บทที่ 3 ตอนที่ 2 แต่งตั้งเป็นกงจู่
ตอนที่ 2 แต่งตั้งเป็นกงจู่
“ท่านพี่ทหารแคว้นต้าฉู่ยังกลับไปไม่หมดเลย ข้าออกไปเดินเล่นข้างนอก ยังเห็นทหารเหล่านั้นเดินอยู่ในตลาด” เสียงเล็ก ๆ ของซื่อจื่ออี้จื่อเซวียนดังขึ้นมา พร้อมกับยื่นลูกอมใส่มือของผู้เป็นพี่สาว พลางมองซ้ายมองขวา ก่อนจะกระซิบเสียงเบา
“พวกเสี่ยวหานบอกว่า ทหารพวกนี้โหดร้าย แต่ข้ากลับคิดว่า ทหารพวกนี้ดียิ่ง เพราะตั้งแต่ที่พวกเขามา ชาวบ้านก็ไม่ถูกทหารของเสด็จลุงรังแกอีกเลย เคยมีที่ถูกรังแกเช่นกัน ทว่าแม่ทัพผู้นั้นบอกว่า หากมีใครข่มเหงชาวบ้าน ฆ่าได้ทันที ท่านพี่ท่านว่าดีหรือไม่” อี้อวี่หนิงแกะเปลือกลูกอม ก่อนจะยัดเข้าปากของน้องชาย
“ก็ดีจะใครปกครองก็ช่าง ขอแค่ชาวบ้านกินดีอยู่ดีก็พอแล้ว แต่เซวียนเอ๋อร์จำเอาไว้ว่า อย่างไรเราก็เป็นเชื้อพระวงศ์ เรื่องเหล่านี้เจ้าไม่อาจพูดออกมาได้ หากมีใครพูดอะไร ก็ต้องแกล้งไม่เข้าใจเสีย”
“ข้ารู้แล้ว ๆ ต้องแกล้งโง่ อย่าได้ทำตัวฉลาดจะได้ไม่ถูกลอบสังหาร” เด็กชายจำได้ขึ้นใจ พี่สาวพูดเช่นนี้ตั้งแต่เขาจำความได้ ตอนแรกเขาก็ไม่เชื่อ
ทว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งเขาบังเอิญไปแสดงความสามารถเหนือกว่าองค์รัชทายาท หลังจากนั้นเสด็จลุงฮ่องเต้ก็ออกพระราชโองการกักบริเวณเขาเอาไว้ในจวนไม่ให้ออกไปไหนอีก
“ทำให้เจ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้วเซวียนเอ๋อร์ เป็นเพราะพี่ใหญ่ไร้ความสามารถ”
“ท่านพี่อย่าได้กล่าวเช่นนั้น จะโง่เขลาหรือเฉลียวฉลาด ก็อยู่ที่ตัว ข้ารู้ตนเองดี ไม่จำเป็นต้องโอ้อวด รอให้ข้าโตก่อน วันหน้าข้าจะทวงความเป็นธรรมให้ครอบครัวเรา ล้างแค้นให้เสด็จพ่อ ท่านพี่ข้าสัญญา”
แค่ก ๆ ทว่าก่อนที่อี้อวี่หนิงจะตอบอะไรออกไป ก็ได้ยินเสียงไอของมารดาที่ดังออกมาจากห้องนอน
“เสด็จแม่ตื่นแล้ว ข้าจะไปต้มยาท่านพี่เข้าไปหาเสด็จแม่ก่อนเถิด”
อี้อวี่หนิงมองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ ของน้องชายที่วิ่งหายเข้าไปในครัวด้วยแววตาปวดร้าว นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นน้ำตา ก่อนจะผลักบานประตูไม้เก่า ๆ เข้าไปในห้องนอนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาต้ม
“หนิงเอ๋อร์ข้างนอกมีเรื่องอันใดหรือ” ผู้เป็นมารดาพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง พระชายาหลินหว่านซวงล้มป่วยมาตลอดตั้งแต่อี้อันห่าวผู้เป็นสวามีตายจากไป
แต่ถึงแม้จะล้มป่วย ใบหน้าของพระชายาหลินหว่านซวงก็มิได้ลดทอนความงดงามเลยแม้แต่น้อย ยังคงงดงามราวกับเทพธิดาแห่งมวลบุปผา จนทำให้อี้ฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายสวามีบีบบังคับให้เข้าวังอยู่ทุกวัน
“ไม่มีอันใดเพคะเสด็จแม่ แค่เซวียนเอ๋อร์ซุกซนไปหน่อย เสด็จแม่พักผ่อนเถิด...”
ปัง!
