บทที่ 3 การนัดดูตัว
"ฉันให้เวลาแกครึ่งชั่วโมง แต่งหน้าแต่งตาแล้วก็จัดการตัวเองให้สะอาดสะอ้าน บ่ายนี้แกต้องไปพบคุณชายจิรายุ!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ประตูห้องใต้หลังคาก็ถูกนรมนกระแทกปิดใส่อย่างแรงจนฝุ่นร่วงกราว
พริมดาวแค่นหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน
ช่างรีบร้อนเสียจริงนะ...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา นรมนก็ถีบประตูห้องใต้หลังคาเปิดออกอีกครั้ง สายตาของหล่อนกวาดมองร่างบางที่สวมชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีซีดจางจนแทบจะมองไม่เห็นลายเดิม คิ้วที่เขียนมาอย่างดีขมวดเข้าหากันจนเป็นปม
"จะใส่ชุดนี้เนี่ยนะ? พริมดาว ฉันไม่ได้บอกหรือไงว่าให้หาชุดที่มันดูเป็นผู้เป็นคนหน่อย!"
พริมดาวเงยหน้าขึ้น สบตาอีกฝ่ายด้วยแววตาว่างเปล่าไร้อารมณ์ "ฉันมีแค่ชุดนี้"
"โกหกหน้าด้านๆ!" นรมนถลันเข้ามาทำท่าจะกระชากชุดของเธอ "ฉันเห็นเต็มสองตาว่าเมื่อปีก่อนยัยลลินาทิ้งชุดที่ยังไม่ได้ใส่ตั้งหลายตัว แกไม่มีปัญญาไปเก็บมาใส่หรือไง? อย่ามาทำตัวซอมซ่อขายขี้หน้าฉันนะ!"
พริมดาวเบี่ยงตัวหลบมือคู่นั้นอย่างคล่องแคล่ว
"ชุดนี้มันทำไมหรือคะ?" เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางปรายตามองชุดสูทชาแนลตัดเย็บประณีตบนเรือนร่างของนรมน "สะอาดสะอ้าน เรียบร้อย... ก็ยังดีกว่าบางคนที่แต่งตัวสวยหรูดูแพง แต่ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง เน่าเฟะไปด้วยความคิดสกปรก"
"นังเด็กปากดี! แกอยากตายใช่ไหม!" นรมนเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ ง้างมือขึ้นหมายจะตบสั่งสอน
ทว่าพริมดาวกลับส่งสายตาเย็นเยียบกลับไป ก่อนจะก้าวเดินออกจากห้องใต้หลังคาตัดหน้าอีกฝ่าย "ตกลงจะไปไหมคะ?"
เธอไม่หันกลับไปมองใบหน้าที่โกรธจนเขียวคล้ำของนรมน เดินลงบันไดไปอย่างไม่ยี่หระ
ไปก็ไปสิ...
เธอเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่านรมนกำลังวางแผนชั่วร้ายอะไรอยู่
อีกอย่าง... ถ้าแต่งงานออกไปแล้ว บางทีเธออาจจะหลุดพ้นจากการตามรังควานของชลสิทธิ์ได้เสียที
รถเก๋งสีดำคันหรูแล่นไปตามถนนเส้นหลักของกรุงเทพฯ ท่ามกลางการจราจรที่เริ่มติดขัด นรมนยังคงพร่ำบ่นไม่หยุดปาก
"เดี๋ยวพอเจอคุณชายจิรายุ ทำตัวให้อ่อนหวานหน่อย พูดให้น้อย ยิ้มให้มาก เข้าใจไหม?" หล่อนปรายตามองพริมดาวผ่านกระจกมองหลัง แววตาเต็มไปด้วยคำขู่
"ฉันจะบอกอะไรให้นะ เลิกเพ้อฝันถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แล้วทำตัวว่าง่ายแต่งงานไปซะ สินสอดทองหมั้นจากตระกูลอินทรจันทร์จะได้ถือเป็นการตอบแทนบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนที่ตระกูลจันทังเลี้ยงดูแกมาจนโตป่านนี้"
บุญคุณข้าวแดงแกงร้อน?
มุมปากของพริมดาวกระตุกยิ้มหยัน
นั่นสินะ... สิบแปดปีแห่ง "บุญคุณ" คือห้องมืดอับชื้นที่ถูกขังลืม คือการกลั่นแกล้งสารพัดจากลลินา คือความเกลียดชังที่เพิ่มขึ้นทุกวันของนรมน และคือความเมินเฉยเย็นชาของสมชาย
ที่เธอยอมทนอยู่ในตระกูลจันทัง ไม่เคยเป็นเพราะซาบซึ้งในบุญคุณจอมปลอมนั่นเลยสักนิด
แต่เป็นเพราะเธอรู้นิสัยของคนตระกูลนี้ดี... เลี้ยงเธอมาจนโตขนาดนี้ ถ้ายังรีดเลือดกับปูจนหยดสุดท้ายไม่ได้ พวกเขาไม่มีวันปล่อยเธอไปง่ายๆ แน่
และที่สำคัญ เธอยังคงคลางแคลงใจเรื่องราวในอดีต
สังคมภายนอกต่างซุบซิบกันว่าแม่ของเธอใช้ความตายเพื่อบีบบังคับให้ตระกูลจันทังรับเธอมาเลี้ยง แต่สัญชาตญาณของเธอบอกว่ามันมีเงื่อนงำ
ผู้หญิงในรูปถ่ายใบเก่าคนนั้น... ดวงตาอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว คนแบบนั้นน่ะหรือจะใช้วิธีสิ้นคิดอย่างการฆ่าตัวตาย? และคนอย่างแม่ จะไปหลงรักผู้ชายอย่างสมชายได้อย่างไร?
"ทำไมไม่ตอบ? เป็นใบ้ไปแล้วหรือไง?" แรงผลักที่หัวไหล่ทำเอาพริมดาวเซเล็กน้อย
พริมดาวละสายตาจากวิวข้างทาง ตอบกลับเสียงเรียบ "ทราบแล้วค่ะ"
เมื่อเห็นว่าเธอยอมจำนน นรมนก็ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคออย่างพึงพอใจ ก่อนจะเริ่มสาธยายสรรพคุณของคุณชายจิรายุ ทั้งความร่ำรวย หน้าที่การงาน ราวกับว่าการที่พริมดาวได้แต่งงานกับเขาคือการหนูตกถังข้าวสารชัดๆ
พริมดาวร้านจะฟัง จึงหลับตาลงแสร้งทำเป็นพักสายตา
ในที่สุดรถก็เลี้ยวเข้าจอดเทียบหน้าคลับหรูระดับไฮเอนด์แห่งหนึ่ง
"ลงมาสิ" นรมนปั้นหน้ายิ้มประจบประแจงทันทีที่ก้าวลงจากรถ เดินนำพริมดาวเข้าไปด้านใน
ภายในห้องวีไอพีส่วนตัว มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว อายุอานามน่าจะราวๆ ยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปด สวมเสื้อเชิ้ตลายดอกปลดกระดุมเม็ดบนโชว์แผงอก
"คุณชายจิรายุขา ต้องขอประทานโทษด้วยนะคะที่มาช้า" นรมนฉีกยิ้มกว้างจนเห็นรอยตีนกา "นี่ไงคะ 'น้องพริม' หลานสาวที่ดิฉันเล่าให้ฟัง"
สายตาของคุณชายจิรายุพุ่งตรงมาที่พริมดาว กวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเหมือนเครื่องสแกนสินค้า แต่เมื่อสะดุดเข้ากับใบหน้าสวยจัดที่ไร้ที่ตินั้น แววตาของเขาก็วาวโรจน์ขึ้นมาทันที
"คุณพริมดาว... รอนานเลยนะครับเนี่ย" เขาตบเบาะโซฟาข้างตัวดังปุๆ พร้อมส่งยิ้มกรุ้มกริ่ม "เชิญนั่งครับ"
พริมดาวยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย
"โอ้โห... สวยเริ่ดเชิดหยิ่งเสียด้วย" คุณชายจิรายุหัวเราะร่วนอย่างไม่ถือสา "ป้านรมนไม่ได้บอกเหรอครับ? ต่อไปถ้ามาอยู่กับผม รับรองว่าจะได้นั่งกินนอนกิน อยากได้อะไรผมประเคนให้หมด"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโอ้อวดและดูถูก ราวกับเห็นพริมดาวเป็นเพียงขอทานที่รอคอยเศษเงินโปรยทานจากเศรษฐี
นรมนรีบถลันเข้ามาดันหลังพริมดาว "ยืนบื้ออยู่ทำไม! รีบขอบคุณคุณชายจิรายุสิยะ!"
พริมดาวจำใจเดินไปนั่งที่โซฟา แต่เว้นระยะห่างจากคุณชายจิรายุพอสมควร
"คุณชายจิรายุพูดเกินไปแล้วค่ะ" เธอหยิบแก้วน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมาจิบเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงไว้ตัว "ดิฉันแค่มาทำความรู้จักกับคุณชายตามมารยาท ไม่ได้มาเพื่อจะ 'อยู่' กับใครทั้งนั้น"
คิ้วเข้มของคุณชายจิรายุเลิกขึ้นสูง ดูเหมือนเขาจะไม่คาดคิดว่าจะเจอคำตอบแบบนี้
เขาลอบสังเกตพริมดาว แม้จะอยู่ในชุดกระโปรงเก่าซอมซ่อ แต่ความงามของเธอกลับโดดเด่นสะดุดตาจนน่าครอบครอง
"คุณพริมดาวนี่เป็นคนตรงไปตรงมาดีนะครับ" เขาหัวเราะในลำคอ ก่อนจะรินวิสกี้ใส่แก้วแล้วยื่นมาตรงหน้าเธอ "ดื่มหน่อยไหมครับ?"
พริมดาวส่ายหน้า "ขอโทษค่ะ ดิฉันไม่ดื่มแอลกอฮอล์"
"ไม่ดื่ม?" คุณชายจิรายุทำเสียงสูงเหมือนได้ยินเรื่องตลก "อยู่กับตระกูลจันทังมาตั้งกี่ปี จะบอกว่าดื่มไม่เป็นเลยรึ?"
เขาขยับตัวเข้ามาใกล้จนน่าอึดอัด ลดเสียงลงต่ำเจือแววคุกคาม "คุณพริมดาวครับ... ผมรู้นะว่าคุณลำบากแค่ไหนในบ้านหลังนั้น แค่คุณยอมเป็นเด็กดี เชื่อฟังผม ผมรับรองเลยว่าต่อไปนี้จะไม่มีใครหน้าไหนกล้ารังแกคุณอีก"
ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดต้นคอ ผสมกับกลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกและน้ำหอมราคาแพงที่ฉีดจนฉุน ทำให้พริมดาวรู้สึกคลื่นไส้จนแทบอาเจียน
หญิงสาวข่มความรังเกียจไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย ฝืนยิ้มมุมปาก พลางยื่นมือไปรับแก้วเหล้านั้น "ในเมื่อคุณชายจิรายุพูดขนาดนี้... ดิฉันคงปฏิเสธน้ำใจไม่ได้แล้วสินะคะ"
คุณชายจิรายุแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะ คิดว่าในที่สุดเธอก็รู้สถานะของตัวเอง
แต่ในจังหวะที่เขาเผลอ พริมดาวก็ตวัดข้อมืออย่างรวดเร็ว สาดของเหลวสีอำพันในแก้วใส่หน้าเขาเต็มแรง!
"โอ๊ย!" คุณชายจิรายุร้องลั่น ยกมือขึ้นปิดหน้า ทั้งใบหน้าและเสื้อราคาแพงเปียกชุ่มไปด้วยวิสกี้ สภาพดูไม่จืด
นรมนอ้าปากค้าง ตาถลนแทบถลนออกมา "แก... นังพริม! แกบ้าไปแล้วเหรอ!"
"ขอโทษทีค่ะ มือมันลั่น" แม้ปากจะบอกขอโทษ แต่น้ำเสียงและสีหน้ากลับไม่มีความสำนึกผิดแม้แต่น้อย "พอดีนึกขึ้นได้ว่ามีธุระด่วน ขอตัวนะคะ"
พูดจบเธอก็ลุกขึ้นเดินหนีทันที ท่าทางทะมัดทะแมงเด็ดเดี่ยว ไม่เปิดโอกาสให้ใครได้ตั้งตัว
"นังพริมดาว! แกมันบ้าไปแล้ว!" นรมนกรีดร้องเสียงแหลม วิ่งตามออกมาจนทันที่ระเบียงทางเดินยาวหน้าห้องวีไอพี มือหนาคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนของเธอ ง้างมือเตรียมจะตบสั่งสอน
พริมดาวคว้าข้อมือนั้นไว้กลางอากาศ บีบแน่นจนนรมนนิ่วหน้า สายตาของเธอคมกริบราวกับใบมีด "ทำไมคะ? ผู้ชายพรรค์นี้ป้ายังจะเอาอีกเหรอ? รับเงินเขามาเท่าไหร่ล่ะ ถึงได้กระเหี้ยนกระหือรือจะถีบหัวส่งฉันลงนรกขนาดนี้?"
"นังเด็กเนรคุณ!" นรมนตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธจัด ใช้อืออีกข้างจิกทึ้งผมของพริมดาว "ฉันทำเพื่อแกทั้งนั้น! กล้าดียังไงมาพูดจาสามหาวกับฉันแบบนี้ เดี๋ยวแม่จะตบให้ปากฉีก!"
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"
เสียงทุ้มกังวานของผู้ชายดังแทรกขึ้นมา หยุดการกระทำป่าเถื่อนนั้นไว้ได้ทันท่วงที
พริมดาวหันขวับไปมอง... ชาลี?
ชาลี คือเพื่อนหนุ่มที่เธอรู้จักในสนามแข่งรถ เขาเป็นลูกเศรษฐีตระกูลดังแต่กลับทำตัวติดดิน นิสัยขี้เล่นและจริงใจ เป็นเพื่อนเพียงไม่กี่คนที่เธอคุยด้วยได้อย่างสนิทใจ
ดูเหมือนเขาจะเพิ่งมาถึงและบังเอิญเดินผ่านมาพอดี
ชายหนุ่มรีบปรี่เข้ามาด้วยท่าทีขึงขัง กระชากตัวพริมดาวออกมาแล้วเอาตัวเข้าบังไว้ด้านหลังปกป้อง
"คุณชาลี?" นรมนจำเขาได้ทันที ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่หดหายไปจนเกือบหมด เหลือเพียงท่าทีเกรงอกเกรงใจ "อะ...เอ่อ คุณมาทำอะไรที่นี่คะ?"
"คุณนายนรมนปฏิบัติต่อลูกหลานแบบนี้หรือครับ? ตบตีกันกลางที่สาธารณะ ไม่อายฟ้าอายดิน หรือไม่กลัวตระกูลจันทังจะเสียชื่อเสียงหรือไง?"
สายตาตำหนิรุนแรงของชาลีทำเอานรมนหน้าชา พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ตระกูลเปรี่ยมสุขของชาลีมีอิทธิพลไม่ใช่น้อย หล่อนไม่กล้ามีเรื่องกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้แน่
"ไสหัวไป" ชาลีเอ่ยสั้นๆ แต่น้ำเสียงกดต่ำจนน่าขนลุก
นรมนหน้าซีดเผือด รีบถลึงตาคาดโทษใส่พริมดาวหนึ่งทีก่อนจะรีบจ้ำอ้าวหนีไปอย่างรวดเร็ว
ความเงียบกลับคืนสู่ระเบียงทางเดินอีกครั้ง
ชาลีหันกลับมามองใบหน้าซีดเซียวของพริมดาว ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะจูงมือเธอเดินไปยังรถของเขา "เกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก? ตระกูลจันทังหาเรื่องเธออีกแล้วใช่ไหม?"
"ตระกูลจันทังกำลังจะจับฉันใส่พานขายกินต่างหาก" พริมดาวเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างรถ น้ำเสียงของเธอเบาหวิวราวกับสายลม "ไอ้คุณชายจิรายุนั่น... ก็คือลูกค้าที่พวกเขาหามาซื้อตัวฉันไงล่ะ"
