บทที่ 6 ตอนที่ 4 แคว้นต้าฉู่ (ตอนต้น)
ตอนที่ 4 แคว้นต้าฉู่ (ตอนต้น)
ยิ่งรถม้าเข้าใกล้แคว้นต้าฉู่มากเท่าไร หัวใจของอี้อวี่หนิงก็ยิ่งเศร้าหมอง นางรู้ดีว่าวาสนารักของนางจะไม่มีทางสมหวัง เพราะอีกไม่นานนางก็จะต้องถวายตัวให้กับฮ่องเต้ชรา แต่กระนั้นนางก็ไม่เสียใจ ได้ทำเพื่อเสด็จแม่ ทำเพื่อเซวียนเอ๋อร์ และทำเพื่อราษฎรนางยินดี
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนเต็ม ในที่สุดขบวนกองทัพเถี่ยหลางก็เดินทางเข้าสู่กำแพงเมืองที่ยิ่งใหญ่ ชาวบ้านที่ได้รู้ข่าว ต่างก็มารอรับเต็มสองข้างทาง นางมองเห็นผู้คนในแคว้นต่างก็สวมใส่อาภรณ์ที่งดงาม แม้จะไม่ใหม่เอี่ยม แต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่เหมือนชาวแคว้นอี้
สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวงที่ทำการค้ากันอย่างคึกคัก นั่นแสดงให้เห็นว่าฮ่องเต้ต้าฉู่ปกครองบ้านเมืองอย่างเป็นธรรม และแน่นอนว่าไม่เหมือนบ้านเมืองนางเช่นกัน
“ทูลองค์หญิง...ท่านอ๋องทรงรับสั่งให้พระองค์เตรียมตัว อีกเดี๋ยวจะพาเข้าวังแล้ว”
“รบกวนแล้ว” อี้อวี่หนิงสูดลมหายใจเข้า นางขยับตัวจัดแต่งอาภรณ์บนเรือนร่างให้เรียบร้อย ก่อนจะพับชุดแต่งงานสีแดงที่เสด็จแม่และน้องชายตัดเย็บให้ใส่กล่องเอาไว้อย่างดี
เพียงไม่นานขบวนรถม้าก็มาหยุดที่หน้าประตูวัง นางถูกประคองลงจากรถม้า ก่อนจะเดินต่อเข้าไปในเขตพระราชวังหลวง ด้านหน้าของนางมีแผ่นหลังเหยียดตรงที่สง่าผ่าเผยเดินนำ ทิ้งระยะห่างออกไปเล็กน้อย
“กงกงรบกวนแจ้งฝ่าบาทด้วย ซุ่นอ๋องขอเข้าเฝ้า” อันกงกงค้อมกายเอ่ยกับสวี่กงกง ขันทีประจำพระวรกายของจ้าวฮ่องเต้อย่างนอบน้อม
สวี่กงกงโค้งถวายความเคารพซุ่นอ๋องก่อน จากนั้นก็รีบเดินเข้าไปรายงานด้านใน ต่อให้ซุ่นอ๋องจะไม่ใช่พระโอรสที่โปรดปราน ทว่าอีกฝ่ายเพิ่งได้รับชัยชนะกลับมา ขันทีเช่นพวกเขา ก็ต้องดูทิศทางลม
“ซุ่นอ๋องเสด็จ! องค์หญิงบรรณาการแคว้นอี้เข้าเฝ้า!” เสียงแหลมยาวของสวี่กงกง ขานเสียงแหลมหลังจากที่เข้าไปรายงานฝ่าบาท และได้รับอนุญาตจากพระองค์แล้ว จึงรีบออกมาขานเรียก
บานประตูไม้แกะสลักบานใหญ่เปิดออก เผยให้เห็นความวิจิตรตระการตาของท้องพระโรงแคว้นต้าฉู่ ขุนนางบู๊และบุ๋น ยืนเรียงรายขนาบซ้ายขวาอย่างเป็นระเบียบ บนบัลลังก์มังกรทองคำคือฮ่องเต้ต้าฉู่ ผู้มีพระพักตร์เปี่ยมไปด้วยอำนาจและบารมี แม้เส้นผมจะเริ่มมีสีดอกเลา ทว่าแววตากลับเฉียบขาดดุดันจนน่าเกรงขาม
จ้าวเทียนเลี่ยเดินตรงเข้าไปหยุดอยู่กลางโถง ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างเต็มพิธีการ
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ลูกนำชัยมาถวายเสด็จพ่อแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ฮ่า ๆ ดีมาก!...สมกับเป็นโอรสของเรา” จ้าวฮ่องเต้หัวเราะเสียงกังวาน เขากวาดตามองไปด้านหลัง เห็นสตรีงดงามผู้หนึ่งคุกเข่าเช่นเดียวกับพระโอรสของตน
“สตรีผู้นี้คือ...” อี้อวี่หนิงได้ยินฝ่าบาททรงเอ่ยถึงนาง จึงได้เงยหน้าขึ้น
“หม่อมฉันอี้อวี่หนิง อานผิงกงจู่แห่งแคว้นอี้ ถวายพระพรฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปีเพคะ”
“อ้อ...องค์หญิงอานผิงแคว้นอี้หรือ” จ้าวฮ่องเต้หยุดพูดไปครู่หนึ่ง พระองค์ยกนิ้วเคาะที่เก้าอี้มังกร คล้ายกำลังใช้ความคิด
“ในเมื่อฮ่องเต้แคว้นอี้ส่งองค์หญิงมา เช่นนั้นก็มอบให้เจ้าก็แล้วกัน ให้กรมพิธีการและสำนักชินเทียนเจี้ย ร่วมกันหาฤกษ์มงคล จัดงานอภิเษกสมรสให้สมเกียรติซุ่นอ๋อง อย่างไรเสียในตำหนักเจ้าก็ยังมิได้แต่งพระชายา เช่นนั้นก็รับองค์หญิงอานผิงไปเป็นพระชายาเอกก็แล้วกัน”
ทันทีที่จ้าวฮ่องเต้ตรัสจบ ในท้องพระโรงก็คล้ายจะได้ยินเสียงสูดลมหายใจของเหล่าขุนนาง ต่างก็เหลือบสายตาไปมองซุ่นอ๋องที่ยังคงคุกเข่าที่ด้านหน้า และเหลือบไปมององค์หญิงบรรณาการจากแคว้นอี้
“เป็นพระกรุณา กระหม่อมขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงมอบพระชายาเอกให้กับลูก”
“หม่อมฉันขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ” หัวใจของอี้อวี่หนิงคล้ายจะหยุดเต้น จากคราแรกที่นางทำใจเข้าวังเป็นสนมของฮ่องเต้แล้ว ทว่าคล้ายกับโชคชะตา ฝ่าบาทถึงกับมอบสมรสให้นางกับซุ่นอ๋อง
หญิงสาวลอบช้อนสายตามองบุรุษด้านหน้า ทว่าก็เห็นเพียงด้านข้างของเขาเท่านั้น นางไม่รู้เลยว่า ในใจเขาจะยินดีรับนางเป็นพระชายาหรือไม่ ทว่าเขาก็ตอบรับอย่างรวดเร็ว ในใจคงจะมีนางบ้างกระมัง