ยังไม่ทันที่อี้อวี่หนิงจะประคองมารดาให้นอนลง บานประตูเรือนปีกซ้ายก็ถูกผลักออกอย่างแรง ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงของกองทหารรักษาพระองค์ที่เดินเรียงแถวเข้ามาล้อมลานเรือนเอาไว้
ขันทีเฒ่าสวมชุดสีแดงเข้มก้าวเข้ามาหยุดอยู่หน้าห้องโถงใหญ่ ในมือถือม้วนผ้าไหมสีเหลืองทองที่สลักลวดลายมังกรเอาไว้ อี้อวี่หนิงประคองผู้เป็นมารดาเดินออกมาด้านนอก พร้อมกับอี้ซื่อจื่อที่เดินมาจากห้องครัว
“ฝ่าบาทมีราชโองการ ท่านหญิงอี้อวี่หนิงน้อมรับราชโองการเถอะ”
หัวใจของอี้อวี่หนิงเต้นรัว เช่นเดียวกับเสด็จแม่ของนางที่หน้าซีดเผือด ลางสังหรณ์ไม่ดีเกิดขึ้นในใจ คนผู้นั้นไหนเลยจะมีราชโองการดี ๆ แก่ครอบครัวนาง ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะมีสิ่งใดแอบแฝงอีก
“ด้วยโองการแห่งฟ้าท่านหญิงอี้อวี่หนิงหน้าตางดงามล่มเมือง เจิ้นขอแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกงจู่ อีกสามวันเดินทางไปแคว้นต้าฉู่เพื่อสานสัมพันธไมตรี จบราชโองการ” ร่างผอมบางของพระชายาหลินกระโจนเข้าไปหาขันทีเฒ่าอย่างแรง นางแย่งราชโองการสีเหลืองทองมาอ่านซ้ำด้วยตนเอง
“ไม่!...ลูกข้าไม่ไป อี้อันไท่ก็มีพระธิดาไยไม่ส่งไปเล่า” เฉากงกงข่มความไม่พอใจที่อยากจะสะบัดปลายเท้ายันสตรีหม้ายอัปมงคลผู้นี้ออกไป ทว่าก็ไม่กล้าทำ เพราะถึงอย่างไรพระชายาหลินก็เป็นคนที่ฮ่องเต้อยากได้มาครอบครอง
“พระชายาหลินพระราชโองการของฝ่าบาท บ่าวชราไม่กล้าออกความคิดเห็น แต่หากพระชายาไม่พอพระทัย ก็เข้าวังไปถามเองเถิด” พูดจบก็ดึงชายอาภรณ์กลับมา ก่อนจะปัดอย่างรังเกียจ
อี้จื่อเซวียนเห็นท่าทางเช่นนั้นก็พุ่งเข้าไป แต่ก็ถูกพี่สาวคว้ามากอดเอาไว้เสียก่อน
“ข้าเข้าใจแล้ว รบกวนกงกงกลับไปทูลเสด็จลุง อวี่หนิงจะเข้าไปขอบพระทัยในวันพรุ่งนี้”
หลังจากที่เฉากงกงพาคนกลับไปแล้ว จวนของพระชายาหม้ายก็ตกอยู่ในความเงียบ หากจะบอกว่าครอบครัวของนางเป็นเชื้อพระวงศ์แล้วจะต้องร่ำรวย ก็คงต้องผิดหวังแล้ว
หากเป็นแต่กาลก่อนนั้นก็ไม่แน่ สมัยที่รัชทายาทอี้อันห่าวทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ ตำหนักบูรพาเต็มไปด้วยนางกำนัลและขันทีเดินสวนกันจนเต็มจวน แต่เมื่อวันที่เสด็จปู่ของอี้อวี่หนิงสิ้นพระชนม์ เสด็จพ่อของนางก็ถูกพบเป็นศพอยู่ข้างตั่งนอน หลังจากหมอหลวงตรวจดูแล้ว ก็ให้เหตุผลว่า เสด็จพ่อเสียพระทัยมากจนหัวใจล้มเหลว
ทว่าหัวใจล้มเหลวอย่างไร ริมฝีปากจึงมีเลือดสีดำ ทั้งเล็บมือเล็บเท้าก็ม่วงคล้ำ เห็นได้ชัดว่าเสด็จพ่อถูกวางยาพิษเช่นเดียวกับเสด็จปู่ และคนที่ลงมือ หากไม่ใช่คนที่นั่งบัลลังก์ยามนี้ ก็ไม่มีผู้ใดแล้ว และหลังจากที่เสด็จลุงขึ้นครองบัลลังก์ พวกนางทั้งสามก็ย้ายออกมาอยู่จวนนอกเมือง
จากที่เคยมีข้ารับใช้ บัดนี้ก็เหลือเพียงพ่อบ้านหนึ่งคน สาวใช้สามคน ขันทีน้อยอีกสองคน และสารถีอีกหนึ่งคนเท่านั้น แน่นอนว่าทั้งหมดเป็นคนของอี้อันไท่ฮ่องเต้
“หนิงเอ๋อร์ไม่ต้องกลัว แม่จะไม่ยอมให้เจ้าไป แม่จะเข้าวังเดี๋ยวนี้”
“เสด็จแม่ก็แค่แต่งงานมิใช่หรือ จะแต่งกับผู้ใดต่างกันตรงไหน ดีเสียอีกลูกได้แต่งกับฮ่องเต้แคว้นต้าฉู่ หากทำให้ฝ่าบาทโปรดลูก ดีไม่ดีลูกอาจจะทูลขอให้พระองค์รับท่านกับเซวียนเอ๋อร์ไปอยู่ด้วย” อี้อวี่หนิงประคองมารดากลับมานั่งในห้อง นางคุกเข่าเกยศีรษะลงที่ตักของพระมารดาอย่างออดอ้อน
“อีกอย่างถึงลูกอยู่ที่นี่ ลูกก็คงต้องถูกเสด็จลุงจับแต่งงานกับขุนนางสักคน หรือไม่ก็แต่งให้ผู้นำเผ่าในทะเลทราย หรือหวังแคว้นอื่น ๆ อยู่ดี ได้แต่งกับฮ่องเต้ต้าฉู่นับเป็นวาสนาของลูกแล้ว” หลินหว่านซวงยิ้มออกมาทั้งน้ำตา
“มีเพียงแต่เจ้าเท่านั้นกระมัง ที่คิดได้เช่นนี้” ทั้ง ๆ ที่อี้อันไท่วางแผนร้าย ทว่าบุตรสาวที่แสนดีของนาง ก็ยังคงมองโลกในแง่ดีไม่เปลี่ยน
“ลูกพูดเรื่องจริงนี่เพคะ เสด็จแม่ไม่ต้องเป็นห่วง แค่รักษาตัวเองให้หายดี อยู่กับลูกกับเซวียนเอ๋อร์ไปนาน ๆ ก็พอแล้ว อีกเดี๋ยวลูกเดินทางไปแคว้นต้าฉู่ เสด็จแม่ต้องดูแลเซวียนเอ๋อร์ให้นะเพคะ”
ซื่อจื่อน้อยกลั้นน้ำตาที่จวนเจียนจะไหล เขายืดตัวตบอกตนเองเสียงดัง
“ไม่ต้องดูแลข้า ข้าจะดูแลเสด็จแม่เอง ท่านพี่หากข้าเกิดก่อนท่านจะดีเพียงใด หากข้าโตเร็วกว่านี้อีกหน่อย ท่านคงจะไม่ต้องเจ็บช้ำน้ำใจ”
“ใครบอกว่าข้าเจ็บช้ำน้ำใจ ได้แต่งงานกับฮ่องเต้แคว้นต้าฉู่มีสิ่งใดไม่ดีกัน หน้าตาข้างดงามปานนี้ รับรองเลยว่าฮ่องเต้จะต้องโปรดปรานข้าแน่ ๆ”
ถึงแม้ว่าบุตรสาวจะกล่าวเช่นนี้ ทว่าคนเป็นแม่มีหรือจะไม่รู้ว่า ลูก ๆ ต้องการปลอบนางเท่านั้น หลินหว่านซวงหลับตาลง ในหัวมีภาพรอยยิ้มของสวามีลอยขึ้นมา
‘เสด็จพี่เป็นข้าที่อ่อนแอ ปกป้องลูกเราไม่ได้ หนิงเอ๋อร์ต้องได้รับความอัปยศถูกส่งไปแต่งงานกับฮ่องเต้ชรา ข้าแก้ไขสิ่งใดไม่ได้แล้ว เหลือเพียงเซวียนเอ๋อร์ข้าจะปกป้องเขาให้ดี ข้าขอโทษที่อ่อนแอ’ ครั้นเมื่อนางลืมตาขึ้น สายตาก็พลันเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว
“เซวียนเอ๋อร์ยกยามาให้แม่เถอะ แม่จะดื่มยาแล้ว” สองพี่น้องมองหน้ากันอย่างแปลกใจ
ที่ผ่านมาเสด็จแม่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมดื่มยา เพราะในใจหมดสิ้นความอยากมีชีวิต ทว่าบัดนี้เหมือนเสด็จแม่จะคิดได้แล้ว
“ได้พ่ะย่ะค่ะลูกจะไปยกยามาเดี๋ยวนี้”
คืนนั้นหลังจากที่อี้อวี่หนิงและอี้จื่อเซวียนเข้านอนแล้ว พระชายาหลินก็นำผ้าแดงมาตัดเย็บชุดแต่งงานให้กับพระธิดา แน่นอนว่าสองพี่น้องย่อมเห็นว่าเสด็จแม่ของพวกเขาทำสิ่งใด ทว่าก็ไม่คิดจะมีผู้ใดออกมาห้าม เพราะรู้ดีว่า เสด็จแม่กำลังเสียพระทัย และอยากจะทำเพื่อนางเป็นครั้งสุดท้าย
“ท่านพี่อย่าห้ามเลย ปล่อยให้เสด็จแม่ทำเถิด พรุ่งนี้ข้าก็จะเย็บผ้าคลุมหน้าให้ท่าน ท่านพี่ท่านต้องดูแลตนเองให้ดี รอให้ข้าโตข้าจะไปรับท่านกลับมา”
