บทที่ 5 เพียงผ่าน

ที่นี่ผมมีเพื่อนสนิทอยู่หนึ่งคนถ้วน เราคบกันมาตั้งแต่อนุบาล ชั้นประถม แล้วก็มัธยมต้น เราห่างกันตอนที่ผมย้ายเข้าไปเรียนต่อมอ ปลายในกรุงเทพฯ แต่กระนั้นก็ยังติดต่อเมาท์มอยกันอยู่เสมอ แม้แต่ตอนที่ผมอยู่ออสเตรเลียก็ตาม มันชื่อพิพิมครับ ชื่อเดิมก็พิมเฉย ๆ นี่แหละ แต่พอผมเปลี่ยนชื่อเป็นนินิว มันก็กระแดะเปลี่ยนตามผมว่า ‘พิพิม’ 

พิพิมเป็นหลานเจ้าของร้านทองในตลาด แต่มันเป็นลูกสาวของเมียคนที่สามของเตี่ย อากงอาม่าก็เลยไม่ค่อยรักเท่าไร เพราะคนจีนจะรักลูกหลานผู้ชายมากกว่า พิพิมมันก็เลยนอยด์ เพราะตอนเด็ก ๆ ทำอะไรก็ไม่เคยเข้าตา มันเลยประกาศกร้าวกับครอบครัวว่าผู้หญิงอย่างมันนี่แหละจะเก่งและดูแลตัวเองให้ได้ดีกว่าหลานผู้ชายห่วย ๆ ไม่เอาไหนของอากงอาม่า

พอมันเรียนจบมอปลายปุ๊บมันก็ย้ายออกมาอยู่หอพักคนเดียว แต่อยู่ซอยเดียวกับร้านทองนั่นแหละ ก็ไม่รู้ว่ามันจะย้ายมาทำห่าอะไร แล้วมันก็ทำงานพาร์ตไทม์ในร้านพิซซ่า หาเงินส่งตัวเองเรียนต่อในมหาวิทยาลัยโดยไม่ยอมขอเงินจากที่บ้านสักบาท นี่ต่างหากนิยามของลูกเศรษฐีที่อยากลองใช้ชีวิตลำบากที่แท้ทรู

ระหว่างที่ผมกำลังชะเง้อเข้าไปในร้านพิซซ่าที่พิพิมทำงานเพื่อมองหาว่ามันอยู่ในร้านหรือเปล่า ทันใดนั้นก็มีรถมอเตอร์ไซค์ที่มีกล่องสีเขียว-แดงวางอยู่ท้ายเบาะปาดเข้ามาตรงหน้าผมพร้อมกับคำทักทายที่คุ้นชิน

“ไอ้เหี้ยนิว!” 

แค่ได้ยินเสียงผมก็จำได้ทันทีว่าเป็นเพื่อนสนิท ยิ่งพอมันถอดหมวกกันน็อกออกมาภาพหน้าของมันก็ชัดเจน จมูกเหมือนหมาตาไม่มีชั้นแบบนี้คือพิพิมแน่นอน 

“อีห่าพิม!” ผมตกใจเพราะล้อหน้าของมอเตอร์ไซค์คันนั้นชนเข้ากับขาของผมจนเซไปด้านหลัง

พลันคนที่คร่อมมันอยู่ก็สับขาตั้งลงอย่างชำนาญ แล้วมันก็กระโดดมากอดคอผมทันที

“กูคิดถึงมึงเหี้ย ๆ เลยนิว”

“เออ กูก็คิดถึงมึง ถึงได้รีบมาหานี่ไง”

“ไหนมึงว่าจะมาอาทิตย์หน้าไง”

“เซอร์ไพรส์!”

ผมพูดคำนั้นเป็นครั้งที่สาม แต่ครั้งนี้มันไร้ซึ่งอารมณ์จนพิพิมมันจับได้ มันจึงถอยห่างจากผมไปสักครึ่งเมตร แล้วก็จ้องหน้าผมอย่างจับสังเกต

“มีเรื่องใช่มะ?”

“สัด! อ่านกูออกตลอด สมเป็นเพื่อนรัก”

“ยาวมั้ยวะ?” มันถามพร้อมกับมองเข้าไปในร้านพิซซ่าเพื่อประเมินว่ามีเวลาฟังปัญหาของผมได้นานแค่ไหน

“เอาไว้มึงว่าง กูค่อยเล่าให้ฟังแล้วกัน วันนี้มึงเลิกงานกี่โมงอะ?”

“บ่ายสอง”

“ทำไมเลิกเร็ว?”

“กูมีนัด” มันบอกยิ้ม ๆ สายตามีเลศนัยสุด ๆ “มึงไปกับกูนะ”

“โอว ม่าย” ผมรีบส่ายหน้า เพราะรู้ว่าถ้ามันทำตาแพรวพราวแบบนั้นไม่มีอะไรหรอกนอกจากนัดกับผู้ชาย ไม่ใช่ผู้ชายธรรมดาแต่ว่าต้องเป็นดาราหรือไม่ก็นักร้องแหละ

“น่านะ แป๊บเดียว เดี๋ยวกูเลี้ยงเหล้า”

เชี่ย เสือกเอาเหล้ามาล่อ

“ที่ไหน?” ผมก็เลยจำใจต้องไปกับมัน

มันบอกชื่อห้างสรรพสินค้าที่เมนของมันมาออกอีเวนต์ที่อยู่ตรงถนนเส้นเลี่ยงเมือง ผมเห็นว่าไม่ไกลมาก แล้วอีกอย่างจะได้ไปซื้อของใช้จำเป็นเพราะผมไม่ได้ขนมามากนักจึงตัดสินใจไปกับมัน หลังคิดว่าจะอยู่เมืองไทยต่ออีกสองเดือนก็คงต้องซื้อของเพิ่ม อย่างน้อยก็เสื้อผ้าสักสองสามชุด

และผมเห็นว่าเหลือเวลาอีกไม่ถึงสองชั่วโมงพิพิมก็จะเลิกงาน ผมจึงเข้าไปนั่งรอมันในร้าน สั่งอาหารเมนูที่ไม่แพงมากนักมาสองอย่าง แล้วก็นั่งละเลียดกินรอมันอยู่ในนั้น 

พอได้เวลาพิพิมก็แปลงร่างเป็นสก๊อยแว้นมอเตอร์ไซค์โดยมีผมซ้อนท้าย มันขี่ลัดเลาะซอยเล็ก ๆ ในตลาด จนกระทั่งมาโผล่ที่ถนนใหญ่เส้นเลี่ยงเมือง แดดเมืองไทยตอนบ่ายสองก็ไม่ปรานีเราทั้งสองคนเลยครับ พิพิมใส่เสื้อแขนยาวแต่ว่าผมใส่เสื้อยืดแขนสั้น ก็ใครจะรู้ล่ะว่ามันจะพามาอาบแดดตอนบ่ายสอง

“มึงบิดไปเร็ว ๆ เลย กูร้อน” 

ผมเร่งเพราะกลัวว่าผิวจะเสีย พิพิมก็ได้ดังใจจริง ๆ มันบิดแบบไม่คิดชีวิตจนผมยาว ๆ ของมันที่เลยขอบหมวกกันน็อกออกมาตีหน้าผมผับ ๆ  ผมตกใจก็เลยเอนตัวไปข้างหลังอย่างอัตโนมัติ แล้วแรงลมก็เกือบทำให้ผมเสียหลัก ดีที่ผมเอื้อมมือไปคว้าเอวพิพิมไว้ได้

แต่พิพิมดันตกใจจนทำล้อหน้าเซ แล้วทันใดนั้น…

ปริ๊น ปริ๊น ปรี๊นนนนน!

เบนซ์สปอร์ตสีขาวที่ขับเบียดเราไปอย่างเฉียดฉิวก็บีบแตรด่า คงเป็นเพราะคิดว่ารถมอเตอร์ไซค์ของเราจะเบียดไปชนมันเข้า แต่ผมว่าเจ้าของรถก็ขับเร็วเกินไปหน่อย

“จะรีบไปตายที่ไหนวะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป