บทที่ 9 สองคน
สองคน
วันถัดมา
“พี่เกด สวัสดีค่ะ” พราวมุกเดินมาถึงโต๊ะทำงานแล้วก็เอ่ยทักทายรุ่นพี่ที่นั่งทำงานอยู่ก่อนแล้ว
“จ้ะ ไหนดูสิ หน้าหายบวมหรือยัง” เกษมณีเงยหน้าขึ้นแล้วลุกขึ้นไปหาพราวมุก
“อื้ม ไม่เป็นรอยแล้ว” เกษมณีมองไปที่ใบหน้าของพราวมุก เมื่อไม่เห็นรอยแดงแล้วก็พยักหน้าพอใจ ก่อนหน้านี้เธอกระวนกระวายใจแทบแย่ กลัวว่ารอยมือจากลลิตาจะปรากฏอยู่บนใบหน้าของพราวมุก แต่โชคดีที่ใบหน้าของเธอยังขาวใสเหมือนเดิม
“พราวใช้รองพื้นกลบไว้น่ะค่ะ รอยจริงก็ค่อนข้างหนักเลยล่ะค่ะ”
“อ๋อ มิน่าล่ะ พี่ก็นึกว่าจะไม่เป็นรอยซะอีก” เมื่อพราวมุกบอกมาแบบนั้น เกษมณีจึงพยักหน้าเชิงว่าเข้าใจแล้วมองพราวมุกด้วยสายตาแปลก ๆ
“พี่เกดมองพราวแบบนั้น มีอะไรหรือเปล่าคะ?” พราวมุกมองมองตัวเองแล้วถามกลับยไปอย่างสงสัย
“ก็วันนี้พราวดูสวยแปลก ๆ” เกษมณีพูดขึ้นติดตลกและเดินไปนั่งที่เก้าอี้ของตนเอง
“แปลกเลยเหรอคะ?” พราวมุกถามขึ้นด้วยความไม่มั่นใจ เพราะแต่ก่อนเธอก็ไม่ใช่คนที่แต่งหน้าแต่งตา วันนี้คือวันที่เธอแต่งหน้าหนาที่สุดแล้วในชีวิตเลยก็ว่าได้เพื่อกลบรอยบวมช้ำที่ใบหน้า
“ไม่ใช่ พี่แค่ชินตอนที่เราแต่งหน้าบาง ๆ มากกว่าน่ะ” เกษมณีพูดขึ้นเพื่ออธิบายคำพูดก่อนหน้าของตนเอง
“รอให้หน้าหายแล้วพราวจะกลับมาแต่งแบบเดิมนะคะ” พราวมุกจึงพูดขึ้นติดตลกเล็กน้อย
“จ้า”
“อ๋อ วันนี้พราวต้องไปตรวจโรงงานกับคุณติณนะ” เกษมณีนึกขึ้นได้ว่าเธอมีงานด่วนเข้ามาจึงทำให้พราวมุกต้องไปกับติณภัทรคนเดียว จึงตัดสินใจบอกออกไปตามตรง
“พี่เกดไม่ได้ไปเหรอคะ?” พราวมุกขมวดคิ้วสงสัย
“ไม่ได้ไปหรอกจ้ะ พี่ต้องไปดูงานอีกที่น่ะ “
“อ๋อ ค่ะ” พราวมุกพยักหน้าเข้าใจ
“พราวคงไม่มีปัญหาเนอะ” เกษมณีจึงถามความเห็นของรุ่นน้องสาว เผื่อว่ามีปัญหาอะไรจะได้แก้ได้ทัน
“ไม่มีค่ะ” พราวมุกส่ายหน้าแล้วยิ้มเล็กน้อย
แกร๊ก....
ในขณะเดียวกันจู่ ๆ เสียงเปิดประตูที่ดังขึ้นก็ทำเอาสองสาวที่กำลังสนทนากันอยู่ละสายตาไปมอง
“พร้อมหรือยัง?” ติณภัทรที่อยู่ในชุดทำงานเดินออกมาแล้วเอ่ยถามผู้ช่วยเลขาของตนเอง เพราะเมื่อครู่เกษมณีเพิ่งเข้าไปบอกเขาว่าเขาจะต้องไปดูงานกับพราวมุกสองคน
“ค่ะ ไปเลยเหรอคะ?” พราวมุกที่ถูกมองก็ทำตัวไม่ถูก ถามขึ้น
“จ้ะ ไปกันเลย” เกษมณีจึงตอบแทนแล้วติณภัทรก็เดินนำไป
“ค่ะ ไปนะคะ” พราวมุกรับคำแล้วรีบวิ่งตามติณภัทรไปทันที
บรรยากาศภายในรถค่อนข้างเงียบงัน แล้วก็เป็นติณภัทรที่อดใจ ไม่ไหว ถามอาการของพราวมุกขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“หน้าเธอเป็นยังไงบ้าง? “ ติณภัทรถามขึ้นในขณะที่กำลังขับรถไปที่โรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าของบริษัท
“ดีขึ้นแล้วค่ะ ไม่ได้เป็นอะไรมาก” พราวมุกตอบกลับไปแล้วเหลือบมองหน้าติณภัทรเล็กน้อยด้วยความประหม่า เพราะเธอไม่คิดว่าเขาจะขับรถมาเองแบบนี้ ตอนแรกนึกว่าเขาจะใช้รถของบริษัทเสียอีก
“อืม งั้นก็ดีแล้ว ว่าแต่หิวไหม?” ติณภัทรพยักหน้ารับรู้แล้วถามคำถามใหม่ขึ้น
“ไม่ค่อยหิวเท่าไรค่ะ”
“เดี๋ยวแวะซื้อน้ำก่อนเข้าไปก็แล้วกัน”
“ค่ะ”
ติณภัทรแวะซื้อน้ำดื่มและกาแฟ แล้วก็ขับรถไปยังที่หมายทันที
“คุณติณ สวัสดีครับ” ผู้จัดการโรงงานรีบเข้ามาต้อนรับท่านรองประธานของบริษัทด้วยท่าทางนอบน้อม
“ครับ” ติณภัทรพยักหน้ารับนิ่ง ๆ
ผู้จัดการโรงงานหันมามองพราวมุกที่ยืนอยู่ข้างติณภัทรด้วยความแปลกใจ เพราะปกติแล้วคนที่จะมากับติณภัทรก็คือเกษมณี แต่คนนี้เขาไม่เคยเห็นเลยสักครั้ง
“นี่พราวมุกผู้ช่วยของเลขาผม วันนี้คุณเกดไม่ว่าง เลยให้ผู้ช่วยมาแทน” ติณภัทรแนะนำพราวมุกให้ผู้จัดการได้รู้จักคร่าว ๆ
“สวัสดีครับ ผมเจนะครับ”
“ค่ะ สวัสดีค่ะ “ พราวมุกยิ้มรับและเอ่ยทักทายอีกฝ่ายกลับด้วยรอยยิ้มกว้างอย่างเป็นกันเอง
“อะแฮ่ม” ติณภัทรเห็นทั้งคู่สบตากันอย่างเขิน ๆ ก็ส่งเสียงกระแอมขึ้นเล็กน้อยและมองไปที่ผู้จัดการด้วยสายตาตำหนิอย่างเห็นได้ชัด
“เอ่อ เชิญคุณติณด้านในเลยครับ” ผู้จัดการที่ถูกจ้องก็รู้ตัวทันที เขาจึงเอ่ยชวนทั้งคู่ไปดูงานอย่างไว
ติณภัทรและพราวมุกจึงเดินตามผู้จัดการไปดูงานตามจุดต่าง ๆแล้วพอเดินจนครบแล้วผู้จัดการก็ขอตัวไปเอาเอกสารการผลิตมาให้ติณภัทรดู
“ร้อนหรือเปล่า?” ติณภัทรหันมาถามพราวมุกที่กำลังจดตามคำอธิบายของผู้จัดการอยู่ข้าง ๆ ด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง
“นิดหน่อยค่ะ” พราวมุกเงยหน้าขึ้นมาตอบเขาเสียงอ่อน เพราะจะให้ปฏิเสธก็คงไม่มีใครเชื่อ เพราะอากาศร้อนมากจนหน้าของเธอเต็มไปด้วยเหงื่อขนาดนี้
“ไม่นิดแล้วมั้ง” ติณภัทรจึงพูดขึ้นขำ ๆ แล้วหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ตรงอกของตนเองออกมาซับหน้าให้กับเธอ
“คะ คุณติณภัทร!!” พราวมุกตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ
“เรียกติณเหมือนคนอื่น ๆ ก็ได้” ติณภัทรขมวดคิ้วไม่พอใจที่พราวมุกเรียกเขาเหมือนคนห่างไกล จากนั้นก็บอกให้เธอเรียกเขาเหมือนคนที่รู้จักสนิทกันได้
“เดี๋ยวพราวเช็ดเองค่ะคุณติณ” พราวมุกรีบเบี่ยงตัวหลบแล้วก็เอื้อมมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าในมือของติณภัทรมาเช็ดเอง
“ตามใจ” ติณภัทรก็ไม่ได้ขัดอะไร เขาหันไปดูพนักงานที่กำลังทำงานกันต่อ
ตึก ตึก ตึก ตึก
พราวมุกมองแผ่นหลังของติณภัทรด้วยใจที่เต้นแรงแทบจะทะลุออกมา ไม่นานผู้จัดการก็เดินออกมาพร้อมกับผู้ช่วยของเขา
“นี่ครับเอกสาร” ผู้จัดการยื่นเอกสารการผลิตให้กับติณภัทร
“พราวถือเองค่ะ” พราวมุกอาสาที่จะถือแทนเจ้านายเอง
“ไม่เป็นไร ผมถือเอง” แต่ติณภัทรเบี่ยงตัวหลบและบอกว่าจะถือเอง
“เดี๋ยวผมจะให้คุณเกดติดต่อมาอีกทีนะ” ติณภัทรหันมาพูดกับผู้จัดการเรื่องงานต่อ
“ได้ครับคุณติณ”
“ผมขอตัวก่อนนะ” เมื่อคุยกันลงตัวแล้ว ติณภัทรและพราวมุกก็ขอตัวกลับทันที
“เดินทางปลอดภัยนะครับคุณติณ คุณพราว” ผู้จัดการที่อาสามาส่งทั้งคู่ที่รถเอ่ยลาเจ้านายและหันมาลาพราวมุกอย่างเป็นกันเอง
“ค่ะ สวัสดีค่ะคุณเจ” พราวมุกยิ้มรับ
ติณภัทรมองทั้งคู่ด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นก็เดินไปเปิดประตูให้กับพราวมุก พราวมุกหันไปมองติณภัทรด้วยความลำบากใจ เพราะเขาเป็นเจ้านายของเธอ ไม่ต้องดูแลเธอขนาดนี้ก็ได้ แต่ก็ยอมขึ้นไปนั่งบนรถแต่โดยดี
ติณภัทรปิดประตูรถและหันมาปรายตามองผู้จัดการเล็กน้อย จากนั้นก็เดินไปขึ้นฝั่งคนขับแล้วก็ขับรถออกไปทันที
“พี่เจ พี่ว่าแปลก ๆ ป่ะ?” ผู้ช่วยของผู้จัดการชะโงกหน้ามาถามเขาเพื่อขอความเห็น
“อะไรแปลก?” ผู้จัดการจึงหันไปมองผู้ช่วยของตนเองแล้วถามขึ้น
“ก็คุณติณกับคุณพราวไง?”
“ไม่” ผู้จัดการได้ยินอย่างนั้นก็ส่ายหน้าทันที
“พี่เอาตาไหนดูถึงว่าไม่แปลก?” ผู้ช่วยของเขาจึงอดว่าให้ไม่ได้ เพราะบรรยากาศของติณภัทรกับพราวมุกมันมีอะไรแปลก ๆ และหัวหน้าของเขากลับมองไม่ออกเสียอย่างนั้น
“ไม่เหลือน่ะสิ มองกูตาขวางขนาดนั้น ไม่แปลกก็แย่ล่ะ” ผู้จัดการจึงพูดขึ้นเสียงแข็งและเดินหนีออกไป ท่านรองมองหน้าเขาเอาเรื่องขนาดนั้น จะไม่มีอะไรได้อย่างไรล่ะ
“พี่เจเป็นอะไรวะ?” หัวหน้าทีมวิศวะที่เพิ่งจะเดินสวนผู้จัดการมาเอ่ยถามผู้ช่วยด้วยความสงสัย เพราะเขาทักอีกฝ่ายแล้ว แต่ผู้จัดการไม่สนใจ เดินหนีไปเลย
“เป็นคนที่สาวไม่มอง และเจ้าของหวงมาก” ผู้ช่วยจึงพูดขึ้นแล้วเดินเชิดหน้าตามเจ้านายไป
“สงสัยอากาศจะร้อน บ้ากันทั้งเจ้านายและลูกน้อง”
หัวหน้าทีมวิศวะพูดขึ้นแล้วเดินตามหลังไปพร้อมกับส่ายหน้าเบา ๆ
หลังจากที่ขับรถออกมาจากโรงงาน บรรยากาศภายในรถก็กลับมาตกอยู่ในความเงียบสงบอีกครั้ง
“แวะกินข้าวกันก่อนค่อยเข้าบริษัทนะ” เป็นติณภัทรที่เริ่มพูดขึ้นมาก่อน
“ได้ค่ะ” พราวมุกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูก็เห็นว่าใกล้จะเที่ยงแล้วจึงตอบรับไป เพราะติณภัทรมีประชุมต่อช่วงบ่าย ถ้ากินข้าวแล้วกลับไปที่บริษัทเลยจะสะดวกกว่า
ติณภัทรพาพราวมุกมาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เมื่อมาถึงพนักงานก็นำทั้งคู่เดินมาที่โต๊ะ
“กินอะไรสั่งเลย” ติณภัทรบอกขึ้นในขณะที่ทั้งคู่กำลังนั่งเลือกเมนูอาหารกันอยู่
“พราวกินอะไรก็ได้ค่ะ” พราวมุกพูดขึ้นอย่างเกรงใจ เพราะร้านอาหารแบบนี้ มีแต่ราคาแพงแน่ ๆ เธอจึงไม่กล้าสั่งเอง
“อื้ม” ติณภัทรจึงพยักหน้ารับแล้วหันไปสั่งอาหารมาประมาณสามสี่อย่าง หลังจากที่พนักงานรับออร์เดอร์เดินออกไปแล้ว ติณภัทรและพราวมุกก็นั่งรอกันอย่างเงียบ ๆ แล้วจู่ ๆ ติณภัทรก็ยื่นโทรศัพท์เครื่องหรูของเขาไปตรงหน้าพราวมุก
“คะ?” พราวมุกเงยหน้าขึ้นมองติณภัทรอย่างไม่เข้าใจ
“ขอเบอร์โทรและไลน์เอาไว้ติดต่อหน่อย เผื่อมีงานอะไรจะคุยด้วย”
เขาบอกและอธิบายเหตุผล ทั้งที่ใจจริงไม่ได้จะขอเบอร์เพราะเหตุผลนั้นหรอก เขาแค่สนใจเธอมากก็เท่านั้น
“เอ่อ ค่ะ” พราวมุกรับโทรศัพท์จากมือของติณภัทรมากดเบอร์ของตัวเองและแอดไลน์อย่างว่าง่าย จากนั้นก็ยื่นกลับคืนไปให้เขา
ติ๊ง!
เสียงข้อความที่ดังขึ้นทำให้พราวมุกต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็กดู ก่อนจะเห็นว่าคนที่ส่งมาคือคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอนั่นเอง
พราวมุกเปิดเข้าไปดูก็รู้สึกหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาในทันที เพราะเจ้าของข้อความดังกล่าวส่งสติกเกอร์รูปหัวใจมาให้เธอรัว ๆ
“พะ พราวขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะคะ” พราวมุกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาชั่วขณะ แล้วก็เอ่ยขอตัวเพื่อหลีกหนีสถานการณ์นี้ไปก่อน
“หึ น่ารักจังวะ” ติณภัทรมองตามหลังพราวมุกไปแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแน่วแน่และจริงจัง ดูเหมือนว่าเขากำลังสนใจในตัวของพราวมุกอยู่
