บทที่ 7 ตอนที่ 4 แคว้นต้าฉู่ (ตอนปลาย)

ตอนที่ 4 แคว้นต้าฉู่ (ตอนปลาย)

 คิดได้ดังนั้นอี้อวี่หนิงก็ดีใจยิ่งนัก ตั้งแต่ที่เขายกทัพไปแคว้นอี้ ตั้งแต่ที่เห็นเขาอยู่บนหลังม้า เห็นเขาช่วยชีวิตเด็กน้อย และเห็นเขาดีต่อชาวบ้าน หัวใจนางก็ไม่ใช่ของนางอีกต่อไป เขาเป็นเอกบุรุษที่ดียิ่งนัก

“เช่นนั้นเจ้าก็พานางกลับไปพักที่จวนก่อน ใกล้ถึงวันมงคลสมรส ก็ให้ส่งตัวออกจากวังหลวง...วันนี้พอเท่านี้”

กัวกงกงขันทีคนสนิทรีบก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนจะสะบัดแส้หางม้าแล้วร้องตะโกนเสียงแหลมยาวก้องท้องพระโรง

“เลิกประชุมขุนนางได้”

เหล่าขุนนางบู๊และบุ๋นต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้น ก่อนจะกล่าวออกมากึกก้องท้องพระโรง

“น้อมส่งเสด็จฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี!”

หลังจากที่ฝ่าบาทเสด็จออกไปแล้ว ก็มีขุนนางทยอยเข้ามาแสดงความยินดีกับซุ่นอ๋อง พระองค์ก็ตอบรับด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม นั่นยิ่งทำให้อี้อวี่หนิงรู้สึกดีเป็นอย่างมาก

“อันกงกงพาองค์หญิงกลับจวน” พูดจบก็ก้าวเท้าเดินนำหน้าออกไป

ความจริงแล้วเขาอยากจะสะบัดหน้าเดินหนีไปเสีย ทว่าบัดนี้ยังอยู่ในเขตพระราชวังเขาทำเช่นนั้นไม่ได้ หาไม่แล้วคงไม่พ้นหูตาของเสด็จพ่อ

“น้องสามยินดีด้วย เจ้าเป็นคนเดียวในบรรดาพี่น้องที่ยังไม่ได้แต่งงาน คราวนี้สมใจเจ้าแล้วกระมัง” ทว่าก่อนที่จะเดินออกจากวัง หัวไหล่ด้านซ้ายก็ถูกฝ่ามือตบลงอย่างไม่เบาแรง ซุ่นอ๋องกัดฟันแน่น บาดแผลคราวก่อนยังไม่หายดี บัดนี้ก็คล้ายจะปวดตุบ ๆ ขึ้นมาอีกแล้ว

“เป็นเช่นที่พี่รองว่า ข้ารู้สึกขอบพระทัยเสด็จพ่อยิ่งนัก” เขาหันไปก้มศีรษะให้กับรุ่ยอ๋องจ้าวเทียนจื่อ เสด็จพี่รองที่เกิดจากหยางกุ้ยเฟยอย่างมีมารยาท

เช่นเดียวกับอี้อวี่หนิงที่ย่อกายถวายคำนับ ก่อนจะล่าถอยไปยืนหลบหลังซุ่นอ๋อง พลางก้มหน้าลงมองปลายเท้าตนเอง

“ฮ่า ๆ ข้ารอจะไปดื่มสุรามงคลของเจ้าอยู่นะ แต่จะว่าไปน้องสามเจ้าได้กำไรแล้ว องค์หญิงอานผิงงดงามยิ่งนัก หากไม่ติดว่าเสด็จพ่อทรงลำเอียงต่อเจ้า ข้าเองก็อยากจะทูลขอสมรสนี้เอง”

“ทำให้พี่รองผิดหวังแล้ว เป็นความผิดของข้า”  รุ่ยอ๋องไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก ทำเพียงยกยิ้มขึ้นมา ก่อนจะตบไหล่ซุ่นอ๋องอีกครั้งและเดินแยกจากไป พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังลั่น

จ้าวเทียนเลี่ยเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของรุ่ยอ๋องที่เดินจากไป สายตาของเขาเต็มไปด้วยไอสังหารที่เกือบจะปิดไม่มิด ครั้นรู้ตัวว่าตนเองเผอเรอ ก็รีบก้มหน้าลง ทว่าสองมือกลับกำเข้าหากันแน่น

จ้าวเทียนจื่อมาแสดงความยินดีที่ไหน เห็นได้ชัดว่ามาเยาะเย้ยต่างหาก ฝ่าบาทผู้นั้นก็น่าชิงชังนัก พระโอรสเช่นเดียวกัน ทว่ากลับปฏิบัติไม่เหมือนกัน พระองค์รังเกียจเสด็จแม่ของเขา และทรงไม่รักเขา หากไม่แล้ว จะมอบพระราชทินนามว่าซุ่นอ๋องให้หรือ

ซุ่นอ๋องแปลว่าอยู่ใต้อำนาจ และจงเชื่อฟัง เท่านี้ก็รู้แล้วว่า บัลลังก์มังกรอันนั้น เขาผู้เป็นอ๋องหมดสิทธิ์ในการแย่งชิง แต่ทว่า!...จะแย่งชิงหรือไม่ มิใช่อยู่ที่ราชทินนาม มันอยู่ที่ตัวเขาต่างหาก

ครั้นเมื่อเดินมาถึงหน้าพระราชวัง จ้าวเทียนเลี่ยก็ตวัดตัวขึ้นไปบนหลังม้า และควบออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้อี้อวี่หนิงยืนไร้จุดหมายอย่างทำสิ่งใดไม่ถูกอยู่ตรงนั้น

“องค์หญิงเชิญเสด็จเถิดพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋องสั่งกระหม่อมให้พาพระองค์กลับจวน”

“รบกวนกงกงแล้ว”

“มิได้พ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงค้อมตัว ก่อนจะผายมือไปยังรถม้าที่จอดรออยู่

อี้อวี่หนิงผงกหัวก่อนจะก้าวขาขึ้น ทว่าในใจที่เคยดีใจกลับเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด

“กงกงข้าถามได้หรือไม่ ผู้ที่สนทนากับท่านอ๋องเมื่อสักครู่คือผู้ใดหรือ”

“รุ่ยอ๋องพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายรองจ้าวเทียนจื่อพระโอรสของหยางกุ้ยเฟย พระเชษฐาของท่านอ๋อง”

“อ้อ...ข้ารู้แล้ว ขอบคุณกงกง” อันกงกงเห็นว่าองค์หญิงเอาม่านลงแล้ว ก็สั่งให้เดินทางทันที


บทก่อนหน้า
บทถัดไป