บทที่ 1 บทนำ

บทนำ

หากวันนั้นนางไม่แอบไปดูเขา หากยามนั้นนางไม่เคยเห็นใบหน้าหล่อเหลาที่เปื้อนเลือดกลางสนามรบของเขา หากว่าเขาไม่เคยช่วยนางให้พ้นจากความตาย เช่นนั้นแล้วนางก็คงจะไม่ตกหลุมรักเขากระมัง และหากนางไม่รับปากแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีตามเขากลับแคว้นเช่นนั้นจะดีเพียงใด ทว่าโลกใบนี้ไม่มีคำว่าหาก ในเมื่อทุกสรรพสิ่งล้วนถูกสวรรค์ลิขิตไว้แล้ว สตรีที่ไร้ทางสู้อย่างนางก็ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับชะตากรรม

ร่างอรชรถูกจับมัดมือไพล่เอาไว้ด้วยเชือกเส้นหนา นางนั่งกึ่งนอนขดตัวอยู่ริมกองไม้แห้งเพื่อหลีกหนีความเหน็บหนาวที่เสียดแทงถึงกระดูก หยาดไข่มุกไหลรินออกจากหางตาอาบสองแก้มเนียนอย่างไม่ขาดสาย

เรี่ยวแรงที่มีถดถอยลงทุกที ทว่าในช่วงจังหวะที่คิดว่าตนเองจะหลุดพ้นแล้ว ประตูห้องเก็บฟืนจวนซุ่นอ๋องก็ถูกกระชากออก กลิ่นสุราจากเนื้อตัวของเขาคละคลุ้งจนแสบจมูก

“องค์หญิงแคว้นอี้ช่างมีความอดทนเสียจริง” น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้นมา ก่อนที่ร่างกำยำจะก้าวเดินเข้ามา

ชายหนุ่มหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง ย่อตัวลงช้า ๆ เขาจ่อความเย็นวาบของโลหะแตะลงบนลำคอระหง ปลายกริชสั้นแหลมคมถูกดันขึ้นเพื่อบังคับเชยคางหญิงสาวให้เงยหน้าขึ้นมามองตนเอง

ดวงตาดุดันของจ้าวเทียนเลี่ยจ้องมองใบหน้างดงามที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตา ด้วยแววตาที่ทั้งเย็นชาและไร้ซึ่งความปรานี ความเสียใจทำให้เขาแทบคลั่ง

“เก็บน้ำตาเสแสร้งของเจ้าเอาไว้เถอะ เพราะต่อให้เจ้าสิ้นใจอยู่แทบเท้าข้า ข้าก็ไม่มีวันเวทนาสตรีจากแคว้นอี้เช่นเจ้า” น้ำเสียงเย้ยหยันออกจากปากชายหนุ่ม ในเมื่อนางเลือกที่จะทรยศ แล้วเขาต้องไว้หน้านางอีกทำไม

“ในเมื่อรังเกียจสตรีจากแคว้นป่าเถื่อนเช่นหม่อมฉัน พระองค์ก็ทรงมอบใบหย่าให้หม่อมฉันสิเพคะ”

“หย่าหรือ...หึ! สมรสพระราชทานเจ้าคิดว่าจะหย่าได้ง่าย ๆ กระนั้นหรือ หากอยากหย่าก็ไปทูลขอฝ่าบาทเสียสิ”  อี้อวี่หนิงหลับตาลงพร้อมกับความเจ็บปวดที่ลำคอ นางขอไม่ได้เขาก็รู้

แน่นอนว่าเขาไม่เคยคิดจะหย่ากับนาง เขาไม่คิดและไม่มีวันหย่า ต่อให้ไม่ใช่สมรสพระราชทานเขาก็จะไม่หย่า

“อี้อวี่หนิงข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย เหตุใดจึงต้องทรยศข้า”

หญิงสาวลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาเรียวที่เคยเปล่งประกายเต็มไปด้วยความรักเมื่อยามทอดมองเขา บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและสิ้นหวัง นางแค่นยิ้มหยันให้ตนเอง ยิ้มให้กับความโง่เขลาที่มอบหัวใจให้บุรุษไร้ใจผู้นี้

นางเคยคิดว่าเขาจะรักนางได้ นางเคยวาดฝันต่าง ๆ มากมาย ทว่าความหมางเมินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่สตรีผู้นั้นมา ความเย็นชาที่เขามอบให้ ก็ทำให้นางตาสว่างแล้ว

“ไยต้องถามเพคะ ในเมื่อพระองค์ทรงปักใจเชื่อไปแล้ว” น้ำเสียงของอี้อวี่หนิงแหบพร่าราวกับลำคอเต็มไปด้วยเม็ดทราย

“ในสายตาพระองค์ หม่อมฉันก็เป็นเพียงสายลับจากแคว้นอี้ เป็นสตรีหน้าหนาที่เข้ามาแทรกกลางระหว่างพระองค์กับสตรีผู้นั้น วาจาของหม่อมฉันต่อให้เป็นความจริงที่ต้องแลกด้วยชีวิต ก็คงไร้ค่าไร้น้ำหนัก ไม่สู้หยาดน้ำตาเพียงหยดเดียวของไซซี”

ริมฝีปากที่แห้งผากและแตกเป็นแผ่นแค่นยิ้มหยัน แม้เรี่ยวแรงแทบไม่เหลือ ทว่าสายตาที่ทอดมองสวามียังคงเด็ดเดี่ยวและว่างเปล่าอย่างคนที่หมดใจ

“เช่นนั้นแล้ว ท่านอ๋องจะมาเค้นถามหม่อมฉันให้เหนื่อยเปล่าไปไย ในใจพระองค์มีคำตอบอยู่แล้ว หากหย่ากันไม่ได้ ก็สังหารหม่อมฉันเถอะ หม่อมฉันเหนื่อยแล้ว”

“หุบปาก! เจ้าคิดว่าอ๋องอย่างข้าไม่กล้าฆ่าเจ้าหรืออี้อวี่หนิง” ปลายคมกริชกดลึกลงไปอีกหนึ่งชุ่น ร่างเพรียวบางสั่นสะท้าน นางไม่รู้หรอกว่าเขาต้องการเอาชีวิตนาง หรือเพียงแค่ต้องการข่มขู่ ทว่านางพอแล้ว นางเหนื่อยแม้กระทั่งจะหายใจ

“อย่าคิดว่าข้าไม่กล้า หากเจ้าตายคิดหรือว่าแคว้นเล็ก ๆ อย่างแคว้นอี้จะยกกองทัพมาทวงความเป็นธรรมให้เจ้า คิดหรือว่าสารลับใบนั้นจะทำให้อ๋องอย่างข้าต้องเดือดร้อน อี้อวี่หนิงเจ้าคิดผิดแล้ว สมุดเล่มเดียวโค่นล้มข้าไม่ได้ และอี้อันไท่เสด็จพ่อของเจ้าก็ไร้ค่าขี้ขลาดราวกับหนู เขาไม่มีทางมาช่วยเจ้า”

ใบหน้าของจ้าวเทียนเลี่ยเต็มไปด้วยโทสะ ความจริงแล้วต่อให้เขาโกรธนางมากเท่าใด แต่เขาก็ไม่เคยคิดจะเอาชีวิตนาง เขาปวดใจเหลือเกิน เขาปวดใจยิ่งนัก

ทว่าจู่ ๆ อี้อวี่หนิงก็หัวเราะออกมา หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง หัวเราะทั้ง ๆ ที่น้ำตาไหลไม่ขาดสาย เขาไม่เคยรู้เลยว่าอี้อันไท่ไม่ใช่บิดานาง บิดานางตายไปแล้ว ชีวิตนางมีเพียงเสด็จแม่และน้องชายเท่านั้น

แต่กระนั้นชาตินี้นางคงไม่เจอทั้งคู่อีกแล้ว ต่อให้ไม่ได้เจอ แต่นางจะเฝ้าดูพวกเขาเสมอ นางทำได้เพียงเท่านี้

“เจ้าหัวเราะอะไร เสียสติไปแล้วหรือ” จ้าวเทียนเลี่ยกำหมัดแน่น มือที่ถือกริชสั่นเทา เขาเอ่ยเสียงลอดไรฟันออกมาอย่างเย็นชา สตรีแพศยาจะมาไม้ไหนอีก แต่ไม่ว่านางจะเล่นเล่ห์เหลี่ยมใด เขาก็ไม่สน

แน่นอนว่าอี้อวี่หนิงไม่คิดจะเล่นเล่ห์กลใดกับเขาทั้งสิ้น หลังจากที่หยุดหัวเราะ นางก็ส่งยิ้มให้เขา ยิ้มเหมือนที่เคย ยิ้มอย่างอ่อนโยน และเต็มไปด้วยความรักใคร่ ก่อนจะไสลำคอเข้าหาคมกริชที่กดอยู่บนลำคอ

“หากพระองค์ไม่กล้า เช่นนั้นหม่อมฉันทำเอง!”

ฉึก!...

“อี้อวี่หนิง!...”

เสียงคำรามลั่นของจ้าวเทียนเลี่ยดังก้องไปทั่วจวน ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก กริชประจำกายถูกดึงออกอย่างรวดเร็ว ทว่ามันสายเกินไปเสียแล้ว

คมโลหะได้ฝากบาดแผลลึกเอาไว้ ลำคอระหงที่เคยขาวผ่องบัดนี้ถูกอาบย้อมไปด้วยโลหิตสีแดงฉานพุ่งกระฉูดออกมาราวสายน้ำ ร่างอรชรที่ไร้เรี่ยวแรงเป็นทุนเดิมทรุดฮวบลงราวกับใบไม้ร่วง

“อี้อวี่หนิง เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!...”

อ๋องผู้เหี้ยมโหด บุรุษไร้ใจสังหารศัตรูโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า บัดนี้กลับทิ้งกริชในมือลงพื้นราวกับของร้อน เขารีบถลาไปประคองนางเอาไว้ ฝ่ามือหนาพยายามกดห้ามเลือดที่ไหลทะลักออกมาอย่างลนลาน ความรู้สึกอุ่นวาบของโลหิตที่เปียกฝ่ามือ กลับก่อความรู้สึกหวาดกลัว เขาหวาดกลัวแล้ว

“หากข้าไม่อนุญาตให้เจ้าตาย เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ตาย!” ท่านอ๋องหนุ่มอุ้มพระชายาขึ้นมา ก่อนจะเดินออกจากห้องเก็บฟืนที่เย็นเฉียบ

“หมอ!...ใครอยู่ข้างนอกไปตามหมอไป๋มาเดี๋ยวนี้หากพระชายาเป็นอะไรไป ข้าจะสั่งตัดหัวพวกเจ้าให้หมด!” เสียงตะคอกของเขาดังก้องไปทั่วเรือน แฝงไปด้วยความหวาดกลัวที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว

อี้อวี่หนิงนอนซบอยู่ในอ้อมกอดที่นางเคยโหยหา ทว่าบัดนี้นางกลับไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นใด ๆ อีกแล้ว ดวงตาหงส์เริ่มพร่ามัวจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของบุรุษตรงหน้าเป็นครั้งสุดท้าย

ที่แท้เขาก็กลัวเป็น และดูเหมือนว่าเขาคงจะกลัวว่านางจะตาย หรือกลัวว่านางจะสร้างความเดือดร้อน แต่ไม่ว่าเพราะเหตุใด นางไม่อยากรู้แล้ว ไม่อยากรับรู้อีกต่อไป

ริมฝีปากบางที่ซีดเผือดขยับเอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่เบาหวิวราวกับขนนก ทว่ากลับกรีดลึกลงไปในกลางใจของคนฟัง

“ท่านรังเกียจข้าก็ช่าง ท่านไม่รักข้าก็ดี บัดนี้ข้าหมดเยื่อใยแล้ว จ้าวเทียนเลี่ยปล่อยข้าไปเถิด”

รอยยิ้มจาง ๆ เลือนหายไปพร้อมกับเปลือกตาที่ปิดสนิทลง ลมหายใจรวยรินขาดห้วง ทิ้งให้ซุ่นอ๋องผู้ยิ่งใหญ่โอบกอดร่างที่จมกองเลือดของนางเอาไว้ ด้วยความแตกตื่น และความหวาดกลัว

“ม่ายยยย”


บทถัดไป