บทที่ 9 สงสัยว่าตัวเองตั้งครรภ์
สามพี่น้องสั่งอาหารมาส่งบนห้อง เสิ่นชิงเวยรวบรวมเงินปล้นปาหี่ที่สกุลเผยมาได้สามพันตำลึงท่านลุงพ่านให้มาห้าร้อยตำลึง วันนี้ซื้อรถม้าหกร้อยตำลึง ห้องพักบวกกับค่าอาหารคืนละสิบตำลึง ซื้อชุดสำหรับใส่เดินทางรวมถึงเสบียงอีกสิบตำลึง
เหลือเงินอยู่สองพันแปดร้อยแปดสิบตำลึง วันนี้เอาจี้หยกไปจำนำรวมถึงขายปิ่นกับกำไลได้มาอีกสามหมื่นยี่สิบตำลึง รวมกับที่ปล้นเจ้าสามคนมาได้อีกสองพันตำลึง
ตอนนี้นางเหลือเงินสามหมื่นสี่พันเก้าร้อยตำลึง พรุ่งนี้ค่อยแลกตั๋วเงินสักห้าพันตำลึง ที่เหลือไปแลกเอาตามเมืองต่างๆ ให้กระจายตามหาร่องรอยไม่ได้ น้องๆ นอนหลับแล้ว
เสิ่นชิงเวยลักลอบออกจากโรงเตี๊ยมไปที่บ่อนพนันหลังโรงรับจำนำ ก่อนจะเอาเสื้อที่ชุบน้ำมันเตรียมไว้ ค่อยๆ จุดไฟทีละจุดไฟเริ่มลามนักพนันและคนงานรีบวิ่งดับไป นางคว้าตั๋วเงินมาได้อีกยี่สิบกว่าใบ รีบกลับไปยังโรงเตี้ยม ปลุกน้องๆ ให้ตื่นเพราะไปกำลังลามไปทั่วบ่อนและโรงรับจำนำ
ผู้คนแตกตื่นเสิ่นชิงเวยซ่อนตั๋วเงินทั้งหมดไว้ในรองเท้าที่ ร่างนี้เป็นคนตัวเล็กเมื่อสวมรองเท้าจึงทำให้สูงขึ้น คนจึงเชื่อว่านางเป็นบุรุษ ยามเฉินเจ้าหน้าที่ตรวจค้นทุกห้องเพื่อหาขโมยมีข้าวของถูกขโมยออกมาจากโรงรับจำนำกับบ่อนพนันมากมาย
ค้นจนมาถึงห้องนางเสิ่นชิงเวยแสร้งไอรุนแรง เลือดที่นางลงทุนกรีดฝ่ามือตนเอง ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่กล้าเข้ามา เสิ่นชิงเวยเอามือปิดปากพร้อมไอรุนแรง
"แค่กๆๆ ท่านเจ้าหน้าที่ เชิญขอรับ"
"เจ้าเป็นอะไร แล้วน้องชายเจ้าสองคนนี้ด้วยป่วยเช่นกันหรือเปล่า"
"แค่กๆๆ เดิมข้าจะเข้าสอบ แต่เพราะป่วยร้ายแรง แค่กๆๆ ทางสำนักบัณฑิตจึงไล่กลับ เกรงว่าข้าจะแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นขอรับ แค่กๆๆๆ"
มือปราบละเว้นห้องของพวกนางไม่ตรวจค้นเพราะเกรงกลัว เห็นนางไอจนเลือดยิ่งปอดแหกหนักกว่าเดิม เมื่อทุกคนไปแล้ว สามพี่น้องก็ประคองพี่สาวในชุดบัณฑิต ลงมายังข้างล่าง ผู้คนที่เห็นต่างหลีกไปไกล เถ้าแก่ร้านรีบไล่พวกเขา
ทั้งสามคนมาถึงร้านค้าสัตว์ เสิ่นชิงเวยจ่ายเงินส่วนที่เหลือ พาน้องๆ ขึ้นรถม้า ให้คนงานขับไปส่งจนพ้นประตูเมือง เมื่อมาถึงได้สามลี้จึงบังคับม้าต่อ ให้สินน้ำใจแก่คนงานห้าตำลึง เขาคำนับขอบคุณทันที แต่แค่แปลกใจอยู่ๆ คนขี้โรคก็กระโดดขึ้นขับรถม้าโดยที่ดูไม่เหมือนคนป่วยสักนิด
เสิ่นชิงเวยแอบถามหาข้อมูลมาแล้วตงหนิงไม่ติดชายแดนนางกลัวเจอเขาต้องให้ห่างชายแดนรและเมืองหลวงมากที่สุดสามารถค้าขายได้พอควร ที่สำคัญห่างจากเมืองหลวงสองพันลี้ เมื่อคืนตอนน้องๆ หลับนางนั่งนับตั๋วเงินที่ปล้นมาได้ ปรากฏว่านางได้มาถึงสามแสนตำลึง
เอาล่ะได้เวลาตั้งรกรากเสียที แต่ที่นางกังวลก็มาจนได้ด้วยเรียนวิชาแพทย์มาตอนเป็นสายลับ นางตรวจเจอชีพจรตั้งครรภ์ ไอ้แม่ทัพบ้านั่นน้ำยาแรงเป็นบ้า ทีเดียวท้องเลย ไม่ใช่ทีเดียวสิ ขย่มเจ๊ทั้งคืนเลยเฮ้อ ต้องมาเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวนี่นะ "เผยซ่างกวนไอ้ลูกหมา"
หนึ่งเดือนต่อมาทั้งสามก็มาถึงเมืองตงหนิง มันคงไม่ช้าเช่นนี้หากว่าเสิ่นชิงเวยไม่แพ้ท้องมาตลอดทาง นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้นางน่าจะตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว
คงต้องบอกน้องๆ เรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นถึงวันที่ท้องโตน้องๆ จะสงสัยและอาจมีคำถามมากมาย รถม้าวิ่งมาถึงหน้าประตูเมืองตงหนิง ทหารยามเห็นคนแปลกหน้าจึงให้หยุดแล้วถามไถ่
"พวกเจ้าเป็นใครมาจากไหน และจะไปที่ใดกัน"
เสิ่นชิงเวยหยิบป้ายฐานะออกมาให้พวกเขาดู นางหาตลาดมือที่สามารถเปลี่ยนป้ายจากคนเมืองหลวงเป็นคนเมืองเป่าซานได้แนบเนียน คนพวกนี้แค่ทหารยาม หากอยากเข้าเมืองก็แค่ควักป้ายฐานะออกมาพวกเขาก็ยอมปล่อย
มีแค่พวกลักลอบที่หวาดกลัวเจ้าหน้าที่ จะให้เห็นป้ายอันจริงไม่ได้ มิเช่นนั้นหากมีคนมาตามหาคนที่มาจากเมืองหลวงพวกนางจะถูกพบเจอได้ง่าย โดยเฉพาะไอ้ผู้ชายใจแคบเฮงซวยเผยซ่างกวนคนนั้น
"พี่ชาย ข้ามาจากเป่าซานเจ้าค่ะ นำป้ายวิญญาณบิดามารดามายังบ้านเกิดของบิดาเจ้าค่ะ อีกอย่างข้ากับน้องๆ ก็ต้องการกลับมาพึ่งบรรพบุรุษที่นี่ ฮือๆๆๆ สามีข้าออกรบสุดท้ายก็ทำเพื่อบ้านเมืองจนทิ้งข้ากับบุตรในครรภ์ไป แม่สามีไม่เข้าใจเรื่องของสงครามสนามรบนั้นอาวุธไร้ตา กล่าวหาว่าข้าดวงกินผัวขับไล่ข้าออกมาทั้งที่กำลังตั้งครรภ์หากท่านมิเชื่อสามารถหาหมอมาตรวจได้เลย บิดามารดาก็เพิ่งจะจากไปเหลือเพียงน้องสองคนที่ยังเล็กฮือๆๆๆๆๆ ฮื้อฮือๆๆๆ ฮื้อๆๆๆ ฮึกๆๆๆ ฮึก ฮึก"
เสียงร้องไห้ดังมาทำเอาคนบริเวณนั้นที่ค้าขายและรอเข้าเมืองต่างก็เงี่ยหูฟัง
"โถๆๆ น่าสงสารเหลือเกินแม่นางน้อย ดูสิใบหน้ายังเยาว์วัยนักอายุเท่าไหร่กันเชียว กลับต้องมาเจอเรื่องโหดร้ายเช่นนี้"
"นั่นน่ะสิ ว่าแต่แม่นางบ้านเดิมบิดาเจ้าอยู่ที่ใดกันเล่า"
ท่านลุงท่านป้าและทหารต่างหาผ้าและหาน้ำมาส่งให้ เสิ่นชิงผิงรับมาก่อนจะกระซิบถามเรื่องสามี
"สามีอะไรหรือเจ้าคะพี่ใหญ่"
"บอกน้องเล็กอยู่เฉยๆ เดี๋ยวพี่เล่าให้ฟังตอนนี้ต้องเข้าเมืองให้ได้ก่อน"
"เจ้าค่ะ อาชิวได้ยินแล้วนะ"
น้องชายพยักหน้าจากนั้นเสิ่นชิงเวยก็เอ่ยกับท่านป้าที่แสดงความเมตตาต่อนาง
"ท่านป้าเจ้าคะ บิดาข้าเดิมเป็นคนตำบลหยาง ข้าเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก ยังดีที่ท่านรองแม่ทัพเมตตาเห็นใจที่เสียสามีไปจึงให้รถม้าของทางการมายืมใช้ เมื่อถึงบ้านเกิดบิดาแล้วค่อยนำไปคืนที่ค่ายทหารของเมืองตงหนิงเจ้าค่ะ ตำบลหยางมิทราบว่าอยู่อีกไกลไหมเจ้าคะ"
"อั๊ยย่ะ แม่หนูเอ๊ยนี่ยามอู่แล้วหากจะเดินทางไปถึงคงพลบค่ำมิสู่พักในเมืองก่อน รุ่งเช้าค่อยเดินทางดีหรือไม่ กว่าจะถึงอีกเกือบร้อยลี้"
เสิ่นชิงเวยมองหน้าท่านลุงคนหนึ่งที่เอ่ยปาก จึงหันไปหาบรรดาชาวบ้านที่เหลือเห็นทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกพยายามส่งสัญญาณให้นาง เสิ่นชิงเวยก็พอจะเข้าใจ
นางรู้ดีว่าควบม้าอีกเพียงสองชั่วยามก็ถึงตำบลหยาง นางจะไปพักที่นั่นเพื่อทำทะเบียนบ้าน หาที่ตั้งรกราก
