บทที่ 9 ตอนที่ 6 หมาป่าเดียวดาย (ตอนต้น)

ตอนที่ 6 หมาป่าเดียวดาย (ตอนต้น)

ข่าวงานมงคลจวนซุ่นอ๋องถูกกล่าวถึงทั่วทั้งเมืองหลวง อี้อวี่หนิงนั่งฟังนักเล่าละครกำลังเล่าถึงซุ่นอ๋องยกทัพไปปราบปรามชาวหม่าน อย่างองอาจ

“ยามที่ท่านอ๋องยกทัพไปแคว้นอี้ พระองค์เพียงหันปลายหอกเข้าไปที่หน้าผากของอี้อวี่เฟิง รัชทายาทแคว้นอี้ก็พลันเข่าอ่อนคุกเข่าฉี่ราดคากางเกงเป็นที่ขบขันของผู้คนยิ่งนัก อี้ฮ่องเต้ได้รับข่าวก็รีบยกธงขาวยอมแพ้ และยกองค์หญิงอี้อวี่หนิงให้เป็นเครื่องราชบรรณาการ” เสียงนักเล่านิทานหยุดลง ก่อนจะหัวเราะหยันออกมา

“ช่างเป็นแคว้นที่ขี้ขลาดยิ่งนัก”

“ข้าได้ยินว่าองค์หญิงผู้นี้งดงามราวกับนางอัปสรสวรรค์ นางถวายตัวเข้าวังหรือ”

“เข้าวังอันใด นางช่างไม่เจียมตัวเสียจริง” ชายอีกคนแค่นเสียงหยันพร้อมกับตบโต๊ะจนจอกสุรากระเด็น

“เดิมทีฝ่าบาททรงมีพระเมตตา จะรับสตรีแคว้นพ่ายสงครามเช่นนางเข้าวังหลัง แต่นางกลับบีบน้ำตาร้องห่มร้องไห้ ขู่เข็ญว่าจะยอมตายหากไม่ได้แต่งให้กับซุ่นอ๋องของพวกเรา นางว่านางตกหลุมรักท่านอ๋องตั้งแต่แรกพบ เพ้ย!”

“ช่างหน้าไม่อายยิ่งนัก” สตรีวัยกลางคนที่นั่งโต๊ะถัดไปถ่มน้ำลายลงพื้น สีหน้าแสดงความรังเกียจออกมา

“ผู้ใดบ้างในเมืองหลวงแห่งนี้ไม่รู้ว่าซุ่นอ๋องกับคุณหนูใหญ่หลิวเสวี่ยเหมยมีใจให้กันมาเนิ่นนาน รอเพียงฤกษ์งามยามดีแต่งเข้าจวนเป็นชายาเอก สตรีบรรณาการเช่นนางกล้าดีอย่างไรมาแย่งชิงวาสนาด้ายแดงของผู้อื่น”

“ใช่ ๆ  อาศัยเพียงใบหน้างดงามล่อลวงบุรุษ สตรีแคว้นอี้ช่างไร้ยางอายนัก น่าสงสารก็แต่คุณหนูใหญ่หลิวที่ต้องมาใจสลายเพราะหญิงแพศยาผู้นี้ เพี้ยง...สวรรค์มีเมตตา โปรดสงเคราะห์คนดี ลงโทษนังแพศยาน้อยนั่น ให้ชีวิตหาความสุขไม่ได้ด้วยเถอะ”

ถ้อยคำจาบจ้วงด่าทอที่สาดซัดที่พูดกันคำต่อคำ ดังเข้ามาถึงหูของสตรีตัวเล็ก ๆ ที่นั่งหลบมุมอยู่ด้านในสุด  หญิงสาวกำถ้วยชาในมือแน่นจนข้อขาวซีด หยาดน้ำตาแห่งความอดสูเอ่อคลอเบ้า ที่แท้...ในสายตาของชาวเมืองต้าฉู่ นางก็เป็นเพียงสตรีหน้าหนาที่แย่งชิงคนรักของผู้อื่น

หากแต่นางมิได้อยากแย่งชิงวาสนาของผู้ใด ตั้งแต่ที่นางเกิดในสกุลอี้ ชีวิตนี้นางก็ไม่มีสิทธิ์เลือกแล้ว อันกงกงที่ยืนคอยรับใช้อยู่ด้านข้าง แม้ร่างกายจะยังบาดเจ็บจากการถูกโบยเมื่อวันก่อน ทว่าก็อดทนมารับใช้ว่าที่พระชายา อย่างไม่ปริปากบ่น

ครั้นเมื่อเห็นสีหน้าของว่าที่พระชายาเอกซีดเผือด แต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวด ก็อดจะสงสารมิได้ จึงรีบก้าวเข้ามาขวางบังสายตาผู้คนพลางกระซิบเสียงเบา

“องค์หญิง...อย่าได้ทรงใส่พระทัยวาจาเหลวไหลของพวกชาวบ้านเลยพ่ะย่ะค่ะ”

อี้อวี่หนิงสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกลั้นความขมขื่นที่จุกแน่นขึ้นมาถึงลำคอ นางกลืนมันลงไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มจาง ๆ ให้กับขันทีข้าง ๆ

“ข้าไม่เป็นไรอันกงกง ขอบคุณท่านมาก”

หญิงสาวลุกขึ้นยืน จัดแจงหมวกคลุมหน้าให้มิดชิด ก่อนจะก้าวเดินออกจากมุมอับของโรงน้ำชา

“ฟังนิทานมานานแล้ว พวกเรากลับกันเถอะ ประเดี๋ยวข้าจะเข้าครัว ทำอาหารประจำแคว้นอี้ให้ท่านลองชิมก็แล้วกัน”

