บทที่ 2 ตอนที่ 1 ชนะสงคราม
ตอนที่ 1 ชนะสงคราม
รัชศกหงอู่ปีที่สิบห้า เปลวเพลิงแห่งสงครามลุกโชนแดงฉานไปทั่วหัวเมืองด่านเหนือ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมกับกลิ่นเหม็นไหม้ของซากปรักหักพังลอยวนอยู่ในอากาศ แคว้นอี้ที่เคยเงียบสงบและหยิ่งทะนง บัดนี้ถูกบดขยี้จนย่อยยับภายใต้เกือกม้าเหล็กของกองทัพแคว้นต้าฉู่
เสียงกรีดร้องและกลิ่นคาวโลหิตลอยคละคลุ้งไปทั่วทุ่งหญ้า ซุ่นอ๋องพระโอรสลำดับที่สามของฮ่องเต้จ้าวหงอี้แห่งแคว้นต้าฉู่ทรงนำทัพด้วยตนเอง บัดนี้พระองค์กำลังย่ำอาชาไปทางพระราชวังอย่างองอาจ ทว่าเมื่อกำลังจะผ่านหมู่บ้าน กลับเห็นเงาร่างสีแดงพุ่งพรวดเข้ามา เขารั้งบังเหียนจนม้าเหงื่อโลหิตเชิดหน้าตะกุยขาขึ้น มิให้เหยียบเงาร่างสีแดงนั้น
“ปกป้องท่านอ๋อง” เสียงองครักษ์ผู้หนึ่งตะโกนก้อง พร้อมกับกองทัพม้าที่เริ่มหันกลับมาปกป้องเจ้านายตนเอง
“ขออภัยเจ้าค่ะ ๆ” สตรีผู้นั้นรีบเอ่ยเสียงสั่นขออภัยอย่างทันทีที่รอดพ้นจากความตาย
จ้าวเทียนเลี่ยขมวดคิ้วจ้องมอง ครั้นเมื่อฝุ่นที่ถูกเจ้าม้าศึกทำให้ฟุ้งกระจายจางหายไป ก็ทำให้เขามองเห็นมือสังหารที่ว่า ที่แท้แล้วก็คือร่างเพรียวบางของสตรีในชุดสีแดงเพลิงที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นดิน นางก้มหน้าต่ำจนแทบชิดอก แผ่นหลังบางสั่นเทาอย่างรุนแรง
และในอ้อมแขนที่นางโอบกอดไว้แน่นราวกับจะใช้ร่างกายของตนเองเป็นโล่กำบังนั้น คือเด็กน้อยชาวบ้านวัยสามสี่ขวบผู้หนึ่งที่กำลังส่งเสียงร้องไห้จ้าด้วยความตกใจสุดขีด
ที่แท้นางมิใช่มือสังหาร แต่เป็นเพียงสตรีผู้หนึ่งที่เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อฉุดดึงเด็กน้อยที่วิ่งเล่นไม่ดูตาม้าตาเรือให้พ้นจากคมกีบม้าศึก ช่างน่าสนใจนัก
“บุตรชายเจ้าหรือ” เสียงเด็กน้อยร้องไห้อย่างเสียขวัญ ซุ่นอ๋องขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ เขาไม่ชอบเด็ก ยิ่งเกลียดเสียงที่ร้องไม่หยุดเช่นนั้น
สตรีผู้นั้นได้ยินคำถามนั้นใบหน้าใต้ผ้าคลุมพลันแดงซ่าน นางเงยหน้าขึ้นมองบุรุษบนหลังม้า และเมื่อได้เห็นชัด ๆ นางก็จำได้แล้ว ที่แท้ก็แม่ทัพที่องอาจกล้าสนามรบผู้นั้นเอง จู่ ๆ หัวใจของหญิงสาวก็พลันเต้นถี่ขึ้นมา นางรีบก้มหน้าลงและเอ่ยตอบเสียงเบา
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้าน้อยยังไม่ออกเรือน นี่เป็นบุตรชายของชาวบ้าน” คล้ายกับต้องการยืนยันวาจาของนาง มารดาของเจ้าเด็กน้อยที่รอดพ้นจากความตาย ก็พลันวิ่งถลาออกมา กอดลูกตนเองเอาไว้แน่น
จ้าวเทียนเลี่ยมองไปรอบ ๆ กลุ่มชาวบ้านที่หลบซ่อนอยู่ด้านหลังต้นไม้บ้าง หลังประตูเรือนบ้าง ต่างก็แอบมองทหารกลุ่มนี้อย่างขลาดกลัว
“ท่านแม่ทัพต้าฉู่ ข้าน้อยขอเป็นตัวแทนชาวบ้านบังอาจสอบถามท่าน หลังจากที่ท่านยึดแคว้นพวกเราได้แล้ว ท่านจะทำเช่นไรกับชาวบ้านเจ้าคะ” ไม่ใช่ไม่รักบ้านเมือง แต่เป็นเพราะบ้านเมืองไม่รักพวกเขาก่อน
ประโยคนั้นของสตรีชุดแดงทำเอาบรรยากาศรอบด้านเงียบสงัดลงจนน่าขนลุก ทหารม้าแห่งต้าฉู่ต่างขยับมือแตะด้ามดาบ เช่นเดียวกับเหล่าชาวบ้านที่เริ่มออกมาคุกเข่าอยู่ตรงหน้า จ้าวเทียนเลี่ยจ้องมองร่างผอมแห้งในชุดเสื้อผ้าทั้งเก่าและขาด หัวคิ้วที่ขมวดอยู่ก็ยิ่งขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นอีก
ที่นี่ใกล้พระราชวังถือเป็นเมืองหลวงของแคว้นอี้ แล้วเหตุใดชาวบ้านถึงได้ดูยากจนข้นแค้นนัก หากเป็นหัวเมืองที่ไกลออกไป เขาคงไม่แปลกใจเท่าใดนัก แต่ที่นี่เป็นเมืองหลวงมิใช่หรือ
“พวกเราชาวบ้านไม่คิดต่อสู้ ขอเพียงท่านแม่ทัพเหลือทางรอดให้กับพวกเรา ให้พวกเราได้ใช้ชีวิตเลี้ยงดูครอบครัวของตนเอง” จะใครปกครองก็ช่าง ขอเพียงทำให้ราษฎรอิ่มท้อง ไยต้องแบ่งแยกแคว้นอี้แคว้นต้าฉู่เล่า
นางประสานมือคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นดิน เช่นเดียวกับเหล่าชาวบ้านทั้งหลาย
“ข้าน้อยมิได้เรียกร้อง เพียงแต่ขอความเมตตา กองทัพต้าฉู่เกรียงไกร หากท่านแม่ทัพละเว้นผู้อ่อนแอที่ยอมจำนน ย่อมได้ใจราษฎร มากกว่าการเข่นฆ่าสังหารจนได้ครอบครองเพียงเมืองร้างนะเจ้าคะ” ในเมื่อเห็นเขาไม่เอ่ยสิ่งใด นางจึงทำได้เพียงพาชาวบ้านคุกเข่าลงรอเงียบ ๆ เท่านั้น
“ที่ข้ายกทัพมา มิใช่เพื่อสังหารชาวบ้าน พวกเจ้าวางใจเถิด หากไม่คิดต่อสู้ทหารของข้าย่อมไม่สังหารคนมือเปล่า” ซุ่นอ๋องกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะใช้เท้ากระทุ้งท้องม้า และควบออกไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
สตรีชุดแดงเงยหน้าขึ้นจากพื้น ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน มองตามแผ่นหลังองอาจที่ไปทางพระราชวัง ริมฝีปากใต้ผ้าคลุมสีดำพลันยกยิ้มออกมา
“ท่านหญิงอี้พวกเราจะเชื่อแม่ทัพต้าฉู่ได้หรือไม่เจ้าคะ เขาจะสังหารพวกเรา หรือจะจับพวกเราไปเป็นทาสหรือไม่เจ้าคะ” หญิงชราผู้หนึ่งเดินออกมา พร้อมกับเหล่าชาวบ้านที่มองกองทัพต้าฉู่ที่บุกเข้าไปในพระราชวังจนไม่เห็นเงาแล้ว
ที่แท้สตรีที่พาชาวบ้านคุกเข่า ก็คือท่านหญิงอี้อวี่หนิง พระธิดาของอดีตรัชทายาทผู้มีอายุสั้น ยังไม่ทันได้ครองบัลลังก์ก็สิ้นใจตายไปพร้อมอดีตฮ่องเต้แล้ว และหลังจากนั้นองค์ชายใหญ่อี้อันไท่ก็ทรงขึ้นนั่งบัลลังก์แทน กลายมาเป็นอี้อันไท่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันผู้เหี้ยมโหดคนนั้น
“แม่ทัพผู้นั้นคือพระโอรสลำดับที่สามของฮ่องเต้ต้าฉู่ ซุ่นอ๋องจ้าวเทียนเลี่ย พระองค์นับว่าเป็นเอกบุรุษผู้หนึ่ง วาจาที่เขารับปาก ย่อมไม่ผิดคำพูด พวกเราวางใจเถิด เรื่องชิงแคว้นชิงบัลลังก์ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของคนผู้นั้น”
กองทัพซุ่นอ๋องบุกเข้าพระราชวังอย่างง่ายดาย ทหารแคว้นอี้ไม่มีใจจะสู้รบนานแล้ว พวกเขาต่างก็วางดาบในมือ ก่อนจะคุกเข่าลงอย่างยอมแพ้
อี้ฮ่องเต้เห็นดังนั้นก็ทั้งตกใจ และทั้งหวาดหวั่น เขารีบพาฮองเฮาและพระโอรสพระธิดาหลบหนีไปทางด้านหลัง ทว่าซุ่นอ๋องก็ดักทางเอาไว้ ก่อนจะเชิญตัวกลับเข้ามาในท้องพระโรง
“ถวายพระพรอี้ฮ่องเต้” ซุ่นอ๋องยกยิ้มพลางชี้ไปที่บัลลังก์
อี้ฮ่องเต้รีบเดินขึ้นไปนั่งอย่างหวาดหวั่น ทหารในท้องพระโรงต่างก็เป็นทหารของต้าฉู่ และกลางห้องนั้นก็เป็นขุนนางแก่ ๆ ที่นั่งตัวสั่นเทากันเป็นก้อนกลม ๆ
“พวกเรามาหารือกันเถิด” อี้ฮ่องเต้ไม่อยากหารือได้หรือไม่ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ กระบี่ในมือที่ชี้หน้าเขา คงไม่ต้องการให้เขาปฏิเสธหรอกกระมัง
“เชิญซุ่นอ๋องกล่าว”
จ้าวเทียนเลี่ยยกยิ้มออกมา ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เก้าอี้มังกร อี้อันไท่เห็นดังนั้นก็รีบสละที่นั่งให้กับชายหนุ่มทันที
เหล่าทหารกองทัพเถี่ยหลางที่ขึ้นตรงต่อซุ่นอ๋องเห็นภาพนี้ต่างก็หัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน ฮ่องเต้แคว้นอี้ช่างขี้ขลาดราวกับหนู ยกทัพมาครั้งนี้เหมือนกับมาเที่ยวทุ่งหญ้าโดยแท้
“หานเฟิง”
“พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง” บุรุษหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีดำก้าวพรวดออกมาคุกเข่าเบื้องหน้า คนผู้นี้ก็คือหานเฟิงองครักษ์คนสนิทและรองแม่ทัพขวาของจ้าวเทียนเลี่ยนั่นเอง
“ส่งใต้เท้าทั้งหลายกลับจวนให้เรียบร้อย อ้อ...ดูแลพวกเขาระหว่างทางให้ดีเล่า อย่าให้ใครพลัดหลงหรือคิดหนีไปที่อื่นได้”
“กระหม่อมรับคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากนั้นราวหนึ่งชั่วยาม กองทัพเถี่ยหลางก็ถอยทัพออกไปจากท้องพระโรง อี้ฮ่องเต้ให้นางกำนัลจัดห้องรับรองให้กับทุกคนที่ในพระราชวังแห่งนี้ และการหารือของซุ่นอ๋องกับฮ่องเต้แคว้นอี้จะมีเนื้อความว่าเช่นไร ก็หามีผู้ใดรู้ไม่
