บทที่ 2 บทนำ 2

นี่พวกเขาคงคิดว่าเธอมีซัมติงรอง[1]กับอีตาหน้านิ่งนั่น ก็เลยคิดจะใช้เธอกล่อมเกลาตาบ้านั่นนะสิ...

เหอะ...ให้มารดาเขามากล่อมเกลาเขาเองเถอะ ที่เธอต้องการคือถอนพิษในร่างน้อยๆ ร่างนี้ต่างหาก!

แต่ก็อีกนั่นแหละ...ปากทางเข้า ‘หุบเขาเดียวดาย’ ไม่มีสะพาน เธอที่ไม่มีวรยุทธก็เลยบุกเข้าไปอ้อนวอนเขาไม่ได้ ได้แต่ใช้ท่าไม้ตายจากบรรดานิยายกำลังภายในที่เคยอ่านอย่างการนั่งคุกเข่า ประกาศกร้าวว่าจะไม่ลุกขึ้นจนกว่าอิตาบ้านั่นจะยอมรับเป็นศิษย์ เพราะดูเหมือนจะเป็นทางเดียวที่จะช่วยต่อชีวิตให้ร่างน้อยๆ ร่างนี้

โอย...อยากจะบ้า...

อาจูกัดริมฝีปากแน่น พยายามฝืนประคองให้ร่างโทรมเหงื่อยังคงตั้งตรงอยู่ได้ กลัวว่าถ้าล้มลงเมื่อไหร่ ตัวเองอาจหลับใหลตลอดกาลในร่างคนอื่น แถมยังเป็นในโลกต่างมิติที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นยุคสมัยไหน รู้แต่ว่าน่าจะเป็นแผ่นดินจีนโบราณยุคสมัยที่มีจอมยุทธนั่งเดินลมปราณ มีจ้าวหุบเขา มีวิชาตัวเบา กระโดดทีเดียวก็ปีนต้นไม้ข้ามหุบเขาได้ง่ายๆ มีอะไรอะไรตั้งไม่รู้เท่าไหร่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ...

วิวดีมีหนุ่มหล่อแถมมีเรื่องน่าตื่นเต้นก็ดีอยู่หรอก ร่างนี้ก็ยังเอ๊าะๆ แถมยังทั้งสวยทั้งตัวหอมจนผีเสื้อหลงคิดว่าเป็นดอกไม้อีกต่างหาก อะไรก็ดี๊ดี ดีไปหมด เสียอย่างเดียวที่มันไม่ใช่ความฝัน...

ถ้าเป็นแค่ความฝันก็รีบตื่นทีเถ๊อะ!!!

ถ้าเป็นแค่ความฝัน จะเจ็บจะตายก็ไม่เป็นอะไรหรอก แต่นี่ดันมาปรากฏตัวในร่างคนอื่น มีเลือดเนื้อ มีความรู้สึก มีชีวิต เกิดบาดเจ็บจนตายไปจริงๆ ขึ้นมา เจ้าของร่างนี้จะเป็นยังไง? ที่สำคัญกว่านั้นใครจะรับประกันได้ว่าถ้าตายในโลกนี้แล้วจะได้กลับร่างเดิมในโลกเก่า?

ยิ่งคิดอาจูก็ยิ่งคันหัวใจ ทั้งมโนธรรมทั้งความรักชีวิตทำเอาคนดวงกุดหลงยุคยิ่งโกรธตัวเองจนไม่รู้จะด่าตัวเองเป็นภาษาอะไรดี

อันที่จริง ได้ชะแวบมาอยู่ในร่างสาวสวยวัยขบเผาะ ได้เจอจอมยุทธหล่อๆ มาดเจ้าชายเย็นชาตรงตามสเปคพระเอกนิยายในดวงใจก็ฟินมากจริงๆ อย่างที่ว่านั่นแหละ แต่ไอ้เรื่องที่ต้องมาตายเพราะกินยาสลับขวดตั้งแต่วันแรกๆ ที่ฟื้นขึ้นมาในโลกต่างยุคต่างมิตินี่...มันออกจะดูโง่เกินไปหน่อย

ทั้งโง่และซวยบรมเลย!

ท่ามกลางความเงียบงัน ร่างอ้อนแอ้นอ่อนแรงพยายามเค้นเสียงตะโกนให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้

“จ้าวหุบเขาผู้เมตตา...ได้โปรดรับข้าเป็นศิษย์”

ศิษย์...

ศิษย์...

ศิษย์...

เสียงสะท้อนหวานๆ ค่อนไปทางเย็นยะเยือกคล้ายภูตผีไร้เรี่ยวแรง ทำให้หุบเขาปักป้ายสลักอักษรจีนสั้นๆ ว่า ‘เดียวดาย’ ในยามนี้ ดูน่าขนลุกขึ้นหลายส่วน

ท่ามกลางบรรยากาศสั่นประสาท เจ้าของเสียงขยับมือกุมเข่าที่เจ็บจนชา เริ่มสงสัยว่าคนเราจะตายเพราะปวดเมื่อยได้หรือเปล่า

มือกุมเข่า สมองก็ก่นด่า ไม่กล้าปริปากให้เจ้าตัวเขาได้ยิน

โอย...ไอ้จ้าวหุบเขาหน้าหล่อใจหินนี่ ใจคอจะให้สาวน้อยคุกเข่าจนตายเลยหรือไง!

ผ่านไปหลายชั่วยาม หลังจากที่สมองน้อยๆ ค่อยๆ ว่างเปล่า ภาพเบื้องหน้าเริ่มหมุนคว้าง อาจูถึงได้แน่ใจว่าสิ่งที่ตัวเองคิดอาจจะจริง

อิตาจ้าวหุบเขาใจดำคนนี้ คงไม่แคล้วคิดจะปล่อยให้เธอตายไปทั้งอย่างนี้จริงๆ แล้ว...

“ปาป๊ามาม๊าบนสวรรค์...หนูจะตามไปหาแล้วนะ” อาจูพึมพำเป็นภาษาไทยเสียงสั่น ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงเลือกพูดออกมาเป็นภาษาไทย ทั้งๆ ที่สมองก้อนน้อยๆ หรืออาจเรียกว่าความคุ้นชินของร่างนี้ มักทำให้ทุกประโยคที่พูดออกมา กลายเป็นภาษาจีนที่เธอเองก็ไม่แน่ใจนักว่าเป็นภาษาจีนโบราณหรือไม่โบราณแค่ไหน บางทีเธอคงจะอยากตายในฐานะ ‘ป้อจู’ มากกว่าเด็กสาวความจำเสื่อมไร้ชื่อเรียกละมั้ง

เพียงเสี้ยววินาทีหลังเอ่ยประโยคนั้น ร่างน้อยๆ ดูบอบบางค่อยๆ เอนตัวล้มลงช้าๆ ชนิดที่ว่า ถ้าอาจูมีตาทิพย์มองเห็นตัวเองในตอนนี้ เธอคงยกมือขึ้นชี้หน้าตัวเองแล้วตะโกนใส่ดังๆ ว่า

“ละครมาก!”

แต่เธอไม่ได้เห็น...

เธอหมดสติไปทั้งอย่างนั้น

[1] something wrong

บทก่อนหน้า
บทถัดไป