อันกงกงอ้าปากทำท่าจะปฏิเสธ ทว่าเมื่อวาจาแล่นมาถึงริมฝีปาก เขาก็หยุดชะงัก เปลี่ยนมาเป็นผงกศีรษะ

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงทรงมีใจแล้ว”

อี้อวี่หนิงเดินนำออกมา ทว่าสายตากลับมองขึ้นไปเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคย นางก็ชะงักนิ่ง ครั้นเมื่อเห็นเสี้ยวหน้าของบุรุษผู้นั้นนางก็จำได้แล้ว หากไม่ใช่หานเฟิงแล้วจะเป็นผู้ใด แต่หากหานเฟิงอยู่นี่ เช่นนั้นซุ่นอ๋องคงจะอยู่ด้วยกระมัง

“อันกงกงประเดี๋ยวข้ากลับมา” นางรีบเดินแยกขึ้นไปด้านบน อันกงกงอ้าปากจะห้าม แต่ก็ไม่ทันแล้ว

ขันทีวัยกลางคนทำได้เพียงส่ายหน้าถอนหายใจเงียบ ๆ ก่อนจะเดินตามขึ้นไป

อี้อวี่หนิงเดินขึ้นมาถึง นางกำลังจะส่งเสียงออกไป ทว่าเสียงด้านในก็ดังออกมาเสียก่อน องค์หญิงแคว้นอี้รีบหลบมุมเสาพลางกลั้นหายใจนิ่ง พร้อมกับหัวใจที่เต้นถี่ เสียงนั่นนางจำได้เป็นอย่างดี

“ในเมื่อราชโองการออกมาเช่นนี้แล้ว เหมยเอ๋อร์จะทำเช่นไรได้ ท่านอ๋องหม่อมฉันเสียใจยิ่งนัก พระองค์ปล่อยหม่อมฉันไปเถิด จากนี้ไปหม่อมฉันจะปลงผมเข้าสู่เส้นทางแห่งธรรม ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเจ็บปวดเหล่านั้นอีก”

“เหลวไหล!...เจ้าพูดเช่นนี้ เคยนึกถึงหัวใจข้าบ้างหรือไม่ เหมยเอ๋อร์หัวใจข้ามีเพียงแค่เจ้า  สมรสพระราชทานแล้วอย่างไร นางก็เป็นได้แค่พระชายาไร้ค่าเท่านั้น”

“หึ!...พระองค์อย่าพูดเลยเพคะ นางจะเป็นเพียงพระชายาที่ไร้ค่าได้อย่างไร ขนาดเรือนชิงเฟิงที่พระองค์เตรียมให้เหมยเอ๋อร์ ก็ทรงให้นางเข้าไปอยู่แล้ว”

“เป็นความผิดพลาดของอันกงกง ข้าได้สั่งลงโทษไปแล้ว เหมยเอ๋อร์อย่าได้โกรธเลย สิ่งใดที่เจ้าไม่ชอบ ข้าย่อมไม่ทำ เพียงแต่...เรื่องนี้ต้องทำให้เจ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้ว แต่ข้าสัญญาวันที่เจ้าแต่งเข้ามา อำนาจเจ้าจะไม่ต่างจากพระชายาเอกแม้แต่น้อย”

“พระองค์จะให้เหมยเอ๋อร์เป็นอนุหรือเพคะ!” หลิวเสวี่ยเหมยเบิกตาขึ้น ก่อนจะส่ายหน้าไปมา ราวกับว่าอีกเดี๋ยวร่างกายนางก็จะแตกสลายเพราะความเสียใจ

จ้าวเทียนเลี่ยเห็นเช่นนั้นก็ปวดใจมาก เขารีบรั้งหญิงสาวเข้ามากอด ไหนเลยจะเห็นว่ามือของนางกำเข้าหากันแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเลือดไหล

“ก็แค่ตอนนี้ เหมยเอ๋อร์แค่ตอนนี้เท่านั้น” เพราะหากวันหน้าเขาทำการใหญ่สำเร็จ นางจะเป็นมารดาของแผ่นดิน มิใช่สนมไร้ค่า

ภายในห้องเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรัก ทว่าด้านหลังต้นเสา ความจริงที่แสนเจ็บปวดกระแทกหน้าของอี้อวี่หนิงอย่างรุนแรง ใบหน้าของนางทั้งปวดแสบและอับอาย หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากตนเอง ก่อนจะหมุนตัววิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว นางเข้าใจแล้ว...นางเข้าใจทุกอย่างแล้ว

หลังจากองค์หญิงแคว้นอี้กลับถึงจวน ก็เจอกับขบวนขันทีที่เข้ามารับตัวหญิงสาวเข้าไปรอพิธีสมรสในวังหลวง จ้าวฮ่องเต้ส่งตัวนางไปพักที่ตำหนักเต๋อเฟย พระมารดาของซุ่นอ๋อง ครั้นเมื่อเข้ามาเห็นตำหนักพระสนมแล้ว นางก็นึกแปลกใจนัก ทว่าเหมือนเต๋อเฟยจะคาดเดาความคิดของว่าที่ลูกสะใภ้ได้ ก็ยกยิ้มออกมา

“ทำให้เจ้าได้รับความไม่เป็นธรรมแล้ว ตำหนักของข้าคับแคบอยู่บ้าง แต่ข้าให้ฉีหมัวมัวไปจัดเตรียมห้องประทับปีกซ้ายซึ่งเป็นห้องที่กว้างขวางที่สุดไว้ให้เจ้าแล้ว”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป