บทที่ 9 ในห้องนั้น

ท่านพูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อนเต็มที 

แต่ยังไม่ทันที่ผมจะถามอะไรต่อ พี่พยาบาลก็เข้ามาพอดี “หมดเวลาเยี่ยมแล้วค่ะ ปล่อยให้คุณยายพักผ่อนก่อนนะคะ ช่วงนี้คุณหมอเพิ่งเปลี่ยนยาตัวใหม่ให้ ท่านจะนอนเยอะหน่อยค่ะ บางทีคุย ๆ อยู่ก็ทิ้งเราให้พูดอยู่คนเดียว หนีหลับเฉยเลย” พี่พยาบาลพูดติดตลก แต่ประโยคถัดมาของเธอก็ทำให้ผมกับป้าปรางค์ดีใจ “แต่ร่างกายของคุณยายตอบสนองกับยาตัวใหม่ดีทีเดียวนะคะ คุณหมอบอกว่าอาจพากลับไปดูแลที่บ้านได้ ไม่จำเป็นต้องนอนติดเตียงอยู่ในโรงพยาบาลแล้ว”

หลังจากนั้นอีกสองวันป้าปรางค์ก็มาบอกกับผมว่าคุณเพียงฝันกำลังจะออกจากโรงพยาบาลในวันพรุ่งนี้ ผมแปลกใจมากเพราะวันก่อนที่ไปเยี่ยมอาการของท่านก็ยังไม่ได้เรียกว่าดี แม้พี่พยาบาลจะบอกว่าดีขึ้นมากเพราะได้ยาตัวใหม่ก็ตาม แต่ถึงกระนั้นผมก็ถูกป้าใช้ให้ไปช่วยกันทำความสะอาดบ้านกลิ่นโกมุท เพื่อเตรียมต้อนรับคุณเพียงฝันกลับมา

“บ้านหลังใหญ่ยังกับวัง เราทำกันแค่สามคนมันจะเสร็จเหรอป้า?” ผมขนเอาอุปกรณ์ทำความสะอาดออกมาจากห้องเก็บของพลางปากก็บ่น เพราะพอกวาดตามองบ้านหลังใหญ่แล้วใจมันท้อ

“ป้าเอ็งเขาเข้ามาทำความสะอาดอยู่อาทิตย์ละครั้ง มันไม่ได้สกปรกขนาดนั้นหรอก ช่วยกันคนละไม้คนละมือประเดี๋ยวก็เสร็จ เอ็งเองก็ว่างอยู่ไม่ใช่หรือไง” ป้าปรางค์ไม่ได้ว่าอะไรแต่ยายใส่ผมชุดใหญ่ “ถือว่าตอบแทนที่ท่านเคยเมตตาก็แล้วกัน”

“นิวก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่ช่วยสักหน่อยนี่ยาย แค่กลัวว่ามันจะเสร็จไม่ทันคุณท่านกลับมาพรุ่งนี้เท่านั้น” ผมแก้ตัว

“อย่างนั้นก็รีบลงมือทำ มัวแต่พูดอยู่นั่นเมื่อไรมันจะเสร็จล่ะ”

ยายพรรณีคนขี้บ่นประจำตลาดกวาดพื้นไปบ่นไป ผมไม่อยากจะเถียงด้วยก็เลยเดินถือไม้กวาดอีกอันกับผ้าและกะละมังใส่น้ำที่ป้าปรางค์ยื่นให้ขึ้นไปทำความสะอาดชั้นบน

มุมหนึ่งของบ้านกลิ่นโกมุทที่ผมชอบมากก็คือบันไดสุดแสนอลังการที่ผมกำลังก้าวขึ้นมานี่แหละครับ ขั้นบันไดเป็นไม้สีขาว ราวบันไดเป็นเหล็กดัดสีทองลวดลายวิจิตรงดงาม ทางเดินขึ้นแยกเป็นสองด้านแล้วมาบรรจบกันตรงกลางตรงกับมุขด้านบน ตรงที่พักบันไดนั้นมีภาพถ่ายของครอบครัวกลิ่นโกมุทตั้งแต่สมัยคุณเพียงฝันยังเป็นเด็ก แต่บรรดาผู้คนในภาพเหล่านั้นผมรู้จักและเคยเจอแค่คุณเพียงฝันคนเดียว

ก็จะเคยเจอคนอื่นได้ยังไงล่ะครับ ขนาดคุณเพียงฝันยังแก่ขนาดนั้น ป่านนี้คนอื่น ๆ คงตายเป็นผีบรรพบุรุษหรือไม่ก็ไปเกิดใหม่กันหมดแล้วละ 

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ก็เกิดมีลมวูบหนึ่งพัดผ่านศีรษะของผมไป ผมรีบหันซ้ายแลขวาว่ามันพัดมาจากทางไหน ก็หาความเป็นไปได้ไม่เจอเลยครับ

“หน้าต่างก็ยังไม่ทันได้เปิด พัดลมแถวนี้ก็ไม่มีสักตัว แล้วลมมาจากไหนวะ?”

ผมยืนมองผลงานของตัวเองอย่างภาคภูมิใจ การใช้ชีวิตเพียงลำพังในควีนส์แลนด์ก็มีข้อดีหลายอย่างเหมือนกันนะครับ จากเด็กที่เคยทำอะไรไม่เป็นเลย ไม่ใช่เพราะว่าถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีหรือว่าป้ากับยายตามใจหรอกนะครับ แต่ว่าผมมันดื้อ แล้วก็ขี้เกียจน่ะ ห่วงแต่เล่นอย่างเดียว ป้ากับยายใช้ให้ทำอะไรผมก็ไม่ค่อยทำ พวกท่านรำคาญก็เลยเอาไปทำเสียเอง แต่ตอนอยู่ที่ควีนส์แลนด์ไม่มีคนคอยบ่นคอยว่า แล้วก็ไม่มีคนมาคอยทำให้ด้วยครับ ผมจึงต้องช่วยเหลือตัวเอง รวมทั้งตอบแทนลูคัสกับเอมมิลี่ด้วย ช่วงที่เธอตั้งท้องเมื่อปีก่อน ผมก็อาสาทำงานบ้านให้ทั้งหมด จนติดนิสัยรักสะอาดมาจนถึงทุกวันนี้

แสงสีทองยามเย็นเริ่มส่องเข้ามาทางช่องหน้าต่างบานสูงตรงสุดทางเดิน บ่งบอกว่าเป็นเวลาเย็นมากแล้ว อีกไม่นานดวงอาทิตย์คงจะลับขอบฟ้า แล้วความมืดในยามราตรีก็จะเข้ามาเยือน

“แล้วกูจะบิลต์ให้บรรยากาศมันน่ากลัวทำไมวะ?”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป