บทที่ 8 ตอนที่ 5 ปิ่นซินซ่างเหริน

ตอนที่ 5 ปิ่นซินซ่างเหริน

จ้าวเทียนเลี่ยควบอาชาเหงื่อโลหิตมาหยุดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าจวนหลังหนึ่ง เขายกมือลูบไปที่อกเสื้อ ก่อนจะหยิบกล่องไม้อันหนึ่งออกมา

“หาวิธีส่งเข้าไปให้นาง” เขายื่นกล่องใบนั้นให้กับองครักษ์คนสนิท ก่อนจะควบม้าออกไปที่ค่ายทหาร

“พ่ะย่ะค่ะ” กู้เจิงยื่นมือออกไปรับ และเร้นกายหายออกไปอย่างรวดเร็ว

เพียงไม่นานกล่องใบนั้นก็มาอยู่ในมือของดรุณีผู้หนึ่ง ที่นั่งจิบชาที่สวนดอกไม้

“เจ้าบอกว่ากู้เจิงส่งมาหรือ” เสียงหวานเอ่ยถาม พร้อมกับยกยิ้มมุมปากจาง ๆ

“ซุ่นอ๋องคงเห็นว่าพี่หญิงใหญ่ไม่ออกไปรอรับ จึงได้ให้องครักษ์มามอบของขวัญให้กระมัง ดูท่างานมงคลของพี่หญิงใหญ่คงใกล้จะถึงแล้วกระมัง ตำแหน่งพระชายาเอกซุ่นอ๋อง ช่างน่าอิจฉานัก” หลิวเสวี่ยอวี้เอ่ยหยอกเย้าหลิวเสวี่ยเหมยผู้เป็นพี่สาว

ผู้ใดบ้างจะไม่รู้ว่าซุ่นอ๋องมีใจให้กับหลิวเสวี่ยเหมยบุตรสาวเสนาบดีฝ่ายซ้ายอย่างหลิวเจิ้งเต๋อจนถึงขั้นร่ำลือว่า หากซุ่นอ๋องรบชนะคราวนี้พระองค์จะทูลขอมงคลสมรสจากฝ่าบาท เพื่อแต่งพระชายาเอกเข้าจวน ดังนั้นธิดาคนโตของจวนหลิวจึงเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ นานแล้ว

“พูดมากนักอวี้เอ๋อร์หากเจ้าไม่หยุด ดูสิว่าพี่หญิงใหญ่จะฉีกปากเจ้าหรือไม่” หลิวเสวี่ยเหมยยื่นมือไปจี้เอวน้องสาว ก่อนที่สองพี่น้องจะวิ่งหยอกกันพร้อมกับหัวเราะเสียงใส

ครั้นวิ่งจนเหนื่อยหอบ หลิวเสวี่ยเหมยก็เดินกลับมานั่งที่โต๊ะหินอ่อนในศาลา มือเรียวบางค่อย ๆ เปิดฝากล่องไม้จันทน์หอมออกด้วยความทะนุถนอม

ภายในกล่องบุกำมะหยี่สีแดงสด ปรากฏปิ่นหยกขาวมันแพะ เนื้อบริสุทธิ์ไร้ตำหนิที่ถูกแกะสลักเป็นรูปดอกเหมยฮวาอย่างงดงาม ตรงเกสรประดับด้วยอัญมณีสีแดงสดดุจหยดเลือดที่ส่องประกายแวววาว ปลายปิ่นห้อยระย้าด้วยไข่มุกเม็ดงาม

“งดงามเหลือเกิน” หลิวเสวี่ยเหมยยิ้มออกมา นางหยิบปิ่นหยกขาวขึ้นมาทาบกับเรือนผมของตนเอง

ทว่ายามที่ยกออกมา กระดาษแผ่นเล็กในกล่องก็หล่นลงพื้นหลิวเสวี่ยอวี้ก้มลงไปเก็บ แต่เมื่อเห็นตัวอักษรบนนั้น นางก็แทบจะฉีกกระดาษนั้นทิ้งเสีย

‘ปิ่นซินซ่างเหริน[1]’

“ดูเหมือนท่านอ๋องจะรักมั่นต่อพี่หญิงใหญ่ยิ่งนัก ปิ่นซินซ่างเหริน เป็นชื่อที่ดี” หลิวเสวี่ยเหมยชะงักนิ่ง ก่อนจะรีบดึงกระดาษใบนั้นมาจากมือของน้องสาว

และเมื่อได้อ่านข้อความความหวานล้ำก็ล้นเอ่อขึ้นมาในใจ ทว่าท่าทางที่แสดงออกมา กลับคล้ายไม่ใส่ใจ

“ท่านอ๋องช่างล้อเล่นเก่งนัก”

“ล้อเล่นเช่นไร เหมยเอ๋อร์เจ้าจงตัดใจเสีย หรือไม่เจ้าก็แต่งเข้าไปเป็นพระชายารองจวนซุ่นอ๋อง แต่บิดาอย่างข้าไม่ยินยอมแน่ บุตรสาวข้าจะไปเป็นอนุของผู้อื่นได้อย่างไร”

“ท่านพ่อหมายความว่าอย่างไร ลูกงงไปหมดแล้ว”

เสนาบดีหลิวเดินกระแทกเท้าเข้ามาในศาลา พร้อมกับบุตรชายที่มีสีหน้าบึ้งตึงไม่น่ามอง 

“ก็จะเรื่องอะไรเล่า ฝ่าบาทพระราชทานสมรสให้ซุ่นอ๋อง และเขาก็ตอบตกลงแล้ว เหมยเอ๋อร์หากท่านอ๋องมีใจให้เจ้าไยไม่ปฏิเสธ”

สีหน้าของหลิวเสวี่ยเหมยพลันตกตะลึงจนไร้วาจาที่จะออกจากปาก นางกำปิ่นหยกในมือแน่น ความยินดีพลันเหือดหาย เหลือเพียงโทสะที่อัดแน่นในอก

ทางด้านจวนซุ่นอ๋อง หลังจากที่อี้อวี่หนิงมาถึงจวน นางก็เดินตามอันกงกงเข้ามาด้านใน จวนแห่งนี้ไม่นับว่าโอ่อ่าเท่าใดนัก การจัดแต่งก็เรียบง่าย สมกับเป็นเขายิ่งนัก นางยิ้มออกมา พลางมองไปรอบ ๆ

“กงกงข้าต้องพักที่เรือนไหนหรือ” อันกงกงมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ไม่รู้ว่าควรให้พักที่ใดดี ท่านอ๋องก็มิได้สั่งเอาไว้

แต่ถึงอย่างไรอีกไม่นานองค์หญิงอานผิงก็จะเสกสมรสกับท่านอ๋องแล้ว เช่นนั้นก็ให้พักเรือนที่อยู่ใกล้ ๆ เรือนท่านอ๋องก็แล้วกัน

“องค์หญิงเชิญตามกระหม่อมมาพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะพาพระองค์ไปพักที่เรือนชิงเฟิง”

อี้อวี่หนิงเดินตามอันกงกงมาจนถึงเรือนพักที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเรือนหลักของซุ่นอ๋องนัก แม้จะไม่ใหญ่โตทว่าร่มรื่นและเงียบสงบยิ่งนัก หญิงสาวก้าวเข้าไปด้านในพลางลอบยิ้มที่มุมปาก นางจัดแจงวางกล่องชุดแต่งงานสีแดงลงบนโต๊ะ

“องค์หญิงให้หม่อมฉันจัดของเลยหรือไม่เพคะ”

“อื้มจัดการเถิด”

อี้อวี่หนิงมองสาวใช้และหมัวมัวที่พากันเก็บของเข้าที่ ข้าวของนางมีไม่น้อย มิใช่เพราะว่าเสด็จลุงผู้นั้นรักใคร่ ที่พระองค์จัดเตรียมสินเดิมมามาก นั่นก็เพราะเป็นหน้าเป็นตาของแคว้น แต่กระนั้นข้าวของพวกนี้ ส่วนมากก็รีดไถมาจากขุนนางทั้งนั้น

หญิงสาวเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางหวนคะนึงถึงเสด็จแม่และน้องชาย ไม่รู้ว่าป่านนี้ทั้งสองจะเป็นเช่นไรบ้าง อี้อันไท่ให้หมอหลวงมารักษาแล้วหรือยัง เซวียนเอ๋อร์ได้เข้าเรียนยามใด ทั้งสองจะกินอิ่มนอนหลับหรือไม่ ล้วนเต็มไปด้วยความห่วงหา แต่ทว่านางก็ไม่อาจย้อนกลับไปได้

“ชุ่ยหลิ่วนำกระดาษพู่กันมาให้ข้า”

“เพคะ” ชุ่ยหลิ่วรีบค้นหากระดาษและพู่กันที่อยู่ในหีบอย่างรวดเร็ว

ครั้นได้กระดาษมาแล้ว อี้อวี่หนิงก็เริ่มเขียนจดหมายถึงเสด็จแม่และน้องชายของตนเอง กว่าจะเขียนเสร็จอันกงกงก็ส่งอาหารเย็นมาให้ นางกล่าวขอบคุณและรับอาหารเย็นคนเดียวเงียบ ๆ ไม่ได้ถามถึงซุ่นอ๋องแม้แต่คำเดียว

ยามไฮ่[2]จ้าวเทียนเลี่ยเพิ่งกลับมาถึงจวนด้วยสีหน้าบึ้งตึง เขาโยนเสื้อคลุมให้กับอันกงกง ก่อนจะเดินตรงกลับไปที่เรือนตนเอง

“นางอยู่ไหน”

“องค์หญิงอานผิงหรือพ่ะย่ะค่ะ” อันกงกงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง สีหน้าท่านอ๋องคล้ายกับว่าพร้อมจะบันดาลโทสะอยู่ตลอด เหตุใดคนที่ออกมารับหน้าถึงต้องเป็นเขานะ ทำไมไม่ใช่เป่ากงกงกัน ไอ้เฒ่านั่นรู้หลบรู้หลีกเสียจริง

“ยังจะมีใครอีก จวนข้ามีสตรีอื่นเช่นนั้นหรือ”

“มะ...ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงพักอยู่ที่เรือนชิงเฟิง ข้าง ๆ เรือนท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ” ร่างกำยำพลันชะงักนิ่ง เขาเอียงหน้ากลับมามอง

“เจ้าเป็นคนให้นางไปอยู่ที่นั่น” น้ำเสียงของซุ่นอ๋องราบเรียบจนเกินไป จนอันกงกงหวาดกลัว

“พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีประจำจวนอ๋องพลันขาอ่อน พร้อมกับสีหน้าที่เริ่มซีดเผือด

“เรือนชิงเฟิงเป็นเรือนที่เตรียมไว้ให้พระชายาเอก กะ...กระหม่อมจึงจัดให้องค์หญิงไปอยู่พะ...พ่ะย่ะค่ะ”

“ดี!...ทำได้ดีมาก อันกงกงเจ้าจงไปรับโทษโบยด้วยตนเองเสีย องค์หญิงบรรณาการสมควรเป็นพระชายาเอกของอ๋องอย่างข้าเช่นนั้นหรือหึ!”

อันกงกงร้องไห้อย่างไร้สุ้มเสียง จะสมควรหรือไม่ฝ่าบาทก็พระราชทานสมรสให้แล้ว หากไม่จัดให้นางอยู่ที่นี่ แล้วจะให้นางไปอยู่ที่ไหน เหตุใดพระองค์ไม่สั่งการเอาไว้ก่อนเล่า ฮื้อ ๆ

อันกงกงเดินคอตกออกไปรับโทษโบยด้วยตนเอง ซุ่นอ๋องก็เดินกลับเข้าไปในห้อง ครั้นนึกถึงยามที่เขารอหลิวเสวี่ยเหมยที่ประจำของทั้งคู่ แต่ก็ไม่เห็นนางออกมา หรือแม้แต่ให้สาวใช้มาส่งข่าวก็ไม่มี ในใจเขาก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก นี่นางคงจะรู้แล้วกระมังว่าเขาต้องรับสตรีป่าเถื่อนมาเป็นพระชายา แต่หากนางรักเขา นางก็ต้องเข้าใจ ว่าเขาไม่มีทางเลือก

ฮ่องเต้ตรัสเช่นนั้นแล้ว เขาจะไม่รับได้อีกหรือ หากจะโทษก็ต้องโทษสตรีผู้นั้นที่ตามกลับมา และต้องโทษที่เขาไร้อำนาจ แต่ไม่นานหรอกรอให้การใหญ่เขาสำเร็จก่อนเถิด ใต้หล้านี้หลิวเสวี่ยเหมยอยากได้สิ่งใด มีหรือเขาจะไม่หาให้


[1]  ซินซ่างเหริน ในที่นี้หมายถึงยอดดวงใจ ปิ่นซินซ่างเหรินคือปิ่นที่มอบให้ยอดดวงใจ

[2] เริ่มนับตั้งแต่เวลา 21.00 – 23.00 น.

บทก่อนหน้า
บทถัดไป