บทที่ 12 คนแปลกหน้า

‘นี่กูย้อนกลับมาในอดีตแล้วเหรอวะ?’

‘แล้วลุงคนนั้นให้กูกลับมาแก้ไขเรื่องอะไร?’

‘แล้วลุง แม่ง เขาหายไปไหน?’

ผมกำลังตกใจ สับสน งงงวย และรู้สึกกลัวจับหัวใจ เพราะลุงชุดไทยคนนั้นไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรผมเลย แค่บอกว่าให้กลับมาแก้ไขเรื่องราวในอดีต อดีตสมัยไหนก็ไม่รู้ แก้ไขเรื่องอะไรก็ไม่บอก และที่สำคัญ ‘กูจะกลับไปปัจจุบันยังไงก๊อนนนน! มาบอกกูก๊อนนน!!!’

“เอะอะอะไรกัน เสียงดังเข้าไปถึงข้างใน”

ระหว่างที่ผมกำลังยื้อยุดอยู่กับผู้ชายสองคนนั้น ก็มีคนคนหนึ่งก้าวออกมาจากตัวบ้าน เขาถามด้วยเสียงดังกังวาน กระแสเสียงนั้นมีทั้งอำนาจ ความเมตตา และความหงุดหงิดรำคาญใจ

“คนบ้าขอรับ มาจากไหนก็มิมีใครเห็น โผล่ขึ้นมาจากบึงบัว แล้วก็วิ่งปรี่จะเข้าไปในเรือนขอรับ” ผู้ชายในโจงกระเบนสีตุ่นขาด ๆ ที่จับท้ายทอยของผมให้ก้มต่ำ รีบรายงานด้วยท่าทางพินอบพิเทา

สงสัยคนมาใหม่นั่นคงเป็นเจ้านาย ขอดูหน้าเสียหน่อยเถอะ เผื่อว่าจะคุยกันรู้เรื่องมากกว่าลูกน้อง ผมจึงใช้จังหวะที่พี่ล่ำข้าง ๆ เผลอ สะบัดตัวออกแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาเป้าหมายใหม่ทันที

“โอ้วไม่”

เพียงแค่ผมเงยหน้าขึ้นไปเท่านั้น เนื้อตัวของผมก็ชาวูบ เท้าที่ตั้งใจจะก้าวไปข้างหน้า จู่ ๆ ก็ก้าวขาไม่ออกเสียอย่างนั้น เพราะผมจดจำใบหน้าของผู้ชายคนนั้นได้เป็นอย่างดี… ผู้ชายในภาพวาด!

“คุณ!”

ในขณะที่ผมกำลังตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้างอย่างคนที่กำลังประสบกับเรื่องราวไม่คาดฝัน ชายตรงหน้านั้นก็ดูเหมือนจะมีอาการไม่ต่างจากผมเท่าไรนัก เพียงแต่ผมไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไร

เขาทำเพียงจ้องมองผมไม่วางตา ถ้าพบกันในช่วงเวลาปกติในยุคปัจจุบัน ผมคงเข้าข้างตัวเองว่าชายตรงหน้ากำลังประทับใจในเฟิร์สอิมเพรสชันระหว่างผมกับเขา แต่ทว่านี่มันในอดีตนะ ยุคไหนก็ไม่รู้ ไอ้สายตาแบบนั้นน่ะ จะจับกูไปเฆี่ยนหรือเปล่าวะ?

“ไอ้หนุ่มนี่แต่งกายประหลาดนักขอรับ หน้าตาผิวพรรณก็ต่างจากทาสจากไพร่ ไว้ผมก็ทรงพิลึก แล้วยังสีทองอย่างกับพวกฝรั่ง หรือว่ามันจักมากับพวกมิชชันนารีขอรับคุณพร้อม” พี่ล่ำที่ยังยึดแขนผมไว้รีบออกความเห็น นั่นทำให้ผมได้รู้ว่าชายตรงหน้ามีชื่อว่า ‘คุณพร้อม’

“เป็นคนของแหม่มแคลรึ?” คุณพร้อมสุดหล่อไพล่มือทั้งสองข้างไปไว้ด้านหลัง เขายืนหลังตรงอกผายไหล่ผึ่ง ทำให้แม้จะอยู่ในชุดลำลองอย่างกางเกงแพรสีม่วงกับเสื้อกุยเฮงสีขาวเหมือนคนแก่ที่ถือศีลอยู่ในวัด เขาก็ยังดูดีมีเสน่ห์ จนผมอยากจะร้องเพลงของพี่ป้างให้ฟังอีกสักรอบ

‘ไม่ได้สินินิว มึงจะมามัวมองผู้ชายไม่ได้ มึงต้องรีบหาทางหนีทีไล่ หาทางรอดตายให้ได้ก่อน ไม่อย่างนั้นนอกจากมึงจะไม่ได้เป็นเจ้าของคฤหาสน์กลิ่นโกมุทแล้ว มึงอาจจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งในอดีตที่นี่ก็ได้’

เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมก็รีบคิดวิเคราะห์แยกแยะสิ่งที่ได้ยินมาทั้งหมด ทำให้รู้ว่าหนึ่งในพวกมิชชันนารีที่พี่ล่ำพูดถึงต้องมีคนหนึ่งชื่อแหม่มแคล ผมจึงนิ่งเงียบและพยายามเก็บรายละเอียดต่อไป

“แต่แหม่มแคลเดินทางไปนครศรีธรรมราชตั้งแต่เมื่อวานมิใช่หรือขอรับ กระผมได้ยินคุณหนูพิมบอกว่าจะต้องหยุดเรียนภาษาประกิตอีกตั้งหลายเดือนเพราะครูแหม่มไม่อยู่นี่ขอรับ”

อะ มีตัวละครเพิ่มอีกหนึ่ง ‘คุณหนูพิม’

“นี่เอ็งจะมิพูดกระไรเลยรึไอ้หนุ่ม เป็นใครมาจากที่ใด เข้ามาในเรือนกลิ่นโกมุทได้เยี่ยงไรก็รีบบอกคุณพร้อมไปประเดี๋ยวนี้!” พี่ล่ำอีกคนขู่ผมฟ่อ ๆ

คงถึงเวลาที่ผมจะต้องใช้พรสวรรค์ที่มีมาตั้งแต่เด็กเสียแล้วละครับ เมื่อคิดได้ดังนั้นผมก็รีบแนะนำตัวทันที “ผมชื่อนิรินธน์ครับ แหม่มแคลส่งผมมาสอนภาษาอังกฤษให้คุณหนูพิมในระหว่างที่แหม่มแคลไปนครศรีธรรมราชครับคุณพร้อม” ท้ายประโยคผมพยายามลดเสียงให้ดูอ้อนหน่อย ๆ เรียกชื่อชายตรงหน้าอย่างไม่ติดขัด ราวกับรู้จักเขามานานแล้ว

ต้องขอบคุณไหวพริบในการเอาตัวรอดของผมครับ เพราะดูเหมือนว่าพี่ล่ำทั้งสองคนข้าง ๆ จะเชื่อผม ฝ่ามือแข็ง ๆ ที่ยึดต้นแขนผมอยู่จึงได้ผ่อนแรงลง ก่อนที่พวกเขาจะย่อเข่าลงเล็กน้อยเมื่อรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยกว่า แต่ทว่า… ดูเหมือนคุณพร้อมสุดหล่อจะยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร

“กระนั้นรึ ข้ามิเคยได้ยินยัยหนูพิมว่าแหม่มแคลจักส่งใครมาสอนแทน” เขาจึงหรี่ตามองผมแล้วถามออกมา

“แหม่มแคลคงลืมบอกมั้งครับ แฮร่” ผมฉีกยิ้มจนตาหยี ในใจได้แต่ร้องภาวนา ‘เชื่อกูเถอะ เชื่อกูเถอะ’

คุณพร้อมมองสำรวจผมตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกรอบ ก่อนจะระบายลมหายใจออกมาเบาๆ “ถ้าเช่นนั้นก็เข้ามา”

‘โฮ่วววว ลุ้นจนเยี่ยวจะเล็ด’ ผมพรูลมหายใจออกมาแรง ๆ ก่อนจะเดินตามคุณพร้อมเข้าไปในบ้านกลิ่นโกมุทที่คนในยุคนี้ยังเรียกว่าเรือน

ภายในตัวบ้านยังดูใหม่มาก มันคงเพิ่งจะถูกสร้างมาได้ไม่นาน และถ้าเทียบกับโครงสร้างในปัจจุบัน มันยังมีเพียงแค่ปีกด้านซ้ายเท่านั้น ภายในบ้านตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ แต่มีลวดลายแกะสลัก บางชิ้นก็มีการฝังมุกด้วย

เคยได้ยินมาว่าต้นตระกูลกลิ่นโกมุทมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ อย่าบอกนะว่าผมย้อนอดีตมาไกลขนาดนั้น

บทก่อนหน้า
บทถัดไป