บทที่ 8 ตอนที่ 7 : คืนที่ไร้ซุกหัวนอน
ตอนที่ 7 : คืนที่ไร้ซุกหัวนอน
“เฮ้ย นั่นมันยัยนั่นไม่ใช่หรอวะ... ทำไมมาอยู่กับผู้จัดการได้”
ทรอย แฝดผู้น้องที่นั่งเอนกายอยู่บนเบาะข้างคนขับเอ่ยขึ้นพรางชี้ชวนให้พี่ชายร่วมอุทรหันมอง โดยมี เทรย์ เป็นผู้บังคับพวงมาลัยซูเปอร์คาร์คันหรูที่กำลังจะเลี้ยวชะลอจอดบริเวณหน้าทางเข้าไนต์คลับ เพื่อเตรียมตัวเข้าไปตรวจตราธุรกิจของครอบครัว และใช่... สายตาคมกริบของทายาทมาเฟียแฝดน้อง ดันสบเข้ากับภาพเหตุการณ์ยามที่แชมเปญกำลังยื่นมือน้อย ๆ ไปรับปึกเงินสดมาจากผู้จัดการใหญ่ของพวกตนเข้าพอดิบพอดี
ด้วยความสงสัยคลาแคลงใจระคนสอดรู้สอดเห็น ทรอยไม่รอช้ารีบก้าวขาเปิดประตูลงจากรถ ตรงดิ่งมุ่งหน้าไปหาแม่สาวน้อยที่เขาเพิ่งจะฟาดเงินซื้อชีทเรียนมาเมื่อตอนกลางวันทันที โดยมีแฝดผู้พี่ก้าวเท้าสืบตามหลังมาติด ๆ ด้วยรังสีอันเยือกเย็น
“ยัยชีทเรียน!”
“ยัยเด็กเอ็นฯ!”
สองสุ้มเสียงทุ้มต่ำพุ่งทะยานออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย สองพี่น้องหันมองสบตากันด้วยความฉงนฉับพลัน ผิดกับแชมเปญที่สะดุ้งสุดตัวพลางเบือนดวงหน้านวลหันตามเสียงเรียกโดยสัญชาตญาณ... ให้ตายเถอะ! ภายในหัวใจดวงน้อยได้แต่ตัดพ้อตัวเองลั่น เหตุใดเธอต้องหันตามคำเรียกขานเหล่านั้นด้วย ทั้งที่มันไม่ใช่ชื่อแซ่ของเธอเลยสักนิดเดียวนะ แชมเปญได้แต่ลอบสลับสายตามองบุรุษหน้าเหมือนทั้งสองคน ตรงหน้าสลับกับผู้เป็นพ่อด้วยความกระอักกระอ่วน
สองแฝดอสูรต่างจ้องหน้ากันนิ่ง พวกเขากำลังมึนงงที่ต่างคนต่างก็รู้จักมักคุ้นกับผู้หญิงรูปร่างอวบอัดคนเดียวกัน ทว่ากลับเรียกขานเธอด้วยสรรพนามที่แตกต่างกันคนละขั้วโลก แต่จะว่าไป... พวกเขาก็ไม่เคยเอ่ยปากถามไถ่ชื่อจริงเสียงจริงของเธอเลยสักครั้ง คงเป็นเพราะในสายตาของลูกคนรวยผู้ทรงอิทธิพล สตรีตรงหน้าไม่ได้อยู่ในระดับที่พวกเขาประสงค์จะลดตัวลงไปทำความรู้จักสนิทสนมละมั้ง แชมเปญทำได้เพียงระบายรอยยิ้มแห้งแล้งให้กับสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกตรงหน้า
เทรย์แฝดพี่ผู้ขึ้นชื่อเรื่องวาจาเชือดเฉือน ปากไม่สร้างสรรค์ เอ่ยปากค่อนขอดทำลายความเงียบขึ้นมาก่อนด้วยใบหน้ามองเหยียดหยันขั้นสุด
“ไหงมาโผล่หัวอยู่ที่นี่ได้ล่ะ... ไหนวันก่อนทำเป็นสะดีดสะดิ้งบอกไม่ได้ขายตัว ทีวันนี้อยากจะมาสมัครงานขายเรือนร่างกับผู้จัดการคลับกูรึไง”
น้ำเสียงประชดประชันระคนขุ่นเคืองแสดงออกอย่างปิดไม่มิด มันน่าโมโหนักชะมัด... ที่ค่ำคืนก่อนเขามีอารมณ์อยากจะจับยัยเนื้อนวลกระแทกกระทั้นแทบตายเธอกลับทำท่าทางตื่นกลัวต้านทาน ทีแบบนี้กลับบากหน้ามาสมัครงานกับผู้จัดการคลับของเขาอย่างนั้นรึ? เหอะ... ยัยเด็กเอ็นฯ จอมลวงโลก
“เปล่าสักหน่อยค่ะ! พอดีว่าฉัน...”
“หรือว่าเป็นเมียน้อยผู้จัดการหรอ”
ยังไม่ทันที่ริมฝีปากอิ่มจะได้เอื้อนเอ่ยข้อเท็จจริงจนจบความ ไอ้เจ้าแฝดผู้น้องก็โพล่งคำพูดสุนัขไม่รับประทานออกมาแบบไม่ทันได้กลั่นกรองสมอง ถึงแม้ว่าใบหน้าของทรอยจะยังคงระบายรอยยิ้มพราวยั่วยวนอยู่เสมอ ทว่าวาจาเชือดเฉือนใจคอที่หลุดออกมากลับไม่ได้มีความเคารพหรือแตกต่างจากพี่ชายแว่นของเขาเลยแม้แต่น้อย สมกับเป็นฝาแฝดทายาทนรกของจริงอย่างไม่ต้องสงสัยเลยสักนิด!
เฮ้อออ...
“คนนี้พ่อฉันค่ะ”
สาวน้อยลอบระบายลมหายใจยาวด้วยความสมเพชชะตากรรม พลางมองหน้าสองอสูรร้ายสลับกันไปมาด้วยความเหนื่อยหน่ายเหน็ดเหนื่อยเป็นกำลัง แค่เรื่องราวสารพัดมรสุมในชีวิตของเธอยามนี้มันยังวุ่นวายไม่พอหรืออย่างไรกันนะ เหตุใดโชคชะตาต้องเหวี่ยงให้เธอมาเผชิญหน้ากับผู้ชายพิลึกพิลั่นคู่นี้ด้วย ป่วยการที่จะอยู่ยืนเสวนาต่อปากต่อคำให้เสียเวลาชีวิต เอาเวลาอันมีค่าไปขบคิดดีกว่าว่าค่ำคืนอันมืดมิดนี้เธอจะจูงกระเป๋าเดินทางไปซุกหัวนอนที่ไหนดี
คิดได้ดังนั้น ร่างอ้อนแอ้นจึงขยับกายเดินเลี่ยงหลบสองแฝดออกมาทันที โดยไม่คิดจะแยแสสนใจเสียงบ่นไล่หลัง
“เดี๋ยว! ยัยชีทเรียน / ยัยเด็กเอ็นฯ!”
สองสุ้มเสียงประสานเรียกขานเธอขึ้นมาพร้อมกันอีกครั้ง ก่อนที่สองร่างสูงใหญ่กำยำจะสาวเท้าก้าวตามหลังเธอมาติด ๆ จนถึงบริเวณลานจอดรถกว้างขวางของไนต์คลับหรู ข้อมือบางทั้งสองข้างของแชมเปญถูกคว้าตรึงเอาไว้แน่นด้วยฝ่ามือหนาอันทรงพลังของชายหนุ่มทั้งคู่... เพียงแต่ถูกพันธนาการไว้คนละข้างอย่างพอดิบพอดี น่าแปลกประหลาดนับแต่ไหนแต่ไรมาที่สองคนนี้มักจะมีสัญชาตญาณและพฤติกรรมที่ละม้ายคล้ายคลึงกันอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าก็นะ... ฝาแฝดร่วมสายเลือดนี่เนอะ ย่อมมีจิตสัมผัสที่ตรงกันเป็นธรรมดา
“มีอะไรกับฉันอีกไม่ทราบคะ”
แชมเปญเอ่ยปากตอบกลับไปด้วยใบหน้าบูดบึ้งเซ็งกะตายอย่างถึงที่สุด ลำพังแค่ปัญหาชีวิตส่วนตัวคดีทวงหนี้โหดยังเอาตัวเองแทบไม่รอด แล้วนี่พวกเขาจะยังตามมากวนประสาทรังควานจิตใจเธอเพื่อประโยชน์อะไรกันก่อน? เอาเวลาที่ต้องมานั่งเถียงกับพวกลูกคนรวยนิสัยเสียพวกนี้ ไปเดินหาห้องเช่าซุกหัวนอนคืนนี้ก่อนจะดีกว่าไหม... เงินที่พ่อหยิบยื่นให้มาติดตัวก็มีเพียงแค่สามพันบาทถ้วนเท่านั้นเองนะ ฮือออ สาวน้อยร่ำร้องในใจ
“ขอโทษ ๆ... ที่ปากเสียปรักปรำว่าเธอเป็นเมียน้อยผู้จัดการน่ะ”
แฝดน้องอย่างทรอยรีบเอ่ยปากสลายความตึงเครียดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนระคนกระเง้ากระงอด ใบหน้าหล่อเหลาที่แสร้งทำเป็นสำนึกผิดนั้นช่างดูน่ารักน่าเอ็นดูจนยากจะโกรธลง
“แล้วนี่กำลังจะไปไหน... ให้ฉันไปส่งมั้ย”
ฝั่งเทรย์แฝดผู้พี่ แม้จะยังคงมาดนิ่งทว่าลึก ๆ ภายในใจก็แอบรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อยที่เผลอใช้วาจาค่อนขอดหยาบคายใส่เธอเมื่อครู่ ชายหนุ่มจึงแสร้งเอ่ยปากถามไถ่เผื่อมีสิ่งใดที่ทรงอิทธิพลอย่างเขาจะยื่นมือช่วยเหลือได้บ้าง คนที่ฉลาดเป็นกรดและช่ำชองโลกอย่างเทรย์ มองปราดเดียวผ่านกรอบแว่นหรูก็อ่านสถานการณ์ออกทะลุปรุโปร่ง ว่าผู้จัดการคลับของตนไม่ได้มีความรักใคร่ใยดีในตัวบุตรสาวคนนี้สักเท่าไหร่นัก เพราะฝ่ายนั้นทำเพียงแค่โยนเศษเงินไม่กี่พันบาทให้ตัดรำคาญ แล้วก็สะบัดตูดเดินเข้าเลี่ยงเข้าคลับไปโดยไม่คิดจะเหลียวแลความปลอดภัยของเธอเลยสักนิดเดียว
และในเวลานี้... ผืนฟ้ายามราตรีก็เริ่มคืบคลานเข้าสู่ความมืดมิดอย่างสมบูรณ์แล้วด้วยสิ
