บทที่ 5 ตอนที่ 3 ได้รับบาดเจ็บ (ตอนปลาย)
ตอนที่ 3 ได้รับบาดเจ็บ (ตอนปลาย)
“รีบตามหมอทหารเร็วเข้า! ท่านอ๋องได้รับบาดเจ็บ” คิ้วเรียวของหญิงสาวขมวดเข้าหากัน
ที่แท้ซุ่นอ๋องก็ไม่ได้อยู่ในกระโจม แต่เขาจะออกไปทำสิ่งใด นางก็ไม่อาจรู้ รู้เพียงว่าเขากำลังได้รับบาดเจ็บ เทพสงครามเช่นเขาได้รับบาดเจ็บด้วยหรือ ด้วยความอยากรู้แกมเป็นห่วงอย่างไร้เหตุผล นางจึงเดินหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไปแอบดูที่หลังต้นไม้หน้ากระโจม แต่ทว่านางก็ดูถูกสายตาของกองทัพเถี่ยหลางเกินไป เพราะแค่มาถึงก็ถูกพบเห็นแล้ว
“ยังจะยืนบื้ออยู่อีก รีบเข้ามาปรนนิบัติท่านอ๋องเร็วเข้า” นางถูกทหารผู้หนึ่งตะคอกเสียงดัง ก่อนจะใช้กระบี่ดันแผ่นหลังให้เดินเข้าไปในกระโจม
บนเตียงไม้กลางกระโจม ร่างสูงใหญ่ของจ้าวเทียนเลี่ยกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ ชุดเกราะสีดำถูกถอดกองไว้บนพื้น เผยให้เห็นแผงอกแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามและรอยแผลเป็น ทว่าที่หัวไหล่ซ้ายกลับมีธนูดอกหนึ่งปักคาเอาไว้ เลือดสีแดงฉานไหลซึมออกมาไม่หยุด
หมอทหารกำลังวุ่นวายอยู่กับการบดยาสมานแผล จึงหันมาตวาดสั่งเสียงเข้ม
“สาวใช้มัวยืนเหม่ออันใดอยู่ รีบเข้ามาเช็ดเลือดให้ท่านอ๋องสิ”
อี้อวี่หนิงสะดุ้งเฮือก นางสูดลมหายใจเข้าลึก ข่มความหวาดกลัวและมือที่สั่นเทา ค่อย ๆ ทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเตียง บิดผ้าชุบน้ำอุ่น แล้วแตะลงบนบาดแผลฉกรรจ์ของบุรุษตรงหน้าอย่างเบามือที่สุด
สัมผัสอ่อนโยนที่นุ่มนวลและกลิ่นหอมอ่อน ๆ ทำให้จ้าวเทียนเลี่ยที่หลับตาข่มความเจ็บปวดอยู่ ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคมสบเข้ากับดวงตากลมโตสุกใสที่ช้อนมองเขาอยู่พอดี ดวงตาคู่นี้ช่างดูคุ้นเคยอย่างประหลาด
“ต้องเอาลูกธนูออกก่อน หม่อมฉันมียาห้ามเลือด โปรยลงไปจะทำให้รู้สึกชา ๆ ยามที่ดึงธนูออกจะไม่เจ็บ”
“เจ้าหมายถึงหมาเฟยซานของท่านหมอฮัวโต๋ในตำนานน่ะหรือ”
“ไหนเลยจะใช่หมาเฟยซานของท่านหมอฮัวโต๋ในตำนาน ยาของข้าเป็นต้นตำรับของทางบ้านท่านยาย สรรพคุณยังห่างไกลกับหมาเฟยซานนัก” อี้อวี่หนิงดึงห่อผ้าที่เต็มไปด้วยขวดยาเล็ก ๆ สามขวด นางยื่นไปให้ท่านหมอชราตรวจสอบเสียก่อน
“ท่านหมอลองดูเจ้าค่ะ” ท่านหมอไป๋รับขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กมาเปิดจุกออก กลิ่นสมุนไพรหอมเย็นลอยเตะจมูก เพียงแค่สูดดมหมอเฒ่าที่ผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วนก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“ไม่เลว...ไม่เลวเลยแม้จะไม่ใช่หมาเฟยซานทว่าส่วนผสมของหญ้าเจ็ดแฉกและบัวหิมะที่สกัดออกมานี้บริสุทธิ์ยิ่งนัก สรรพคุณระงับปวดและห้ามเลือดถือว่ายอดเยี่ยม” ท่านหมอไป๋เงยหน้าขึ้นมองสตรีในชุดเรียบง่ายด้วยแววตาชื่นชมระคนแปลกใจ ยาดีเช่นนี้นังหนูนี่ไปเอามาจากที่ใด
“แม่หนู...สาวใช้เช่นเจ้าไปได้ยาดีปานนี้มาจากที่ใดกัน”
“ขะ...ข้า...” อี้อวี่หนิงอึกอัก นางก้มหน้าหลบสายตาที่ก้มลงมองของจ้าวเทียนเลี่ย
“ลงมือเถอะท่านหมอ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเห็นว่าท่านอ๋องเอ่ยปากแล้ว เขาก็เลิกสนใจ และหันมาเทผงยาในขวดลงบนปากแผลรอบ ๆ ลูกธนูอย่างระมัดระวัง เพียงครู่เดียว ผิวหนังบริเวณไหล่ซ้ายของจ้าวเทียนเลี่ยก็เริ่มชาหนึบจนแทบไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด
“ท่านอ๋อง กระหม่อมจะถอนธนูแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ อาจจะเจ็บสักหน่อย”
จ้าวเทียนเลี่ยพยักหน้าเล็กน้อย เขาก้มมองหัวไหล่ที่ถูกกรีดเนื้อเพื่อดึงลูกธนูออก โดยมีอี้อวี่หนิงคอยซับเลือดให้อย่างเบามือ
สวบ!
“ยาใช้ได้ผลหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ท่านหมอไป๋เห็นว่าท่านอ๋องไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว ก็รับรู้ได้ว่ายานี้คงจะได้ผลไม่น้อย
“ยาดี!...ขอบพระทัยองค์หญิงแคว้นอี้แล้ว” อี้อวี่หนิงเบิกตาขึ้น เขารู้!
“หามิได้เพคะ หากยานี้มีประโยชน์ต่อพระองค์ เช่นนั้นหม่อมฉันก็น้อมถวาย ขอท่านอ๋องรักษาสุขภาพ” อี้อวี่หนิงลุกขึ้นย่อกายถวายความเคารพก่อนจะก้าวขาออกไป ทว่าเสียงทุ้มก็ดังขึ้นมาเสียก่อน
“ที่นี่เป็นกระโจมทหาร มีแต่พวกหยาบช้าป่าเถื่อน องค์หญิงควรรั้งอยู่แต่ในกระโจมตนเอง สิ่งใดควรไม่ควรหวังว่าองค์หญิงคงรู้” ปลายเท้าที่กำลังเดินออกไปชะงักนิ่ง แววตาหม่นลงแต่เพียงครู่เดียว นางก็หันกลับมาย่อกายลงอีกครั้ง
“เป็นอวี่หนิงคิดไม่รอบคอบ วาจาของท่านอ๋องหม่อมฉันจำได้แล้ว ทูลลาเพคะ”
