บทที่ 3 หญ้าแสงจันทร์โลหิต

อาจูปรือหนังตาขึ้นอย่างเชื่องช้า พยายามเพ่งมองเงาร่างสง่าผ่าเผยในเครื่องแต่งกายสีน้ำเงินเข้ม ดูสูงส่ง

เสี้ยววินาทีนั้น แสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบเปลือกตาบดบังให้มองเห็นใบหน้าคนเพียงคนเดียวในสายตาไม่ชัดนัก รู้เพียงแต่ว่าท่ามกลางรัศมีสีทองเรืองรอง เงาร่างตรงหน้านี้ดูเย็นชา

ร่างสง่าผ่าเผยในเครื่องแต่งกายสีน้ำเงินเข้มที่ดูเย็นชาร่างนี้ขยับนิ้วมือเรียวสวยรั้งผ้าม่านเข้าหาเสาเตียงแล้วจับมันพันเอาไว้อย่างเนิบช้า

เมื่อผ้าม่านถูกกำจัด แสงตะวันเจิดจ้าก็สาดเข้าปะทะ ทำเอาเธอตาพร่า

“รู้สึกตัวเสียที” น้ำเสียงเข้มขรึมทรงเสน่ห์ขับให้เงาร่างในสายตาเธอ

ดูสูงส่งเลิศลอยขึ้นอีกแปดส่วน

อาจูเหม่อมองอยู่นาน นานจนม่านหมอกพร่ามัวจางหาย ทิ้งภาพ ‘คุณชาย’ ที่ดูหล่อเหลายิ่งกว่าพระเอกหนังจีนเรื่องไหนๆ ไว้แทนที่

“...เทพ...เทพบุตรชัดๆ...”

ถ้าไม่เคยพบเขาในสภาพนี้มาก่อน เธออาจเพ้อใส่หน้าเขาประมาณนี้

แต่เพราะเธอไม่ใช่แค่เคยพบเขามาก่อน แต่ยังตื่นขึ้นมาเจอเขาในสภาพแบบเดิมๆ แบบเดียวกันนี้มาแล้วถึงสองครั้ง ครั้งแรกคือตอนที่เธอเพิ่งจะฟื้นขึ้นมาในโลกนี้ ครั้งที่สองคือตอนที่รู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งหลังกินยาพิษร้ายแรงเข้าไป พอต้องมาพบกันในรูปแบบเดิมเป็นครั้งที่สาม นอกจากจะไม่ประทับใจแล้ว เธอยังอยากแค่นเสียงใส่เขาอีกว่า “สารรูปหลอกลวง!”

“เซียนเซิง[1]...” อาจูฝืนผุดลุกขึ้นจากเตียง ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าร่างสูงสง่า เสี้ยววินาทีนั้น การฝืนลุกจากเตียงลงมานั่งคุกเข่าทำเอาคนเพิ่งรู้สึกตัวเจ็บแปลบจนน้ำตาเล็ด เพียงชั่วอึดใจ น้ำหยดหนึ่งก็ไหลร่วงรดแก้มนวลผิวบางใสโดยไม่ต้องเสแสร้ง

“เซียนเซิง...นี่ท่านยอมรับข้าเป็นศิษย์แล้วใช่ไหม” น้ำเสียงหวานๆ ฟังดูอ่อนแรงที่หลุดออกมาจากปากตัวเองทำเอาอาจูยังอดสงสารตัวเองไม่ได้ ได้แต่หวังว่าความน่าเวทนาระดับนี้จะช่วยสั่นสะเทือนหัวใจที่ทั้งเย็นชาและแข็งกระด้างยิ่งกว่าหินของผู้ชายตรงหน้าได้บ้าง

“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าไม่ต้องการรับศิษย์ หากต้องการฝึกเดินลมปราณทะลวงจุด ให้ไปหาผู้อื่นเสีย” เขาบอกเน้นถ้อยเน้นคำ

อาจูหัวใจกระตุกวูบ รีบใช้ทักษะที่มั่นใจว่าถนัดที่สุดในชีวิต

“แต่...เซียนเซิง...ศิษย์ผู้นี้จะไปหาผู้ถึงพร้อมด้วยคุณธรรม ทั้งยังเชี่ยวชาญทั้งวรยุทธและการแพทย์อย่างท่านได้ที่ใด ในสายตาศิษย์ ผู้ที่จะเยียวยาร่างนี้ได้ ก็มีแต่ท่านเท่านั้น” ก็แน่ละสิ...ยาพิษชนิดไม่มียารักษาที่ข้ากินเข้าไปเป็นของท่าน ในเมื่อท่านเป็นคนคิดค้น กระทั่งท่านยังไม่มีปัญญารักษา แล้วหมอที่ไหนจะช่วยข้าได้ หึ!

ยังไม่นับอีกว่าตอนนี้เธออยู่ในร่างเด็กสาวความจำเสื่อม ไร้ญาติขาดมิตร นอกจากเงินถุงที่เขาทิ้งไว้ให้ก็ไม่มีของมีค่าอะไรติดตัวเลยสักชิ้น ร่างกายอ่อนแอไม่เป็นวรยุทธ

ในโลกยุคโบราณที่ท่านบุรุษสูงส่งเทียมเมฆา ชีวิตสตรีต่ำต้อยกว่าเศษหญ้า แถมยังมีการแบ่งชนชั้นทางสังคม ต่อให้เด็กสาวรูปลักษณ์งดงามโดดเด่นชนิดนี้ไม่โดนจับไปขาย หรือโดนบังคับให้ไปเป็นอนุของคนบ้ากามชั่วช้า เกิดระหว่างเดินทางไปนั่นมานี่ดันจับพลัดจับผลูอาการกำเริบขึ้นมากะทันหัน แล้วหาใครมาช่วยเดินลมปราณทะลวงจุดให้ไม่ได้ ผลลัพธ์ก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น

เพราะฉะนั้น...เกาะติดตานี่ไว้นี่แหละ ทางออกที่ดีที่สุด!

อย่างน้อยก่อนหน้านี้เขาก็ช่วยชีวิตเธอไว้ ทั้งยังยอมเสียเวลาขลุกตัวอยู่ในวัดร้างเพื่อรักษาเธอตั้งเป็นเดือนๆ โดยที่ไม่ได้ทำอะไรนอกลู่นอกทางกับร่างงามล่มเมืองไร้สติ สาวๆ ขาวๆ หอมๆ แถมยังมีหน้าอกหน้าหน้าใจอวบอึ๋มเกินอายุร่างนี้แม้แต่น้อย ล่าสุดก็ยังช่วยอุ้มคนหมดสติอย่างเธอข้ามหุบเหวมานอนพักรักษาตัวบนเตียงอุ่นๆ วัดจากเรื่องนี้ อย่างน้อยๆ คนคนนี้ก็น่าจะเป็นผู้ชายมีศักดิ์ศรีและมีมโนธรรมอยู่มาก เอ่อ...ถ้าไม่นับเรื่องที่เขายืนกรานจะเซย์บ๊ายบาย[2] ปฏิเสธที่จะรักษาอดีตคนไข้ทั้งๆ ที่รู้ว่าเธอดันไปกินยาที่เขามอบให้เก็บไว้ใช้ปกป้องตัวเองแทนที่จะกินยาที่เตรียมไว้ให้ใช้รักษาอาการปวดศีรษะ...เรื่องที่ทอดทิ้งเด็กสาวความจำเสื่อมที่โดนพิษร้ายแรงไว้กลางป่าเพียงลำพัง แล้วก็เรื่องที่ปล่อยให้สาวน้อยน่าสงสารคนหนึ่งนั่งคุกเข่าตั้งหลายชั่วยามน่ะนะ...

หลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน ในที่สุดตาหน้านิ่งก็ขยับริมฝีปากเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเนิบช้า “คุณธรรมรึ? ข้าเพียงช่วยรักษาตอบแทนที่ช่วยหลั่งเลือดเลี้ยงหญ้าแสงจันทร์โลหิตเท่านั้น”

ห๊ะ?

หญ้าบ้าบออะไรกัน แล้วหลั่งเลือดอะไร จำไม่เห็นได้สักนิด!

[1] 先生(เซียนเซิง) คำว่า先(เซียน) หมายถึง ก่อน  生(เซิง) หมายถึง เกิด  รวมแล้ว 先生จึงหมายถึงผู้ที่เกิดก่อน หรือแปลได้ว่า “ผู้อาวุโส” ในตอนแรกใช้เป็นคำเรียกปัญญาชนอย่างให้เกียรติ ต่อมาใช้เป็นคำเรียกครูอาจารย์ ในปัจจุบันคำนี้หมายถึงคุณผู้ชาย

[2] say bye bye

บทก่อนหน้า
บทถัดไป