บทที่ 2 ส่งเธอไป

พริมดาวนิ่งเงียบ ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก

ทว่าในจังหวะที่เธอกำลังจะก้าวเท้าเดิน เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“ตระกูลจันทังตกอับจนไม่มีปัญญาจ้างแม่บ้านแล้วหรือครับ?”

สายตาของชลสิทธิ์กวาดมองผ่านลลินาและนรมนไปอย่างราบเรียบ น้ำเสียงของเขาฟังดูไม่ออกว่าพอใจหรือโกรธเคือง แต่กลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็น

เขาไม่ได้ปรายตามองพริมดาวด้วยซ้ำ ราวกับเป็นเพียงคำถามที่เปรยขึ้นมาลอยๆ

รอยยิ้มบนใบหน้าของลลินาแข็งค้างไปในทันที

เธอคาดไม่ถึงเลยว่าชลสิทธิ์จะออกหน้าแทนพริมดาว!

นรมนเองก็หน้าเสีย รีบยกมือขึ้นถูไปมาด้วยความประหม่า สายตาลอกแลก “ท่านประธานก็พูดเป็นเล่นไป... ไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะ คือ... ยัยพริมแกเป็นเด็กกตัญญู แกชอบอาสามาช่วยงานในบ้านเองน่ะค่ะ”

“อย่างนั้นหรือครับ?” ชลสิทธิ์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ในที่สุดเขาก็เงยหน้าขึ้น

ทว่าสายตานั้นกลับข้ามผ่านลลินา ไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าของพริมดาว

“แต่ผมกลับมองว่า การปล่อยให้แขกนั่งรอ ในขณะที่ ‘คุณหนู’ ของบ้านต้องง่วนอยู่ในครัว มันดูจะผิดธรรมเนียมไปหน่อยนะครับ”

เขาจงใจเน้นเสียงหนักตรงคำว่า “คุณหนู” ราวกับต้องการตอกย้ำให้คนในตระกูลจันทังระลึกว่า พริมดาวเองก็มีศักดิ์เป็นลูกสาวของบ้านนี้เช่นกัน

สมชายเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย “เป็นความบกพร่องของผมเองครับ พริม... อย่ามัวยืนบื้ออยู่สิลูก รีบมานั่งเร็วเข้า”

จากนั้นเขาก็หันไปฉีกยิ้มเอาใจชลสิทธิ์ “เชิญท่านประธานนั่งก่อนครับ จิบชาร้อนๆ ก่อน”

ลลินาโกรธจนแทบจะขบกรามแตก แต่ก็ไม่กล้าขัดใจชลสิทธิ์ ทำได้เพียงส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายใส่พริมดาวเงียบๆ

พริมดาวยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สมองมึนงงไปชั่วขณะ

นี่ชลสิทธิ์... กำลังช่วยเธออยู่เหรอ?

ความคิดนี้ทำให้เกิดความรู้สึกประหลาดวาบขึ้นในอก

ผู้ชายคนนี้... คนที่เมื่อคืนก่อนยังใช้อำนาจข่มเหงและหยามเกียรติเธอสารพัดในรถ แต่ตอนนี้กลับมาช่วยกู้หน้าให้เธอในบ้านจันทัง

เขาต้องการอะไรกันแน่?

เธอเงยหน้าขึ้นมองชลสิทธิ์ ประสานเข้ากับสายตาของเขาที่มองมาพอดี

ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำดุจสระน้ำเย็นเยียบที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง

หัวใจของพริมดาวกระตุกวูบ เธอเผลอหลบสายตาเขาโดยสัญชาตญาณ

ไม่ว่าเขาจะมีจุดประสงค์อะไร การ “ช่วยกู้หน้า” ครั้งนี้กลับทำให้เธอยิ่งรู้สึกสมเพชตัวเองมากขึ้นไปอีก

เมื่อชลสิทธิ์ละสายตาไป สมชายและนรมนก็รีบกุลีกุจอเชิญเขาไปนั่งที่โต๊ะอาหารอย่างพินอบพิเทา

สมาชิกตระกูลจันทังทยอยกันเข้านั่งประจำที่

พริมดาวไม่รีรออีกต่อไป เธอเดินเงียบๆ ไปนั่งลงที่เก้าอี้ของตน

ไม่นานอาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟ

ลลินานั่งชิดติดกับชลสิทธิ์ คอยตักอาหารให้เขาไม่หยุดหย่อน น้ำเสียงดัดจนหวานหยดย้อย “พี่ชลคะ ลองชิมปลากะพงทอดราดน้ำแดงนี่สิคะ คุณแม่ลงมือทำสุดฝีมือเพื่อพี่เลยนะคะ”

จานแบ่งตรงหน้าชลสิทธิ์พูนไปด้วยอาหารจนแทบจะเป็นภูเขาลูกย่อมๆ แต่เขากลับไม่แตะต้องมันเลยแม้แต่คำเดียว เพียงแค่ยกแก้วชาขึ้นจิบเป็นครั้งคราว

พริมดาวฟังเสียงออดอ้อนของลลินา พลางมองท่าทีทองไม่รู้ร้อนของชลสิทธิ์ แล้วความรู้สึกหมั่นไส้ก็พุ่งพล่านขึ้นมา

เบื้องบนโต๊ะ เธอตักข้าวเข้าปากด้วยท่าทีเรียบร้อยสงบเสงี่ยม แต่ภายใต้ผ้าปูโต๊ะผืนยาว ปลายเท้าเรียวของเธอกลับยกขึ้น จงใจเขี่ยไล้ไปที่หน้าแข้งของชลสิทธิ์

สัมผัสนั้นแผ่วเบา แต่เปี่ยมไปด้วยความยั่วยวนและท้าทาย

ชลสิทธิ์ตวัดสายตามองพริมดาว นัยน์ตาคมกริบฉายแววลึกล้ำและประกายความสนใจวาบผ่าน

ผู้หญิงคนนี้... ชักจะใจกล้าขึ้นทุกวัน

เขาไม่ขยับหนี ปล่อยให้ปลายรองเท้าของเธอลูบไล้ขาของเขาอย่างอุกอาจ

ลลินายังคงพูดเจื้อยแจ้วอย่างตื่นเต้น ไม่ได้สังเกตเลยว่าว่าที่คู่หมั้นที่เธอหมายมั่นปั้นมือนั้นใจลอยไปถึงไหนแล้ว และยิ่งไม่ระแคะระคายถึงการกระทำอันลับเร้นใต้โต๊ะอาหารของทั้งคู่

เธอจมอยู่ในวิมานที่วาดฝันว่าตนจะได้เป็นนายหญิงแห่งตระกูลแดงชาติ พร่ำเพ้อถึงแผนการในอนาคตไม่หยุดปาก

“...ถ้าเราแต่งงานกันแล้ว ลินาอยากซื้อเรือนหอในหมู่บ้านเดอะแกรนด์ค่ะ ที่นั่นบรรยากาศดี แถมยังอยู่ใกล้บ้านคุณปู่ธีรัตม์ด้วย...”

พริมดาวฟังแล้วก็ได้แต่สมเพชในใจ

เธอวางช้อนส้อมลง หยิบกระดาษเช็ดปากขึ้นซับมุมปากเบาๆ “ฉันอิ่มแล้วค่ะ ขอตัวขึ้นข้างบนก่อนนะคะ”

เมื่อกลับเข้ามาในห้องนอน เธอถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ห้องใต้หลังคานี้คับแคบจนน่าเวทนา ข้าวของเครื่องใช้ก็มีเพียงน้อยนิด

เธอเดินไปที่หน้าต่าง ทอดสายตามองสวนหย่อมเบื้องล่างด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น

ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออก

ชลสิทธิ์ก้าวเข้ามา แล้วปิดประตูลงกลอนตามหลังทันที

“คุณเข้ามาทำไม?” พริมดาวชะงัก มองเขาด้วยความระแวดระวัง “ไม่ต้องอยู่คอยเอาใจ ‘ว่าที่คู่หมั้น’ ของคุณหรือไง?”

ชลสิทธิ์ไม่ตอบคำถาม เขาเดินตรงเข้ามาหาเธอ สายตาจับจ้องไปที่รอยแดงรูปฝ่ามือชัดเจนบนแก้มเนียน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน “ใครทำ?”

น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท ไม่บ่งบอกอารมณ์ แต่กลับทำให้จังหวะหัวใจของพริมดาวสะดุด

เธอเบือนหน้าหนี ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “จะมีใครอีกล่ะ? ก็ว่าที่แม่ยายของคุณ... นรมนไง”

เธอเว้นจังหวะ หันกลับมาจ้องหน้าเขา แววตาฉายแววท้าทาย “ทำไมคะ? ท่านประธานจะออกโรงแก้แค้นคืนให้ฉันเหรอ?”

ชลสิทธิ์มองเธอเงียบๆ ไม่พูดอะไร

พริมดาวเห็นความเงียบนั้นแล้วก็หลุดหัวเราะออกมา เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่น “ฉันก็กะไว้แล้วเชียว”

คำพูดของเธอเหมือนเข็มที่ทิ่มแทง สีหน้าของชลสิทธิ์ขรึมลง

เขายื่นมือออกมา หมายจะสัมผัสรอยช้ำบนใบหน้าเธอ แต่พริมดาวเบี่ยงตัวหลบวูบ

“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน” น้ำเสียงของเธอเย็นชาและเจือไปด้วยความคับแค้น “ไม่ต้องมาแสดงความห่วงใยจอมปลอม”

มือของชลสิทธิ์ชะงักค้างกลางอากาศ สีหน้าของเขาเย็นเยียบขึ้นมาทันที

เขาลดมือลง หันหลังเดินไปที่ประตู “อยู่ให้เป็น... อย่าก่อเรื่อง”

ทิ้งท้ายด้วยประโยคนั้น เขาก็เดินจากไป

พริมดาวมองแผ่นหลังกว้างที่ลับสายตาไป ความรู้สึกหลากหลายตีรวนอยู่ในอก

เธอคิดว่าตัวเองน่าจะสะใจที่เห็นเขาหน้าตึงกลับไป แต่พอเขาหันหลังให้จริงๆ เธอกลับรู้สึกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก

ไม่นานนัก เสียงเครื่องยนต์ก็ดังขึ้นจากด้านล่าง

พริมดาวมองผ่านหน้าต่าง เห็นรถหรูของชลสิทธิ์แล่นออกจากคฤหาสน์ตระกูลจันทัง

สิ่งที่ทำให้เธอแปลกใจคือ ในรถมีเพียงชลสิทธิ์คนเดียว ลลินาไม่ได้ติดรถไปด้วย

ดูท่า... เขาคงไม่ได้พิศวาสลลินาจริงๆ

ยังไม่ทันจะหายสงสัย ประตูห้องก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง

ลลินาบุกเข้ามาด้วยความเกรี้ยวกราด รอยยิ้มหวานหยดเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความริษยาและเคียดแค้นชิงชัง

“นังตัวดี! แกจงใจเล่นหูเล่นตากับพี่ชลทำไม? คิดจะเป็นกาในฝูงหงส์? อยากจะเป็นนายหญิงงั้นสิ? ฉันจะบอกให้นะ ฝันไปเถอะ!”

เธอก้าวสามขุมเข้ามาประชิดตัวพริมดาว กดเสียงต่ำลอดไรฟันอย่างน่ากลัว

“ตระกูลแดงชาติเขาจะดองกับลูกสาวตระกูลจันทัง ซึ่งก็คือฉัน... ลลินาคนนี้คนเดียว! แกมันก็แค่ลูกเมียน้อยไม่มีหัวนอนปลายเท้า ที่แม่หน้าด้านของแกใช้วิธีฆ่าตัวตายบีบให้พ่อฉันต้องรับเลี้ยงแกไว้! แกกับแม่แกมันก็สันดานเดียวกัน เป็นพวกมารหัวใจ คอยแต่จะใช้วิธีสกปรกจับผู้ชาย!”

เมื่อถูกพาดพิงถึงมารดา ใบหน้าของพริมดาวก็ซีดเผือดลงทันที

เธอลุกพรวดขึ้น จ้องลลินาด้วยสายตาเย็นยะเยือก “หุบปากนะ! อย่ามาลามปามถึงแม่ฉัน!”

“ทำไมฉันจะพูดไม่ได้!” ลลินายิ่งได้ใจเมื่อเห็นปฏิกิริยานั้น ยิ่งพูดจาถากถางหนักข้อขึ้น “เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ! คิดว่าสวยแล้วจะทำอะไรก็ได้เหรอ? แค่พี่ชลเขาปรายตามองแกแวบเดียว แกก็คิดเข้าข้างตัวเองแล้วสินะว่ามีหวัง? ฉันจะบอกให้เอาบุญ เขาที่มองแกน่ะ ก็แค่มองตัวตลกเท่านั้นแหละ!”

พริมดาวกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อฝ่ามือจนเจ็บ

ร่างของเธอสั่นเทิ้ม ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความโกรธที่พุ่งถึงขีดสุด

แต่เธอรู้ดีว่าการตบตีกับลลินาไปก็ไร้ประโยชน์

เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มอารมณ์ให้สงบ “แล้วแต่เธอจะคิด... ใครกันแน่ที่เป็นตัวตลก เธอรู้อยู่แก่ใจดี”

“นังพริม!” ลลินาเถียงไม่ออกด้วยความเจ็บใจ เงื้อมือขึ้นหมายจะตบสั่งสอน

พริมดาวระวังตัวอยู่แล้ว จึงคว้าข้อมือนั้นไว้ได้ทันควัน “ลลินา... อย่าบีบให้ฉันต้องร้าย”

แววตาของเธอแข็งกร้าวและดุดัน

ลลินาผงะไปเล็กน้อยกับสายตาคู่นั้น เผลอสะบัดมือออกด้วยความตกใจ

แต่เพียงครู่เดียวเธอก็กลับมาวางท่าโอหังดังเดิม “ฝากไว้ก่อนเถอะ! แกจำใส่กะลาหัวไว้เลยนะว่าให้อยู่เงียบๆ ไม่อย่างนั้น ฉันมีร้อยแปดวิธีที่จะทำให้แกอยู่ไม่สู้ตาย!”

ทิ้งคำขู่เสร็จ ลลินาก็สะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าปึงปังออกไป

คล้อยหลังลลินาไปไม่นาน นรมนก็ก้าวเข้ามา

ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มประจบประแจงชลสิทธิ์หายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความรังเกียจเดียดฉันท์ที่ปิดไม่มิด

“ฉันหาผู้ชายไว้ให้แกแล้ว” เธอกระตุกยิ้มมุมปาก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งราวกับกำลังโยนเศษเนื้อให้สุนัข “คุณชายจิรายุ... เคยได้ยินชื่อไหม? ที่บ้านทำธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้าง ถึงจะเทียบกับตระกูลแดงชาติไม่ได้ แต่ในแวดวงสังคมแถวนี้ก็ถือว่าเป็นผู้ดีมีหน้ามีตา”

พริมดาวเงยหน้ามองแม่เลี้ยง แววตาว่างเปล่า

“แกก็โตจนป่านนี้แล้ว จะให้เกาะตระกูลจันทังกินไปจนตายหรือไง” นรมนกวาดตามองใบหน้าซีดเซียวของลูกเลี้ยงด้วยความเหยียดหยาม

“คุณชายจิรายุเขาเห็นรูปแกแล้ว ก็ไม่ได้รังเกียจอะไร เดี๋ยวฉันจะพาแกไปดูตัว ถ้าเขาถูกใจแกขึ้นมา ก็ถือว่าแกหนูตกถังข้าวสาร จะได้ไม่ต้องลอยหน้าลอยตาเป็นเสนียดบ้านฉันอีก”

ที่แท้ก็คิดจะจับเธอใส่ตะกร้าล้างน้ำส่งไปให้พ้นๆ

พริมดาวแค่นยิ้มในใจ แต่ใบหน้ายังคงนิ่งสนิท “ฉันไม่ไป”

“แกพูดว่าอะไรนะ?” นรมนทำราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก เสียงแหลมปรี๊ดของนางแทบจะบาดแก้วหู

“แกกล้าปฏิเสธเหรอ? นังพริมดาว อย่าให้มันมากนักนะ! คุณชายจิรายุเขายอมลดตัวลงมามองแกก็นับว่าเป็นวาสนาของแกแล้ว! ถ้าเป็นคนอื่น เขาคงไม่แลด้วยซ้ำ!”

นางก้าวเข้ามาประชิดตัว กดเสียงต่ำลอดไรฟันอย่างมาดร้าย “ฉันจะบอกอะไรให้นะ งานแต่งครั้งนี้แกไม่มีสิทธิ์เลือก! ถ้าแกยังฉลาดพอ ก็ทำตัวว่าง่ายตามฉันไปดูตัวซะ แต่งๆ ออกไปจะได้จบเรื่อง แต่ถ้าแกกล้าทำพังล่ะก็... ฉันมีวิธีที่จะทำให้แกไม่มีที่ยืนในตระกูลจันทังอีกต่อไป!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป