บทที่ 4 จะจ้องข้าอีกนานหรือไม่?
ตอนนี้นางไม่ได้มองมาที่เขาแล้ว นางกำลังมองไปรอบๆถ้ำ นางกำลังสำรวจทุกอย่างภายในถ้ำ นางรู้สึกคอแห้งจึงลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
หลี่ซ่งหมินเห็นกิริยานั้นของนางจึงเอ่ย
“ถ้าเจ้าหิวก็คงต้องทนเอา”
เขายังคงกล่าวอย่างเย็นชา ใบหน้ายังคงนิ่งเฉยไร้อารมณ์ใดๆ
“เพราะข้าไม่มีเรียวแรงมากพอจะไปหาของกินมาให้”
เขากล่าวอย่างไร้ซึ่งไมตรีตามวิสัย เขาไม่เคยคิดที่จะผูกมิตรสานไมตรีกับสตรีนางใด
หงเหม่ยหลงเพียงปรายตามองมาทางชายหนุ่มอีกครั้ง แล้วมองเลยไปทางด้านหลังของเขา
ธนูที่ปักอยู่ตรงกลางหลังของเขานั้น บัดนี้ถูกหักปลายออกไปแล้ว เหลือเพียงหัวธนูที่ยังคงปักติดคาปากแผลอยู่โดยมีเลือดไหลซึมจนแห้งติดอยู่โดยรอบ
นางจึงเอ่ยกับเขา “ประเดี๋ยวข้าจะออกไปหามาเอง ท่านพักเถอะ”
จบคำหงเหม่ยหลงก็พยุงตัวเองให้ลุกขึ้น
เมื่อลุกขึ้นได้แล้วก็พยายามเดินออกไป ใช้มือข้างหนึ่งไต่ผนังถ้ำไปเรื่อยๆ
ชายหนุ่มมองตามร่างระหงที่กำลังเดินออกไปอย่างยากลำบาก
เห็นได้ชัดว่านางเองก็บาดเจ็บอยู่ไม่น้อย
จะร้องห้ามก็ปากหนัก มันมิใช่วิสัยของเขา
เวลาผ่านไปซักพัก
ร่างบางก็กลับเข้ามาพร้อมกับผลไม้บางชนิดและใบไม้ใบหญ้า ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสมุนไพร
หลี่ซ่งหมินมองตามทุกกิริยาของนาง
เขานั่งมองนางอยู่อย่างนั้น
ดวงตาคมดำดิ่งลึกไร้ก้นบึ้งของเขายังคงเก็บซ่อนอารมณ์ต่างๆเอาไว้ได้อย่างมิดชิด
“ข้าหามาได้เท่านี้ ท่านกินเถอะ” หงเหม่ยหลงเอ่ยพลางวางผลไม้ไว้ด้านหน้าของชายหนุ่มก่อนจะอ้อมมานั่งลงตรงทางด้านหลังของเขา
“ท่านจะกินก่อน หรือทำแผลก่อนดี” นางเอียงหน้ามาถามเขาจากทางด้านหลัง
หลี่ซ่งหมินเอียงหน้าไปทางหงเหม่ยหลง เขากำลังจะตอบนาง แต่หญิงสาวชิงเอ่ยขึ้นมาก่อน
“ข้าจะทำแผลให้ก่อนก็แล้วกัน ถ้ากินก่อนอาจจะสำลักออกมาจนหมด เสียดายของ” นางกล่าวแค่นั้นด้วยดวงตาคมดุไร้ซึ่งแววหลงใหลใดๆในตัวของชายหนุ่ม
หญิงสาวใช้มือเอื้อมหยิบผลไม้ที่อยู่ตรงหน้าของชายหนุ่ม ใบหน้างามเฉียดปลายจมูกของเขาไปเพียงเสี้ยวเส้นบางๆ
“อ่ะ กัดเจ้านี้ไว้” นางเอ่ยแค่นั้นพร้อมกับยกผลไม้ขึ้นมาใกล้กับริมฝีปากของเขา
หลี่ซ่งหมินเพียงรับเอาไว้ในมือ มิได้กัดเอาไว้อย่างที่นางบอก
หงเหม่ยหลงไม่ได้สนใจการกระทำของเขาที่ขัดคำสั่งของนางแม้แต่น้อย นางเพียงหันหน้าไปสนใจอยู่กับการถอดเสื้อของชายหนุ่ม
หญิงสาวเอื้อมมือมาปลดสายคาดเอวของเขาจากทางด้านหลังก่อนจะค่อยๆปล่อยให้สาบเสื้อคลายตัวเองออก
นางบรรจงถอดเสื้อของเขาออกอย่างเบามือเพื่อหมายจะดูบาดแผลที่แผ่นหลังของเขา
หลี่ซ่งหมินรู้ถึงเจตนาของนาง จึงมิได้ขัดขืนแต่อย่างใด เขาจึงเพียงนั่งเฉยๆปล่อยให้หญิงสาวเปลื้องผ้าท่อนบนของเขาอยู่อย่างนั้น
เมื่อเสื้อคลายตัวออกจากลำตัวท่อนบนเผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างใหญ่ของชายหนุ่ม หงเหม่ยหลงจึงไล่สายตาสำรวจบริเวณแผ่นหลังของเขาจนสามารถมองเห็นบาดแผลต่างๆได้อย่างชัดเจน หญิงสาวจึงใช้มือเรียวงามข้างหนึ่งของตนจับและกดไหล่ข้างหนึ่งของชายหนุ่มเพื่อยึดเอาไว้ ส่วนอีกข้างหนึ่งก็บรรจงจับหัวธนูที่คาปากแผลอยู่
สวบ! เสียงเบาๆของหัวธนูเสียดสีกับผิวเนื้อเมื่อถูกดึงออกมาจากปากแผลอย่างรวดเร็ว
แผ่นหลังของบุรุษตรงหน้าเกร็งตัวอย่างเห็นได้ชัด แต่ไม่มีเสียงร้องที่แสดงถึงความเจ็บปวดใดๆออกมาจากริมฝีปากได้รูปของเขาแม้แต่น้อย
มีเพียงผลไม้ในมือเท่านั้นที่ เละแหลกเหลว
“บอกให้กัดเอาไว้ก็ไม่เชื่อ อดกินแล้วนั่น” หงเหม่ยหลงพูดเยาะเย้ย พร้อมกับนำสมุนไพรที่หามาได้ อุดปากแผลให้อย่างรวดเร็วแต่เบามือ
ทุกบาดแผลบนแผ่นหลังของหลี่ซ่งหมินถูกสมุนไพรปกปิดเอาไว้จนครบทุกริ้วรอย
หลี่ซ่งหมินเอียงหน้าปรายตามองใบหน้าซีดเซียวของหญิงสาวเป็นเชิงคำถาม
“มันเป็นสมุนไพรสำหรับห้ามเลือด และลดการอักเสบได้เป็นอย่างดี” นางชิงตอบก่อนที่ชายหนุ่มจะเอ่ยถาม
ชายหนุ่มหรี่ตามองหญิงสาวอย่างสำรวจ พินิจ พิจารณา
นางเป็นใคร มาจากไหน ทำไมถึงมาอยู่ในที่ทุรกันดารแห่งนี้ได้
นี่เป็นครั้งแรกที่เขานึกอยากรู้ที่มา ที่ไป ของสตรีแปลกหน้า
สตรีที่เขาพบเจอมักจะมีใบหน้าสวยงาม อ่อนหวาน กิริยามายาทเรียบร้อย นุ่มนวล น่าทะนุถนอม
ทุกนางล้วนแล้วแต่จะต้องสวยสง่าดูดีอยู่ตลอดเวลา
แต่ละนางต่างประทินโฉมเอาไว้อย่างครบเครื่องครบครัน ใส่จริตมารยาเอาไว้อย่างสูงค่ามากมาย
และที่สำคัญส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ดูอ่อนแอ
แต่นาง...
ท่าทางมอมแมมคล้ายกับผ่านการต่อสู้ตรากตรำมาอย่างหนักหนาสาหัส
การแต่งกายของนางคงไว้ซึ่งความทรงพลังมิได้สวยงามแต่อย่างใด ใบหน้าของนางแม้ว่าจะซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัดแต่ช่างดูดุดันผิดจากสตรีทั่วไป
ดวงตาของนางคมเฉี่ยวน่าเกรงขาม สายตายามมองมาแต่ละครั้งคล้ายดั่งนางพญาก็ไม่ปาน ท่าทางมั่นใจนั่นอีก ถึงแม้ว่าร่างกายของนางจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าบาดเจ็บสาหัส แต่กิริยาของนางไม่อ่อนแอเลยสักนิด
“จะจ้องข้าอีกนานหรือไม่” รอบนี้เป็นหงเหม่ยหลงบ้างที่เป็นฝ่ายถาม
ทำเอาหลี่ซ่งหมินต้องรีบออกจากภวังค์ก่อนจะกระพริบตาถี่ๆเช่นกัน
