บทที่ 8 โชคหมด

“เกรงว่าโชคดีของเจ้าคงหมดลงเพียงเท่านี้”

“แค่ก แค่ก แค่ก” สาวงามถึงขั้นสำลักน้ำแกง “ซะ ซือฝุ ท่านมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมข้าถึงไม่ได้ยินเสียงอะไรสักนิด!” ตอนเธอแอ๊บแบ๊วทำตัวโลกสวยไม่ยักกะโผล่มา ดันโผล่มาอิตอนเผลอเผยธาตุแท้ซะได้ โอย...พัง!

จ้าวหุบเขาเดียวดายจ้องมองลูกศิษย์คนใหม่ที่สำลักน้ำแกงไก่จนใบหน้าแดงก่ำ น้ำหูน้ำตาไหล ไอไม่หยุด แล้วเลื่อนสายตาลงมองบรรดาจานชามที่แทบไม่มีเศษอาหารหลงเหลือ จากนั้นก็เลื่อนสายตากลับขึ้นมองหน้าเธออีกครั้ง

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สีหน้าแววตาสงบนิ่ง คล้ายเทพเซียนผู้สูงส่ง

“นั่นคงเพราะเจ้าเป็นผู้มีสมาธิจดจ่อเป็นเลิศกระมัง”

มีสมาธิจดจ่อเป็นเลิศ...?

กับอาหารเนี่ยนะ!

อาจูอดช้อนตาจ้องหน้าเขากลับไม่ได้

“นี่ท่านกำลังแดกดันข้าใช่ไหม? จงใจด่าข้าว่าเป็นลูกหมูจอมตะกละสินะ!” ถ้าไม่ติดว่าไอหนักจนพูดอะไรไม่ได้ เธออาจหลุดโวยวายใส่ต้นเหตุที่ทำให้ตัวเองต้องสำลักไปแล้ว

หึ...ทั้งหมดก็เพราะท่านนั่นแหละ ใครใช้ให้ท่านปรากฏตัวโดยไม่ให้ซุ่มให้เสียงกันล่ะ!

ท่านจ้าวหุบเขาไม่ใส่ใจสายตากล่าวโทษนั้น ทำเพียงฉวยข้อมือขาวผ่องขึ้นจับชีพจรด้วยสีหน้าสงบนิ่งเหมือนรูปสลัก

เมื่อเขาขยับเข้าชิดใกล้ กลิ่นหอมแปลกประหลาดชวนละเมอก็คล้ายจะค่อยๆ เลื้อยรัดรอบตัวเธออย่างอ่อนโยนทว่าแนบแน่น

กลิ่นดอกท้อ...ไม้หอม...ผสมกับสมุนไพร...?

นี่เขาเพิ่งอาบน้ำมารึ...?

“อิ่มแล้วหรือยัง”

คำถามสั้นๆ ดึงให้ลูกศิษย์ที่กำลังจะลดสายตาลงสำรวจเรือนร่างอาจารย์ได้สติ

อาจูอยากจะตอบว่า “ยัง” แต่นึกถึงประโยคที่ชวนให้รู้สึกว่าโดนหลอกด่าประโยคนั้นแล้วก็ออกปากขอกินต่อไม่ลง ได้แต่ใช้แขนเสื้อซับมุมปากเบาๆ พยายามสะกดความรู้สึกอยากไอ ตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวลราวกับเรื่อง

น่าขายหน้าเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น

“เจ้าค่ะ...”

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามมา” ว่าจบ จ้าวหุบเขาเดียวดายก็ปล่อยมือ กลับหลังหัน

ไม่ทันจะก้าวขา จู่ๆ ท่านจ้าวหุบเขาก็หยุดชะงักคล้ายนึกบางอย่างที่สำคัญมากๆ ขึ้นได้ อาจูจึงวางท่าสงบเสงี่ยมยืนรอฟังด้วยความตั้งใจ

“เก็บจานชามพวกนั้นมาด้วย” เขาบอกเสียงขรึม

ห๊ะ?

เก็บโต๊ะ? แค่นี้น่ะนะที่นึกได้?

ไม่ทันที่อาจูจะได้ถามอะไร ร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มก็เริ่มเคลื่อนที่อีกครั้ง เธอจึงต้องรีบยกถาดไม้ที่วางรองชุดอาหารเช้าทั้งหมดอยู่อีกชั้นเดินตามเขาไปอย่างช่วยไม่ได้

บทก่อนหน้า
บทถัดไป