บทที่ 3 บทที่ 1 (1/2)
บทที่ 1
กลิ่นดินปืนที่ลอยอบอวลยังไม่ทันจางหาย ความตึงเครียดระลอกใหม่ก็โถมเข้าใส่จนบรรยากาศภายในเต็นท์พยาบาลหนักอึ้งราวกับหินผา
ทาริคก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาด้านในเต็นท์ ร่างสูงสง่าแผ่รังสีคุกคามจนอากาศรอบตัวเย็นเยียบ ดวงตาสีกานพลูคมกริบกวาดมองไปรอบห้องอย่างพินิจ ก่อนจะหยุดลงที่เตียงผ่าตัดสนาม
“ยูซุฟ ค้นเต็นท์ให้ทั่ว” ทาริคออกคำสั่งเสียงเข้ม
“รับทราบครับท่านชีค” ยูซุฟก้าวตามเข้ามาพร้อมลูกน้องอีกสามนาย
“นี่! ฉันบอกว่าให้หยุดเดี๋ยวนี้ไง ไม่ได้ยินเหรอ!”
เสียงตวาดแหลมของนับฝันดังขวางขึ้น หญิงสาวก้าวเข้ามายืนขวางทางเดินด้วยใบหน้าถมึงทึง มือขวาของเธอกำด้ามมีดผ่าตัดเบอร์สิบเอ็ดชี้ตรงไปยังแผงอกกว้างของจอมทัพทะเลทราย ปลายมีดเงินวาวห่างจากผ้าคลุมสีกากีของเขาไม่ถึงคืบ
“ถอยออกไปให้พ้น นี่คือเขตปลอดเชื้อ และพวกคุณไม่มีสิทธิ์มารื้อค้นข้าวของในนี้ตามใจชอบ!”
ทาริคหยุดชะงัก ชายหนุ่มหลุบสายตามองคมมีดเล็กๆ ที่จ่ออยู่ตรงหน้าอก ก่อนจะเลื่อนขึ้นสบตากับดวงตากลมโตสีกาแฟที่วาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ
“เจ้ากล้าชี้อาวุธใส่ข้าอย่างนั้นหรือ คุณหมอ”
“นี่ไม่ใช่การชี้อาวุธ แต่มันคือการปกป้องคนไข้!” นับฝันเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่เกรงกลัว “คุณเป็นใคร มีสิทธิ์อะไรมารังแกคนที่ไม่มีทางสู้”
“สิทธิ์ของเจ้าของดินแดนผืนนี้อย่างไรล่ะ”
พริบตาเดียวโดยที่นับฝันไม่ทันได้กะพริบตา ทาริคขยับฝ่ามือเพียงเสี้ยววินาที สันมือแข็งแกร่งปัดเข้าที่ข้อมือบางของเธออย่างแม่นยำจนมีดผ่าตัดร่วงหลุดจากมือ ก่อนที่ท่อนแขนล่ำสันจะตวัดรวบเอวคอดแล้วกระชากร่างของเธอเข้าหาตัวอย่างแรง!
วี้ด!
นับฝันส่งเสียงอุทานด้วยความตกใจ ร่างทั้งร่างปะทะเข้ากับแผงอกแกร่งดั่งหินผาของเขาอย่างจัง กลิ่นหอมสะอาดเจือกลิ่นไอแดด หนังแท้ และไม้กฤษณาเข้มข้นจากตัวเขาพุ่งเข้ากระทบประสาทสัมผัสของเธอจนสมองพร่าเลือนไปชั่วขณะ
“ปล่อยนะ!” นับฝันใช้สองมือดันหน้าอกกว้าง พยายามขืนตัวออกสุดฤทธิ์
“อย่าคิดว่าถือมีดคมๆ เล่มเดียวแล้วจะทำอะไรข้าได้” ทาริคกระซิบเสียงต่ำข้างใบหู ลมหายใจร้อนระอุรดรินจนผิวแก้มเนียนเห่อแดง “ข้าปลิดชีพศัตรูมามากกว่าจำนวนผมบนหัวเจ้าเสียอีก”
“ปล่อยนับฝันเดี๋ยวนี้นะ!” ดนัยน์ก้าวพรวดเข้ามา ใบหน้าของแพทย์หนุ่มเคร่งเครียด “พวกเราเป็นแพทย์อาสานานาชาติ มีความคุ้มครองตามสนธิสัญญาเจนีวา การกระทำของคุณถือเป็นการละเมิดกฎหมายสากลอย่างร้ายแรง!”
กริ๊ก!
เสียงขึ้นลำกล้องปืนกลเบาดังขึ้นจากทางด้านหลัง ยูซุฟยกปลายกระบอกปืนชี้ตรงไปยังหน้าอกของดนัยน์ สายตาของรองแม่ทัพหนุ่มเหี้ยมเกรียม
“หุบปากของมึงซะหมอ” ยูซุฟส่งเสียงเตือนเย็นชา “ที่นี่ไม่มีสนธิสัญญาอะไรทั้งนั้น มีแต่กฎของท่านชีคเพียงคนเดียว ถ้าไม่อยากให้หัวของมึงเปิดเป็นรู ก็ถอยออกไปยืนนิ่งๆ ซะ”
“ใจเย็นก่อนค่ะพี่ทหาร อย่าทำอะไรพวกเราเลยนะคะ!” ขวัญข้าวรีบวิ่งเข้ามายืนข้างดนัยน์ ยกสองมือขึ้นไหว้อย่างลนลาน “พวกเราแค่มาทำงานรักษาชาวบ้านจริงๆ ค่ะ!”
ทาริคยังคงตรึงร่างของนับฝันไว้ในอ้อมแขน ชายหนุ่มบีบข้อมือเรียวของเธอแน่นขึ้นเล็กน้อยเพื่อตัดกำลัง แต่สายตากลับจับจ้องริมฝีปากอิ่มที่เม้มแน่นด้วยความดื้อรั้น
“เจ็บนะ ปล่อยสิ คนป่าเถื่อน!” นับฝันกัดฟันสบถใส่หน้าเขา
“ปากดีนักนะ” ทาริคยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น “ข้าช่วยชีวิตเจ้าจากคมกระสุน แทนที่จะสำนึกบุญคุณ กลับมาชี้มีดใส่หน้าผู้มีพระคุณ”
“คุณไม่ได้ช่วยชีวิตพวกเรา แต่คุณแค่ต้องการแย่งเหยื่อมาเป็นของตัวเองต่างหาก!”
คำตอบโต้ตรงไปตรงมาทำให้นัยน์ตาสีกานพลูวาวโรจน์ขึ้นชั่วขณะ ทาริคคลายวงแขนออกอย่างกะทันหันจนนับฝันเซถอยหลังไปสองก้าว ชายหนุ่มหันไปสั่งการกับยูซุฟทันที
“ต้อนพวกมันขึ้นรถบรรทุกให้หมด ส่วนผู้หญิงคนนี้...” ทาริคชี้ปลายนิ้วมาที่นับฝัน “พาตัวขึ้นรถตรวจการณ์ของข้า”
“ไม่นะ! ฉันจะไม่แยกกับทีมแพทย์เด็ดขาด!” นับฝันรีบก้าวไปกอดแขนขวัญข้าวไว้แน่น
“ที่นี่ไม่มีที่สำหรับข้อต่อรอง” ทาริคหันหลังกลับ ไม่แม้แต่จะหันมารับฟัง “ยูซุฟ จัดการ”
สายลมร้อนพัดหอบเอาเม็ดทรายหมุนวนเป็นเกลียว ขบวนรถขับเคลื่อนสี่ล้อของกองกำลังพิทักษ์โอเอซิสแล่นฝ่าทะเลทรายอันเวิ้งว้าง
นับฝันถูกบังคับให้นั่งบนเบาะหน้าข้างคนขับในรถตรวจการณ์คันหรูของทาริค โดยมีชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของรถนั่งคุมเชิงอยู่ด้านหลังพวงมาลัย มือหนาจับขอบพวงมาลัยบังคับรถฝ่าเนินทรายอย่างชำนาญ ใบหน้าคมคายยังคงราบเรียบไร้อารมณ์
แพทย์หญิงสาวเหลือบมองกระจกมองข้าง เห็นรถบรรทุกทหารที่ดนัยน์และขวัญข้าวนั่งอยู่แล่นตามหลังมาห่างๆ หัวใจของเธอเต็มไปด้วยความกังวล
“คุณจะพาพวกเราไปไหน” นับฝันเอ่ยทำลายความเงียบ
ทาริคไม่ตอบ ชายหนุ่มเพียงแค่เหยียบคันเร่งส่งรถพุ่งทะยานข้ามสันเนินทรายสูงชัน
“ฉันถามว่าคุณจะพาพวกเราไปไหน ไม่ได้ยินหรือไง!” นับฝันขึ้นเสียงด้วยความหงุดหงิด
“พูดกับข้าให้มันมีสัมมาคารวะหน่อย คุณหมอ” ทาริคปรายตามองอย่างดุดัน “คนที่ตกเป็นเชลย ไม่มีสิทธิ์ซักถามผู้กุมชะตาชีวิต”
