผิวขาวๆ ของเจ้าจะไหม้เอาได้” ทาริคกระซิบเสียงนุ่มข้างใบหู “และเมื่อเจ้าได้สวมผ้าคลุมของผู้นำเผ่าซาฮิล... บนผืนแผ่นดินนี้ เจ้าจะไม่ใช่คนนอกอีกต่อไป”
“ทำไมถึงต้องใจดีกับฉันด้วยคะ ทั้งที่ก่อนหน้านี้คุณขู่จะฆ่าฉัน” นับฝันถามเสียงแผ่ว
“เพราะเจ้าคู่ควรที่จะได้รับมัน” ทาริคสบตาเธอนิ่ง “ผู้หญิงที่กล้าเอาตัวบังกระสุนเพื่อเด็กชาวเผ่าซาฮิล สมควรได้รับการปกป้องจากข้า”
คำพูดตรงไปตรงมาทำให้หัวใจของนับฝันเต้นรัวระทึกจนแทบหลุดออกจากอก แก้มเนียนซับสีเลือดฝาดร้อนผ่าวจนต้องรีบเบือนหน้าหนี
เพื่อกลบเกลื่อนความขัดเขิน นับฝันรีบหันกลับไปเปิดกระเป๋าเวชภัณฑ์ หยิบหลอดแก้วสำหรับเก็บตัวอย่างน้ำขึ้นมาเตรียมตรวจหาเชื้อโรค
ทว่าทันทีที่เธอโน้มตัวลงใกล้ปากท่อรับน้ำธรรมชาติ กลิ่นบางอย่างก็ลอยมาแตะจมูก
ฟุดฟิด...
นับฝันขมวดคิ้วแน่น กลิ่นนั้นไม่ใช่กลิ่นโคลนหรือกลิ่นแร่ธาตุตามธรรมชาติ แต่มันเป็นกลิ่นฉุนแปลกปลอม คล้ายกลิ่นสมุนไพรแห้งผสมสารเคมีบางชนิดที่ไหม้เกรียม
‘กลิ่นอะไรกัน... ทำไมถึงมีกลิ่นแบบนี้เจือปนอยู่ในตาน้ำศักดิ์สิทธิ์ได้’ นับฝันครุ่นคิดด้วยความสงสัย รีบจุ่มหลอดแก้วเก็บตัวอย่างน้ำทันที
ทาริคที่ยืนเฝ้าอยู่สังเกตเห็นสีหน้าตึงเครียดของเธอ ชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้นทันที
“มีอะไรผิดปกติอย่างนั้นหรือ ทำไมทำหน้าเครียดขนาดนั้น”
นับฝันเงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาสีกาแฟเต็มไปด้วยความกังวลระคนหวาดระแวง
“ท่านชีคคะ... ในตาน้ำนี้ มีกลิ่นสารเคมีและสมุนไพรแปลกปลอมลอยมาจากทางท่อต้นน้ำค่ะ!”
ทาริคขมวดคิ้วแน่น แววตาสีกานพลูวาวโรจน์ขึ้นด้วยความตื่นตัว “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“มีคนแอบใส่สิ่งแปลกปลอมลงในตาน้ำศักดิ์สิทธิ์ค่ะ และถ้าสิ่งที่ฉันได้กลิ่นเป็นสารพิษจริงๆ... คนทั้งค่ายซาฮิลกำลังตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง!”
