บทที่ 4 ตอนที่ 3 ได้รับบาดเจ็บ (ตอนต้น)

ตอนที่  3 ได้รับบาดเจ็บ (ตอนต้น)

อี้อวี่หนิงนั่งกอดชุดแต่งงานสีแดงสดเอาไว้แน่นอยู่มุมหนึ่งของรถม้าที่โคลงเคลงไปตามเส้นทางอันทุรกันดาร ตลอดหนึ่งเดือนที่เดินทางรอนแรมลงใต้ ด้านหลังรถม้าของนางเต็มไปด้วยขบวนหีบสมบัติและเครื่องราชบรรณาการมากมาย ที่อี้อันไท่กอบโกยส่งมาเพื่อประจบเอาใจฮ่องเต้แคว้นต้าฉู่อย่างไม่ตระหนี่ถี่เหนียว เพราะถึงอย่างไร ข้าวของพวกนี้ก็รีดนาทาเร้นมาจากชาวบ้านและเหล่าขุนนางเก่าแก่ทั้งนั้น หญิงสาวหลับตาลงพลางนึกถึงวันที่นางถูกพาตัวเข้าไปในพระราชวังกลางดึกของคืนนั้น

...อี้อันไท่เสด็จลุงของนาง นั่งอยู่บนเก้าอี้สีทอง ด้านข้างมีรัชทายาทอี้อวี่เฟิง และอี้อวี่เยียนกงจู่ พวกเขานั่งมองนางที่คุกเข่าอยู่ด้านล่างด้วยสายตาเหยียดหยาม

“เสด็จพ่อส่งเจ้าไปแต่งงานกับฮ่องเต้เฒ่า เจ้าพอใจหรือไม่อี้อวี่หนิง” อี้อวี่เยียนกงจู่เหยียดปากถาม พลางสะใจในชะตากรรมของอีกฝ่าย

ความจริงหากแคว้นต้าฉู่ประสงค์จะแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับซุ่นอ๋อง นางคงเต็มใจไป ทว่าก่อนหน้านั้นซุ่นอ๋องบอกว่าส่งตัวเข้าวังมอบให้กับเสด็จพ่อของเขา ดังนั้นองค์หญิงเช่นนางจึงไม่ยินดีแต่งไปเป็นภรรยาคนแก่หนังเหี่ยว ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นฮ่องเต้ก็ตาม

“มีสิ่งใดไม่พอใจกันน้องหญิง เจ้าได้แต่งงานกับฮ่องเต้เชียวนะ แต่งเข้าไปก็ใช้ใบหน้างดงามของเจ้าล่อลวงใจฝ่าบาทชราให้ดี มีข่าวใดที่เป็นประโยชน์ก็ส่งกลับมา รัชทายาทเช่นข้าให้สัญญาหากเจ้าเชื่อฟัง ข้าจะดูแลเสด็จอาและน้องชายเจ้าให้ดี” อี้อวี่หนิงเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นสายตาน่ารังเกียจของอี้อวี่เฟิง อีกฝ่ายตั้งใจเอามารดานางมาข่มขู่ เพราะรู้ดีว่านางย่อมไม่กล้าขัดขืน

“หนิงเอ๋อร์ลุงรู้ดีว่าเจ้าเป็นเด็กกตัญญู ย่อมไม่ทำให้ลุงผิดหวัง หลังจากออกจากแคว้นอี้ไป เจ้าจงจำเอาไว้ ว่าเจ้าเป็นพระธิดาคนเล็กของลุง กงจู่แห่งแคว้นอี้ไม่ใช่ท่านหญิงสายรองที่เกิดจากอดีตรัชทายาทอี้อันห่าว เจ้าจงไปทำหน้าที่นี้ให้ดี หากเจ้าทำให้ฮ่องเต้ต้าฉู่โปรดปรานเจ้ามากเท่าใด ชีวิตของแม่และน้องชายเจ้าก็ย่อมปลอดภัยและอยู่สุขสบาย พรุ่งนี้ลุงจะให้ราชครูหวงไปสอนหนังสือให้เซวียนเอ๋อร์ และส่งหมอหลวงหลงไปตรวจอาการเสด็จแม่ของเจ้า”

อี้อวี่หนิงแค่นยิ้มขมขื่นอยู่ภายในใจ พวกเขารีดไถแย่งชิงทุกอย่างไปจากครอบครัวของนาง บัดนี้ยังกล้าสวมมงกุฎกงจู่ให้นางเพื่อผลประโยชน์ของตนเองอย่างหน้าไม่อาย ทว่าเมื่อมีชีวิตของมารดาและน้องชายเป็นเดิมพัน นางทำได้เพียงก้มหน้า ซ่อนแววตาแห่งความเคียดแค้นเอาไว้ แล้วโขกศีรษะรับคำ

“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ หม่อมฉันจะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด...”

ขบวนรถม้าหยุดพักที่ข้างทางระหว่างรอยเชื่อมแคว้นต้าฉู่และแคว้นอี้ อี้อวี่หนิงลืมตาขึ้นมา มองเห็นนางกำนัลและหมัวมัวที่แง้มผ้าม่านมองออกไปด้านนอก แน่นอนว่าคนทั้งสองย่อมเป็นคนของอี้ฮ่องเต้ที่ส่งมาจับตาดูนาง

“ดูเหมือนว่าพวกเขาจะพักที่นี่ แต่เอ๋ข้างหน้าเหมือนมีกองทัพรออยู่”

“นั่นกองทัพของซุ่นอ๋อง มิใช่ว่ายกทัพกลับไปก่อนแล้วหรือ เหตุใดจึงมาตั้งค่ายอยู่ที่นี่กัน”

อี้อวี่หนิงได้ยินนามของซุ่นอ๋องก็พลันชะงักนิ่ง แววตานางสั่นไหว ทว่าก็รีบกลบเกลื่อนด้วยการก้มลงมองอาภรณ์สีแดงในมือ

“ทูลองค์หญิงแคว้นอี้ ท่านอ๋องมีพระบัญชาให้หยุดพักที่นี่ก่อน เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”

ทหารนายหนึ่งเอ่ยเชิญด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความเคารพยำเกรง อี้อวี่หนิงจำต้องก้าวลงจากรถม้าและเข้าไปพักในกระโจมหลังเล็กที่ถูกจัดเตรียมไว้ บริเวณรอบข้างถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนาเข้มงวดโดยกองทัพเถี่ยหลาง

วันเวลาล่วงเลยผ่านไปถึงสี่วันเต็ม กองทัพของซุ่นอ๋องยังคงปักหลักอยู่ที่รอยต่อสองแคว้นเช่นเดิม ไม่มีท่าทีจะเดินทางต่อ อี้อวี่หนิงเองเก็บตัวอยู่แต่ในกระโจม จะออกมาด้านนอก ก็เฉพาะยามที่ต้องทำธุระส่วนตัวเท่านั้น

ทว่าในคืนวันที่ห้า อากาศเริ่มร้อนอบอ้าวแม้จะอยู่ในยามกลางคืน อี้อวี่หนิงสะกิดปลุกนางกำนัลน้อยและหมัวมัวให้ยกน้ำมาให้ตนเอง ทว่าทั้งสองคนก็ทำราวกับไม่ได้ยินเสียง พลิกตัวหันหลังให้และกรนออกมาเสียงเบา องค์หญิงที่ถูกอุปโลกน์เช่นนั้นจะทำเช่นไรได้ คงทำได้แค่เดินออกมานอกกระโจม และตรงไปยังริมลำธารเพื่อเช็ดเนื้อตัวคลายร้อนเท่านั้น

ครั้นเมื่อได้รับความเย็นฉ่ำจากแม่น้ำ ริมฝีปากบางก็ยกยิ้มออกมาด้วยความพอใจ นางพับกระโปรงขึ้น ก่อนจะย่ำลงไปในน้ำ ทว่าความสงบสุขนั้นอยู่ได้เพียงไม่นาน จู่ ๆ เสียงเป่าเขาสัตว์ก็ดังกึกก้องไปทั่วค่าย ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าม้าที่ควบตรงเข้ามาอย่างเร่งด่วน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป