บทที่ 4 ไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดว่าไม่

ชาลีกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามท่อนแขนด้วยความโกรธเกรี้ยว

เขารู้ดีว่า 'ตระกูลจันทัง' รังเกียจเดียดฉันท์พริมดาวแค่ไหน แต่ไม่คิดเลยว่าคนพวกนั้นจะทำเรื่องเลือดเย็นได้ถึงเพียงนี้

"อย่าไปสนใจพวกนั้นเลย" เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด "ถ้าอยู่ไม่ไหวจริงๆ ก็ย้ายออกมาเถอะ ไปอยู่ที่คอนโดของฉันก็ได้"

พริมดาวหันมามองเขา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ในที่สุดแววตานั้นก็มีความอบอุ่นเจืออยู่บ้าง "ขอบใจนะชาลี แต่ฉันยังไปไหนไม่ได้"

เธอยังมีเรื่องราวบางอย่างที่ต้องสะสาง ยังไม่อาจหันหลังให้ตระกูลจันทังได้ในตอนนี้

ชาลีถอนหายใจยาวด้วยความอัดอั้นตันใจ

"ช่วงนี้ในแวดวงไฮโซลือกันให้แซ่ดว่า ชลสิทธิ์กับลลินากำลังจะหมั้นกันเดือนหน้า เห็นว่าเจ้าสัวธีรัตม์เริ่มเตรียมงานแล้วด้วย เธอ... อย่าไปเอาไม้ซีกงัดไม้ซุงเลยนะ"

พริมดาวทอดสายตามองเงาไม้ที่พาดผ่านกระจกรถ แล้วแค่นหัวเราะ "หมั้นเหรอ? ก็ดีแล้วนี่"

"ดีงั้นเหรอ?" ชาลีเลิกคิ้วสูง "อย่าคิดว่าฉันดูไม่ออกนะว่าเธอคิดอะไรอยู่ ให้ตายเถอะ ไอ้หมอนั่นมันมีดีตรงไหน เป็นแค่ผู้ชายเห็นแก่ตัวที่ชอบจับปลาสองมือ สันดานเสียพรรค์นั้น ทำไมเธอถึงต้องไปยึดติดกับมันด้วย?"

"รู้แล้วน่า" พริมดาวยิ้มอย่างปลงตก "ฉันเองก็อยากจะตัดใจตั้งนานแล้ว พวกเขาจะหมั้นหรือไม่หมั้น มันก็ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย"

ปากบอกแบบนั้น แต่สีหน้าของชาลีบ่งบอกชัดเจนว่าไม่เชื่อ

ตลอดหลายปีมานี้ พริมดาวพูดว่าจะเลิกยุ่งกับชลสิทธิ์ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่จนป่านนี้... ห้าปีเข้าไปแล้ว ก็ยังตัดไม่ขาดเสียที

"เอาเถอะ รีบเขี่ยหมอนั่นทิ้งไปซะได้ก็ดี" ชาลีไม่อยากเซ้าซี้ต่อ เขาหยิบกล่องลูกอมรสเมินต์ออกมาจากช่องเก็บของแล้วยื่นให้เธอ "กินของหวานๆ หน่อย จะได้อารมณ์เย็นลงบ้าง"

พริมดาวหยิบลูกอมเข้าปาก ความเย็นซ่าของเมินต์แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ช่วยดับความรุ่มร้อนในใจลงได้บ้างเล็กน้อย

รถหรูแล่นมาจอดเทียบที่บริเวณใกล้กับคฤหาสน์ตระกูลจันทัง เธอเปิดประตูรถ "ไปนะ"

"มีอะไรก็โทรมา" ชาลีตะโกนไล่หลัง

พริมดาวไม่ได้หันกลับไปมอง เพียงแค่ยกมือโบกให้เล็กน้อย ก่อนที่ร่างระหงจะกลืนหายไปในเงามืดของตรอกหลังบ้าน

เมื่อกลับเข้ามาในตัวบ้าน ไฟในห้องรับแขกยังคงสว่างจ้า

นรมนนั่งไขว่ห้างแทะเมล็ดทานตะวันอยู่บนโซฟา พอเห็นเธอเดินเข้ามา ก็โยนเปลือกทิ้งลงบนโต๊ะอย่างไม่ไยดี แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชัน "แหม... ยังรู้จักทางกลับบ้านด้วยเหรอ? นึกว่าหนีตามคุณชายชาลีไปถึงไหนต่อไหนแล้วซะอีก"

พริมดาวทำหูทวนลม เดินตรงดิ่งไปยังบันได

"หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" นรมนตวาดเสียงแหลม "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถ้าฉันไม่อนุญาต แกห้ามก้าวเท้าออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว! กว่าฉันจะไกล่เกลี่ยกับทางคุณชายจิรายุได้รู้ไหมว่าลำบากแค่ไหน ถ้าแกกล้าก่อเรื่องอีกละก็ คราวนี้ฉันไม่เอาแกไว้แน่!"

พริมดาวชะงักฝีเท้า หันกลับมามองด้วยสายตาเย็นชา "กักบริเวณ? ตระกูลจันทังนี่เลี้ยงฉันไว้ในฐานะนักโทษหรือไงคะ"

"แล้วจะทำไม?" นรมนลุกขึ้นยืน เท้าสะเอวฉอดๆ "ก็ยังดีกว่าปล่อยให้แกออกไปทำเรื่องงามหน้าขายขี้หน้าชาวบ้านเขา! อยู่เงียบๆ เจียมเนื้อเจียมตัวซะบ้าง อย่าหาเรื่องใส่ตัวให้มันมากนัก!"

พริมดาวคร้านจะต่อปากต่อคำด้วย จึงหมุนตัวเดินขึ้นไปยังห้องใต้หลังคา

ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงเก่าๆ สายตาเหม่อมองเพดานที่มีสีหลุดร่อน หัวใจของเธอว้าวุ่นสับสนไปหมด

ตัดใจเหรอ? เธออยากจะทำแบบนั้นใจจะขาด

ห้าปีก่อน ที่เธอเอาตัวเข้าไปพัวพันกับชลสิทธิ์ ก็เพียงเพราะอยากจะมีที่ยืนในตระกูลจันทัง อยากให้คนที่เคยโขกสับเธอได้เห็นว่า พริมดาวไม่ใช่ขนมหวานที่ใครจะมาเคี้ยวเล่นได้ง่ายๆ

เธอเคยหลงคิดว่า สักวันหนึ่งจะสามารถเอาชนะใจชลสิทธิ์ได้

แต่ห้าปีผ่านไป... ท้ายที่สุด เขาก็ไม่เคยคิดจะมอบสถานะใดๆ ให้เธอเลย

เขาช่างเป็นคนแยกแยะได้เด็ดขาด มีเหตุผล และเลือดเย็นจนน่าขนลุก เวลาห้าปีที่อยู่ด้วยกัน ไม่มีความผูกพันทางใจหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย

เธอกับลลินา ในทางนิตินัยคือพี่น้องคนละแม่

พี่สาวเป็นเมียแต่ง น้องสาวเป็นเมียเก็บ? ช่างเป็นเรื่องตลกร้ายที่น่าสมเพชสิ้นดี

ขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่าน ประตูห้องใต้หลังคาก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง

"อ้าว ยังไม่ตายอีกเหรอ?" ลลินาปรายตามองพริมดาวที่นอนอยู่บนเตียง จงใจเขย่ากล่องกำมะหยี่ในมือให้เกิดเสียงดัง "ดูสิว่านี่คืออะไร?"

เธอโยนกล่องลงบนโต๊ะหนังสือ ฝากล่องเด้งเปิดออก เผยให้เห็นสร้อยคอไพลินสีน้ำเงินเข้มที่ทอประกายวูบวาบยามต้องแสงไฟสลัว

"พี่ชลสิทธิ์ให้มา" ลลินากอดอก เชิดหน้าขึ้นสูงราวกับนกยูงรำแพนหางที่ประกาศชัยชนะ

"พี่ชลสิทธิ์บอกว่า ไพลินน้ำงามนี้ช่วยขับผิวของฉันให้ดูผ่องขึ้น เธอว่าไง... ฉันใส่แล้วสวยไหม?"

พริมดาวมองสร้อยเส้นนั้น ภาพในหัวจินตนาการไปถึงตอนที่ชลสิทธิ์พาลลินาไปเลือกเครื่องประดับด้วยกันอย่างมีความสุข

ในขณะที่เธอกำลังถูกคนอื่นรังแก ชลสิทธิ์กลับกำลังพะเน้าพะนอลลินาอย่างหวานชื่น

หัวใจกระตุกวูบด้วยความเจ็บปวด แต่มันช่างน่าสมเพชเหลือเกิน

"ไม่รู้สิคะ" เธอลุกขึ้นนั่ง ยกยิ้มมุมปาก "แต่ฉันกลับคิดว่า... คุณชลสิทธิ์น่าจะชอบสไตล์แบบฉันมากกว่านะ"

เธอจงใจขยับตัวเข้าไปใกล้ ปล่อยให้คอเสื้อเปิดกว้างเล็กน้อยเผยให้เห็นผิวขาวเนียนช่วงเนินอก น้ำเสียงเจือแววท้าทาย "เพราะยังไงซะ... ผู้ชายบางคนก็อาจจะชอบกุหลาบงามที่มีหนามแหลมคม มากกว่าแจกันลายครามที่ตั้งโชว์ไว้สวยๆ แต่จืดชืด... พี่ลลินาว่าจริงไหมคะ?"

ใบหน้าของลลินาแข็งค้าง มือที่ถือกล่องเครื่องประดับสั่นระริกจนเกือบทำร่วง

สิ่งที่เธอเกลียดที่สุดคือท่าทางแบบนี้ของพริมดาว ทั้งที่เป็นแค่ลูกเมียน้อยต่ำต้อย แต่กลับใช้หน้าตาและเรือนร่างดึงดูดความสนใจของทุกคนได้เสมอ รวมไปถึงชลสิทธิ์

"แกพูดบ้าอะไร!" เสียงของลลินาต่ำลง ดวงตาฉายแววริษยาและโกรธแค้น "พี่ชลสิทธิ์เขาชอบผู้หญิงที่วางตัวดี มีชาติตระกูลเหมาะสมกัน อย่างแกน่ะมันก็แค่..."

พูดได้ครึ่งเดียว เธอก็ชะงักไป เหมือนรู้ตัวว่าคำพูดนั้นมันย้อนแย้งกับความเป็นจริง

ลลินาจิกเล็บลงบนฝ่ามือแน่น เชิดหน้าขึ้นอีกครั้ง แสร้งทำเป็นหยิ่งผยอง "ฉันรู้ว่าแกอิจฉาฉัน แต่ไม่เป็นไรหรอกนะ เพราะอีกไม่นานฉันกับพี่ชลสิทธิ์ก็จะแต่งงานกันแล้ว ถึงตอนนั้นมาดูกันซิว่าแกจะยังฝันกลางวันได้อยู่อีกไหม!"

พูดจบ เธอก็คว้ากล่องเครื่องประดับแล้วหมุนตัวเดินหนี ฝีเท้าที่ก้าวออกไปดูรีบร้อนร้อนรน เห็นได้ชัดว่าคำพูดเมื่อครู่แทงใจดำเข้าอย่างจัง

"เชิญค่ะ ไม่ส่งนะ" พริมดาวพิงหัวเตียง มองแผ่นหลังนั้นด้วยรอยยิ้มที่ค่อยๆ กว้างขึ้น

ลลินาชะงักที่หน้าประตู ไม่ได้หันกลับมา แต่ทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงอาฆาตมาดร้าย "พริมดาว... คนเราควรจะรู้จักเจียมกะลาหัวเอาไว้บ้าง ของบางอย่างที่ไม่ใช่ของแก ต่อให้แย่งชิงแทบตาย... มันก็ไม่มีวันเป็นของแก"

ประตูถูกปิดลง ตัดขาดแสงสว่างจากภายนอก

ห้องใต้หลังคากลับมามืดสลัวอีกครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้าของพริมดาวเลือนหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่หนาวเหน็บ

แย่งงั้นเหรอ? เธอไปแย่งชิงมาตอนไหน?

ทั้งที่เธอพยายามถอยหนีจนสุดทางแล้วแท้ๆ

เวลาห้าทุ่มตรง หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบขึ้น มีข้อความเข้า ผู้ส่งคือ 'ชลสิทธิ์'

ข้อความสั้นๆ เพียงประโยคเดียว: [พรุ่งนี้เย็น เจอกันที่เดิม]

'ที่เดิม' คือเพนต์เฮาส์ส่วนตัวของเขาบนชั้นสูงสุดใจกลางเมือง วิวสวยเปิดโล่งมองเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนของกรุงเทพฯ ได้รอบทิศ

เธอข่มความหงุดหงิดในใจ สูดหายใจเข้าลึกก่อนพิมพ์ตอบกลับไป: [เราจบกันแล้วค่ะ]

ไม่ถึงสองวินาที โทรศัพท์ก็สั่นอีกครั้ง ข้อความจากชลสิทธิ์ยังคงสั้นกระชับ แต่แฝงไปด้วยอำนาจเผด็จการที่ไม่อาจปฏิเสธ: [ฉันบอกแล้วไง ว่าเธอไม่มีสิทธิ์เลือก]

พริมดาวจ้องมองข้อความนั้นแล้วแค่นหัวเราะออกมา

ไม่มีสิทธิ์เลือก?

ชลสิทธิ์ก็เป็นเสียแบบนี้ เผด็จการ บงการชีวิต และเหยียบย่ำความต้องการของเธอไว้ใต้ฝ่าเท้าเสมอ

เขาคิดว่าตัวเองเป็นใคร? คิดว่าพริมดาวคนนี้ขาดเขาแล้วจะขาดใจตายหรือไง?

แต่ที่น่าเจ็บใจคือ อิทธิพลของชลสิทธิ์นั้นมหาศาลเหลือเกิน ในความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมนี้ เธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยคำว่า 'ไม่'

หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปิดหน้าจอแชทแล้วโยนโทรศัพท์ไปไว้ข้างตัวโดยไม่ตอบกลับ ก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง

ในเมื่อเขาอยากจะพัวพันไม่เลิกรา... ได้ งั้นเธอก็จะเล่นเกมนี้เป็นเพื่อนเขาเอง

และถือโอกาสนี้... ทำให้ชีวิตของลลินาไม่มีความสุขไปด้วยเลยก็แล้วกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป