บทที่ 8 บทที่ 3 (2/2)
“ปลอดภัยแล้วค่ะคุณแม่” นับฝันเอ่ยบอกหญิงชาวเผ่าพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น หญิงผู้นั้นน้ำตาไหลพราก คุกเข่าลงจับมือนับฝันขึ้นมาแนบหน้าผากเพื่อขอบคุณอย่างสุดซึ้ง
“ขอบคุณมากนะนับฝัน ฝีมือกรีดแผลของคุณยอดเยี่ยมและแม่นยำมากจริงๆ” เลย์ลาเอ่ยชมจากใจจริง
“ถ้าไม่ได้สมุนไพรดูดพิษของเลย์ลา เด็กคงมีอาการไข้สูงจนชักแน่ๆ ค่ะ พวกเราทำงานเข้าขากันได้ดีมากเลย” นับฝันตอบรับด้วยความจริงใจ
ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้น ยูซุฟเดินถือกล่องไม้ใส่เวชภัณฑ์และขวดสมุนไพรล็อตใหม่เข้ามาในเต็นท์
“เอ้า เอายามาส่งให้แล้ว” ยูซุฟวางกล่องลงบนโต๊ะเสียงดังตึง
“วางเบาๆ ไม่เป็นหรือไงคะคุณทหาร!” ขวัญข้าวแหวใส่ทันที “ขวดยาข้างในไม่ใช่ก้อนหินนะ แตกขึ้นมาจะทำยังไง!”
ยูซุฟหันมามองขวัญข้าวตั้งแต่หัวจรดเท้า ยกยิ้มกวนประสาท “กล่องไม้หนาขนาดนี้ ถ้าทำแตกได้ มึงก็คงต้องเอาค้อนมาทุบแล้วล่ะแม่พยาบาลหน้าหวาน”
“นี่คุณ! พูดจาให้มันสุภาพหน่อยสิคะ ฉันเป็นพยาบาลนะ ไม่ใช่เพื่อนเล่นของคุณ!”
“แต่ในสายตาของกู มึงก็คือเชลยที่ต้องทำงานให้ค่ายนี้เหมือนกันนั่นแหละ” ยูซุฟยักคิ้วให้
“ไอ้คนป่าเถื่อน!” ขวัญข้าวเชิดหน้าใส่ด้วยความหมั่นไส้
เลย์ลาที่ยืนมองอยู่หัวเราะคิกคักกับท่าทางของทั้งคู่ ยูซุฟหันมาสบตากับเลย์ลา แววตากวนประสาทเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนและเคารพรักอย่างเห็นได้ชัด
“ท่านหญิงเลย์ลา เหนื่อยไหมครับ วันนี้คนไข้เยอะเป็นพิเศษเลย” ยูซุฟเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลผิดกับตอนที่พูดกับขวัญข้าวลิบลับ
“ไม่เหนื่อยหรอกค่ะยูซุฟ ได้คุณหมอนับฝันกับคุณขวัญข้าวมาช่วย งานเบาลงไปเยอะเลยค่ะ” เลย์ลายิ้มหวานตอบ ยูซุฟแอบมองรอยยิ้มนั้นด้วยความหลงใหลจนใบหูขึ้นสีแดงจางๆ
“นับฝัน!”
เสียงเรียกคุ้นหูที่เปี่ยมด้วยความร้อนรนดังขึ้นที่ปากเต็นท์ นพ. ดนัยน์ ก้าวพรวดเข้ามาด้านใน ใบหน้าของแพทย์หนุ่มเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“พี่ดนัยน์!” นับฝันหันไปมองด้วยความดีใจ
ดนัยน์ตรงดิ่งเข้ามาหานับฝัน สองมือของเขาเอื้อมออกไปจับมือนุ่มทั้งสองข้างของเธอไว้แน่น สายตากวาดมองสำรวจร่างกายของเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“นับฝัน ปลอดภัยดีใช่ไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ไอ้ชีคเถื่อนนั่นมันทำร้ายอะไรเธอไหม!” ดนัยน์ถามรัวเร็วด้วยความเป็นห่วงสุดหัวใจ
“นับไม่เป็นไรค่ะพี่ดนัยน์ เขาไม่ได้ทำร้ายอะไรนับ...”
“ปล่อยมือโสโครกของมึงออกจากร่างของนางเดี๋ยวนี้!”
เสียงคำรามดุดันประดุจเสียงฟ้าผ่าฟาดลงกลางเต็นท์พยาบาล!
ทาริคก้าวพรวดเข้ามา ร่างสูงใหญ่แผ่รังสีอำมหิตรุนแรงจนทุกคนในเต็นท์สะดุ้งสุดตัว สายตาสีกานพลูลุกเป็นไฟเมื่อเห็นมือของดนัยน์กุมมือของนับฝันไว้แน่น
เพียงพริบตาเดียว ทาริคสาวเท้าเข้ามาประชิด มือหนาคว้าข้อมือของดนัยน์แล้วบิดออกอย่างแรงจนแพทย์หนุ่มร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่ทาริคจะกระชากร่างของนับฝันเข้ามาไว้ในอ้อมอกของตนเองอย่างหวงแหน!
“ท่านชีค! อย่าทำพี่ดนัยน์นะ!” นับฝันร้องห้าม พยายามดันอกกว้างออก
“ข้าเคยเตือนแล้วใช่ไหม!” ทาริคตวาดกร้าวใส่หน้าดนัยน์ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความเดือดดาล “ผู้หญิงคนนี้เป็นสิทธิ์ขาดของข้า ใครก็ตามที่กล้าแตะต้องนาง... ข้าจะหักกระดูกมือของมันทิ้งเสีย!”
“คุณไม่มีสิทธิ์มาแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของนับฝัน!” ดนัยน์กุมข้อมือที่ปวดระบม จ้องหน้าทาริคอย่างไม่ยอมแพ้ “นับฝันเป็นคน เป็นแพทย์ ไม่ใช่สิ่งของที่คุณจะมายึดครองตามอำเภอใจ!”
“บนแผ่นดินซาฮิล ข้าคือกฎหมาย!” ทาริคก้าวเข้าไปหมายจะลงมือซ้ำ
“ท่านพี่ทาริค หยุดเถอะค่ะ!” เลย์ลารีบวิ่งเข้ามาขวางหน้าพี่ชายไว้ “ที่นี่คือเต็นท์พยาบาล มีคนไข้และเด็กๆ อยู่เต็มไปหมด อย่าใช้กำลังที่นี่เลยนะคะ!”
ยูซุฟรีบก้าวเข้ามายืนขนาบข้าง ดึงท่อนแขนของทาริคไว้เบาๆ “ใจเย็นก่อนครับท่านชีค อย่าให้เรื่องเล็กน้อยทำให้เสียการปกครองเลยครับ”
ทาริคสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดอารมณ์คลั่งที่กำลังพลุ่งพล่าน ชายหนุ่มก้มลงมองนับฝันที่อยู่ในอ้อมแขน แววตาของเธอมองเขาด้วยความโกรธเกลียด ซึ่งยิ่งเติมเชื้อเพลิงในใจของเขาให้ลุกไหม้
“จำใส่หัวของมึงไว้ไอ้หมอ” ทาริคชี้หน้าดนัยน์ “ถ้าข้าเห็นมึงเข้าใกล้นางในระยะสามก้าวอีกแม้แต่ครั้งเดียว ข้าจะสั่งตัดแขนของมึงทิ้งทันที!”
ทาริคกระชับเอวคอดของนับฝันแน่นขึ้น แล้วหันไปออกคำสั่งกับทุกคนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“และนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ผู้หญิงคนนี้จะต้องติดตามข้าไปทุกที่... พรุ่งนี้เช้า นางจะต้องเดินทางไปตรวจตาน้ำศักดิ์สิทธิ์กลางทะเลทรายกับข้าเพียงลำพังสองคน!”
“อะไรนะ!” นับฝันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ขณะที่ทาริคยกยิ้มมุมปากอย่างผู้กำชัยชนะ
