บทที่ 3 คนคดโกง

ไอ้เหี้ยธาม! ขออนุญาตพูดคำหยาบนะครับ มันลากผมเข้าไปหลังเวทีเตี้ย ๆ ที่จัดงานในโรงแรมแห่งนั้น แล้วมันก็ทั้งเตะทั้งต่อยผม พร้อมกับชี้หน้าด่าว่าอย่าสะเออะเข้าไปยุ่งในงานของมัน ตอนนั้นผมตกใจมาก และไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ผมทั้งคุกเข่าอ้อนวอนกอดขามันทั้งน้ำตา มันถีบผมจนกระเด็นแล้วก็ตามมาเหยียบหน้า พร้อมกับคำอธิบายแบบเยาะหยัน

“ไอ้ควาย มึงคิดว่ากูจริงใจกับมึงเหรอ ที่กูทนเอามึงเพราะเห็นว่านามสกุลชยังกูร ดีใจนึกว่ากูจะตกถังข้าวสาร ที่ไหนได้มึงมันก็แค่ลูกเมียน้อยที่ถูกเอาไปปล่อยไว้ต่างแดน ตอนแรกกูก็นึกว่ามึงทำงานฆ่าเวลาสนุก ๆ เหมือนพวกลูกเศรษฐีที่อยากลองใช้ชีวิตลำบาก ห่ามึงเอ๊ย ที่แท้ก็ลำบากจริงนี่หว่า เชิญมึงกลับไปทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียนให้จบเถอะว่ะ แล้วอย่ามาเสนอหน้าในชีวิตกูอีก”

“พี่ธาม พี่พูดอะไรอะ?” ตอนแรกผมคงยังเจ็ตแล็กอยู่ ก็เลยงง ๆ ว่ามันพูดเหี้ยอะไร แต่พอตั้งสติได้ ก็เข้าใจทุกอย่างทะลุปรุโปร่ง

“ไอ้เหี้ย! มึงเอาเงินกูคืนมาเลยนะ” พอผมได้สติผมก็ทวงทุกอย่างคืนจากมัน “ไอ้แมงดา”

“ถ้ากูเป็นแมงดามึงก็เป็นอีตัวสิวะ” แต่มันก็ยังหน้าด้านไม่ยอมรับ ว่ามันหลอกให้ผมเลี้ยงดูจนหมดตัว

“ไอ้เหี้ย! ไอ้สัด!”

“เอาตัวมันออกไป” 

แล้วมันก็ลากผมไปให้ รปภ. ลากผมออกมาทิ้งไว้ข้างถนนอีกที ผมได้แต่กำหมัดแน่น แล้วมองกลับเข้าไปในนั้น บอกตัวเองว่าสักวันผมจะเอาคืนมันให้ได้

แต่ตอนนี้ผมต้องตั้งสติก่อน สิ่งแรกที่ผมคิดได้ในนาทีนั้นก็คือกลับมาหายายกับป้า ผมนั่งรถโดยสารกลับมายังบ้านเกิดในจังหวัดสมุทรสงคราม แล้วก็เดินเรื่อยเปื่อยมาจนถึงแผงขายอาหารทะเลของยายนี่แหละครับ

“ไม่ได้เจอกันตั้งสองปี ไม่คิดถึงหลานเลยหรือไง ไหน มากอดทีซิ” ผมทวงถามความคิดถึงจากยาย ผู้หญิงหนึ่งในสองคนที่เลี้ยงดูผมมาอย่างยากลำบากกับเศษเงินที่ครอบครัวของพ่อโยนมาให้บ้างเป็นบางครั้ง

“วิดีโอคอลคุยกันทุกอาทิตย์ จะคิดถึงอะไรนักหนาล่ะ ถอยมาตรงนี้ รถไฟจะมาแล้ว เอ็งอยากตายหรือไง” ยายทำเป็นไม่สนใจ แล้วดึงแขนเสื้อของผมให้ห่างออกมาจากรางรถไฟ

ปู๊น ปู๊น

เสียงหวูดดังเตือนอีกครั้ง ก่อนที่รถไฟจะเริ่มเคลื่อนตัวออกจากสถานีอย่างช้า ๆ ผู้คนที่รออยู่สองข้างรางรถไฟต่างยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่าย ผมคงเป็นคนเดียวที่แต่งตัวคล้ายกับนักท่องเที่ยวแต่ไม่สนใจขบวนรถไฟที่กำลังเคลื่อนที่ผ่ากลางตลาดที่พ่อค้าแม่ค้าเพิ่งจะหุบร่มและเก็บร้านหลบกัน

“แต่นิวคิดถึงยายนะ โคตรคิดถึงเลยอะ” ผมพูดกับยายแข่งกับเสียงหวูดรถไฟ

“ฮะ? เอ็งว่าอะไรนะ ข้าไม่ได้ยิน” ยายก็ตะเบ็งเสียงถามกลับ แล้วก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมด้วย

ผมมองผิวแก้มเหี่ยว ๆ ของยาย ที่ดูมันจะเหี่ยวมากกว่าที่ผมเคยเห็นผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือตอนที่คอลคุยกันด้วยความรู้สึกหลากหลาย ก่อนจะก้มลงไปสูดกลิ่นเหม็นเขียวนั้นอย่างแรง

ฟอด!

“เล่นอะไรของเอ็ง” ยายต่อว่าผมอย่างไม่จริงจังนัก คงแค่กลบเกลื่อนความเขินมากกว่า แกเอาพัดมาตีแขนของผม พลางก็พูดเสียงเบาแทบไม่ได้ยิน “ยายก็คิดถึงเอ็งเหมือนกัน”

“ฮั่นแน่” ผมฉีกยิ้มล้อเลียน แล้วก็แกล้งดึงแกเข้ามากอดแน่น ๆ “ยอมรับแล้วใช่มั้ยล่ะว่าคิดถึงนินิว” ผมแทนตัวเองว่านินิวเหมือนตอนที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น แล้วเพื่อน ๆ มักจะมีชื่อสองพยางค์ ผมก็เลยเปลี่ยนชื่อเล่นให้ตัวเองบ้าง จากนิวเฉย ๆ เป็นน้องนินิว

“เออ ๆ ๆ ก็คิดถึงสิวะ ไม่มีคนให้คอยเอ็ดคอยว่า บางทีมันก็เหงาปากเหมือนกัน” ในที่สุดยายก็ยอมรับว่าคิดถึงผม และมันคงมากเลยแหละเพราะว่าผมแอบเห็นแกน้ำตาคลอ ๆ

“โอ๋ ๆ ๆ มาแล้ว นินิวกลับมาหายายแล้วนะ จะอยู่ให้ยายเอ็ดยายว่าสักสองเดือนเลยดีมั้ย” แล้วผมก็ตัดสินใจในนาทีนั้นว่าจะอยู่กับยายช่วงปิดเทอม ระหว่างนี้ก็จะหารายได้ เพื่อใช้เป็นค่าตั๋วเครื่องบินเดินทางกลับไปเรียนต่อด้วย

พอแดดร่มลมตกยายก็ชวนผมเก็บแผง แกบอกว่าจะรีบกลับไปทำอาหารเย็นให้ผมกิน ผมช่วยยายเข็นรถเข็นที่เทินอาหารทะเลแห้งกับปลาทูหลายเข่งเดินทะลุหลังตลาดมาจนถึงหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ มีป้ายชื่อสลักสีแดงเหลือบทองว่า ‘กลิ่นโกมุท’

ไม่ต้องตกใจไปครับ นั่นไม่ใช่บ้านของผม แฮร่…

แต่เป็นบ้านหลังใหญ่ที่ผมแอบเข้าไปเล่นน้ำในสระบัวแดงนั้นอยู่บ่อย ๆ เพราะป้าของผมทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ที่นั่น

“ทำไมมันดูโทรมเร็วจัง” ผมมองลอดรั้วเข้าไป พลางก็ถามยายอย่างสงสัย บ้านหลังใหญ่สีขาวอมเทาที่เคยสวยอลังการกว่าบ้านหลังไหน ๆ ในย่านนี้ ป้าปรางค์เคยเล่าว่ามันเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แม้ว่าจะถูกต่อเติมมาเรื่อย ๆ จากทายาทรุ่นหลัง ๆ แต่มันก็ยังหลงเหลือกลิ่นอายของความเก่าแก่อยู่บ้าง แต่ดูเหมือนว่าทายาทคนปัจจุบันจะดูแลมันไม่ค่อยดีเท่าไรนัก

“ก็ทรุดโทรมไปตามกาลเวลานั่นแหละ คุณเพียงฝันท่านก็เจ็บออด ๆ แอด ๆ สามวันดีสี่วันไข้ ตอนนี้ก็นอนเป็นผักอยู่ในโรงพยาบาลโน่นแน่ะ ลูกหลานก็ไม่มี น่าเวทนา” 

ยายเล่าให้ผมฟังด้วยน้ำเสียงเวทนาจริง ๆ เพราะคุณเพียงฝันที่ยายพูดถึงเป็นเจ้าของคฤหาสน์หลังนี้ ตอนนี้คงอายุสักเก้าสิบแล้วละมั้ง ลูกผัวก็ไม่มี 

“แล้วตอนนี้มีใครอยู่มั้ยยาย”

“ไม่มีหรอก คนงานในบ้านก็ลาออกกันไปหมดแล้ว เหลือแต่นังปรางค์ที่มันยังคอยเข้าไปทำความสะอาดให้อาทิตย์ละครั้ง แล้วก็คอยดูแลคุณเพียงฝันอยู่ที่โรงพยาบาล เพราะเขายังจ่ายค่าจ้างให้มันอยู่ เห็นว่าสั่งจ่ายเข้าบัญชีเป็นรายเดือนละมั้ง”

“เขาขายมั้ยยาย นิวอยากได้จัง”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป