บทที่ 14 คุณครูคนใหม่

“คุณพร้อม!”

ผมอุทานออกมาเสียงดังอย่างเสียจริต เพราะไม่คิดว่าคนที่ยืนเอามือไพล่หลังแล้วยื่นหน้าเข้ามาเรียกผมอยู่นั้นจะเป็นคุณพร้อม

‘นี่กูยังอยู่ในอดีตอยู่เหรอวะ? ฉิบหายละ!’

“ทำไมมาหลับทั้งผ้าเปียก ๆ เช่นนี้ มิกลัวได้ไข้รึ?”

ผมกะพริบตาปริบ ๆ ทั้งกำลังเพลินกับการมองท่าทางอบอุ่นของคนถาม ทั้งกำลังตีความกับความหมายของมัน ‘ขอทวนคำถามอีกครั้งได้มั้ยครับ ได้ไข้ ได้ไข้…? อ้อ… ไม่สบาย’

“พอดีว่าผมเดินทางมาไกล รู้สึกเพลียก็เลยเผลอหลับไปน่ะครับ” ผมรีบแก้ตัว “อีกอย่างผมก็กินวิตามินซีทุกวัน ไม่เป็นหวัดง่าย ๆ หรอกครับ… ฮัดชิ้ว!” พูดไม่ทันขาดคำ ก็ระคายทางเดินหายใจจนกลั้นไว้ไม่ไหว ขายหน้าฉิบหายเลยกู

“ไอ้ซี ๆ กระไรที่กินทุกวันนั่น คงช่วยมิได้แล้วกระมัง ประเดี๋ยวจะให้คนเอายาหมอฝรั่งมาให้ก็แล้วกัน” คุณพร้อมว่ายิ้ม ๆ เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขายิ้มแบบนั้นตอนที่มองผม มันทำให้ผมรู้สึกขัดเขินไม่น้อย ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายก็เต้นรัวเร็วผิดปกติ ฮือ กูหลงรักบรรพบุรุษของคุณเพียงฝันเหรอวะเนี่ย เอาแล้วโว้ย!

คุณพร้อมหมุนตัวเดินออกไป แต่เขาก็หยุดอยู่ตรงประตูห้อง ก่อนจะหันมาบอกกับผม “อ้อ ถ้าตื่นแล้วก็กลับไปที่ห้องของตัวเองเสีย ฉันไม่ชอบนอนร่วมห้องกับใคร” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งคล้ายจะดุแต่ก็ไม่ สายตาที่ใช้มองผมก็คล้ายจะตำหนิแต่ก็เจือไปด้วยแววขบขัน “ห้องของเธออยู่ทางซ้ายมือนั่น” แล้วเขาก็พเยิดหน้าไปทางห้องที่อยู่ตรงข้ามกัน รวมทั้งเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกผมด้วย

‘อ้าว! ก็ห้องทางซ้ายตอนหันหน้าเข้าไง หรือคุณพร้อมจะหมายถึงตอนหันหน้าออกวะ? แล้วใครมันจะไปรู้ล่ะครับ’

พอรู้ตัวว่าเข้าผิดห้อง ผมก็ได้แต่ส่งยิ้มแหะ ๆ ยกมือขึ้นมาลูบท้ายทอยแก้เขิน แล้วก้มศีรษะให้คุณพร้อมเป็นเชิงว่าขอโทษ

แต่พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีคนตัวสูงก็ออกจากห้องไปเสียแล้ว เขาคงไม่โกรธผมหรอกเนอะ ก็ไม่เห็นว่าอะไรนี่นา พอนั่งอยู่คนเดียวผมก็กวาดตามองสำรวจไปทั่วห้อง พลางก็นึกว่าเข้ามาในห้องนี้ทีไรก็รู้สึกอบอุ่นทุกที หัวถึงหมอนทีไรก็หลับเป็นตาย รู้สึกสบายตัวสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ที่แท้ก็เพราะเป็นห้องของคุณพร้อมนี่เอง งื้ออออออ

“ครูนิรินธน์เจ้าคะ คุณพร้อมให้มาตามลงไปรับมื้อเย็นเจ้าค่ะ”

หลังจากผมย้ายมาอยู่ห้องตรงข้ามกับห้องของคุณพร้อมได้ไม่นาน ก็มีเสียงผู้หญิงมาเรียกผมอยู่หน้าห้อง พอผมเปิดประตูออกไปก็พบหญิงสาวคนหนึ่งในชุดเกาะอกกับโจงกระเบนสีคล้ำ ๆ

‘แฟชั่นของสาวยุคนี้เซ็กซี่กว่ายุคปัจจุบันอีกนะเนี่ย แค่เอาผ้ามาพันรอบหน้าอกก็เป็นเกาะอกได้ละ ใส่คู่กับโจงกระเบนก็ดูแปลกตาไปอีกแบบ เคยเห็นแต่ในละครที่เขาแต่งกัน ดาราพวกนั้นมักใส่ชั้นในและเกาะอกจริง ๆ เซฟไว้อีกหลายชั้น แต่สาวยุคนี้คงมีแค่ผ้าพัน ถึงได้เห็นหัวนมพุ่งทะลุเนื้อผ้าออกมา มิน่าล่ะผู้ชายไทยในสมัยก่อนถึงได้มีเมียมากมาย ทั้งเมียบ่าว เมียไพร่ เมียทาสอะไรทำนองนั้น ก็เพราะมันล่อตาล่อใจนี่เอง เอ… ว่าแต่ คุณพร้อมจะมีเมียหรือยังนะ เอ๊ะ! หรือว่าคุณหนูพิมอะไรนั่นจะเป็นลูกของคุณพร้อม?’

“คุณครูเจ้าคะ”

เสียงเรียกของสาวรับใช้ที่นั่งพับเพียบอยู่ที่พื้นดึงผมให้ออกมาจากภวังค์ ก่อนที่ผมจะคิดอะไรฟุ้งซ่านไปมากกว่านั้น

“อะ ครับ ๆ” ผมรีบพยักหน้าเป็นเชิงว่าพร้อมแล้ว เพราะตอนนี้ผมหิวจนไส้จะขาด

“เธอชื่ออะไรเหรอ?” ระหว่างเดินลงบันไดผมก็ชวนเธอคุย

“อิฉันชื่อดวงเจ้าค่ะ” เธอตอบด้วยท่าทางนอบน้อม น้ำเสียงนั้นฟังดูเจียมเนื้อเจียมตัวสุด ๆ

“เป็นคนรับใช้ที่นี่เหรอ?”

เธอชะงักเท้าลง แต่ก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม เพียงก้มหน้าต่ำแล้วถามอย่างสงสัย “คนรับใช้คือกระไรหรือเจ้าคะ?”

“ก็หมายถึงคนที่ทำงานในบ้านหลังนี้ อย่างเช่นทำความสะอาด ทำอาหาร คอยทำตามคำสั่งของเจ้าของบ้านน่ะ”

“อ้อ ใช่เจ้าค่ะ อิฉันเป็นทาสในเรือนนี้เจ้าค่ะ”

‘ทาสเหรอ? ก็จำได้ว่าประกาศเลิกทาสตอน ร. ๕ นี่หว่า หรือว่าจะยังไม่ถึงเวลานั้น จำปีก็ไม่ได้ด้วยสิ นี่แหละตอนเรียนไม่ยอมตั้งใจ’ เมื่อเกิดความสงสัยผมก็เกิดหลุดปากรำพึงขึ้นมา

“ตอนนี้ยังไม่เลิกทาสอีกเหรอ?”

เมื่อดวงได้ยินก็ชะงักเท้าลงแล้วเหลือบมองผมเล็กน้อยราวกับแปลกใจ เธอคงคิดว่าจะเลิกทาสแล้วหรือไม่ทำไมผมไม่รู้ แต่นั่นก็ทำให้ผมได้เห็นประกายความตื้นตันในแววตาของเธอ แล้วเธอก็ยกมือพนมขึ้นท่วมหัว พร้อมกับพูดออกมาอย่างซาบซึ้ง

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณเหลือเกินเจ้าค่ะที่พ่ออยู่หัวทรงประกาศเลิกทาสเมื่อสองปีก่อน แต่พ่อกับแม่ พี่เด่น อิฉัน รวมถึงทาสในเรือนของท่านขุนทุกคนเต็มใจที่จะอยู่รับใช้เจ้านายท่าน เพราะพวกท่านเมตตากรุณากับทาสอย่างพวกเราเหลือเกินเจ้าค่ะ นอกจากจะให้ที่กินที่นอนแล้วยังให้อัฐไว้ใช้จ่ายด้วยเจ้าค่ะ”

“อ้อ แล้วดวงนอนที่ไหนล่ะ?” ผมถามต่อ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป