บทที่ 2 บอดี้การ์ดคนที่เจ็ด

เจ๊มี่หน้าเสียทันที 

“ว้าย! ใครเอามาวางพิเรนทร์ๆ ไว้ตรงนี้เนี่ย ขนลุกซู่ไปหมดแล้วฮะ!”

มิลินไม่ตอบ รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้ามลายหายไปในเสี้ยววินาที เธอก้าวฉับๆ เข้าไปดึงซองจดหมายนั้นออกมาด้วยท่าทีนิ่งสงบเกินจริง ภายในซองมีการ์ดแผ่นเล็กสีขาว เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ทว่ากดน้ำหนักปากกาจนกระดาษแทบทะลุ...

 คืนนี้คุณสวยมาก... โดยเฉพาะตอนยิ้มให้ผู้ชายคนนั้น แต่ผมไม่ชอบ 

พี่แป้งรีบชะโงกหน้ามาคว้าการ์ดไปดู สีหน้าของผู้จัดการสาวเปลี่ยนเป็นซีดเผือด 

“อีกแล้วเหรอ... มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วนะมิล คราวที่แล้วก็ส่งรูปแอบถ่ายหน้าคอนโดเธอมา คราวนี้มันตามมาล่วงล้ำถึงลิฟต์ส่วนตัวในงานอีเวนต์แล้วนะ”

“แล้วพี่แป้งจะให้ทำยังไงคะ แจ้งความ? ให้ตำรวจมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวประกาศให้โลกรู้ไหมคะ ว่าซุปตาร์อันดับหนึ่งกำลังโดนไอ้โรคจิตตามสตอล์กเกอร์ชีวิต?” 

มิลินเค่นหัวเราะสั้นๆ อย่างหงุดหงิด เธอกำการ์ดใบนั้นจนยับยู่ยี่ 

“กลับบ้านเถอะค่ะ มิลเหนื่อยแล้ว”

รถตู้สีดำคันหรูแล่นออกจากโรงแรมห้าดาวในเวลาต่อมา ภายในห้องโดยสารเงียบสนิท มิลินเอนศีรษะพิงเบาะ หลับตาพริ้มเหมือนคนไม่ใส่ใจโลกภายนอก แต่หากสังเกตดีๆ ปลายนิ้วเรียวสวยของเธอกลับจิกเข้าหากันแน่นบนตัก... เธอไม่ได้เก่งกล้าไร้ความรู้สึก เธอแค่ซ่อนความหวาดระแวงไว้ภายใต้หน้ากากความเย่อหยิ่งเท่านั้น

“มิล” 

พี่แป้งที่นั่งอยู่เบาะหน้าเอ่ยทำลายความเงียบ “คุณตาโทรมาหาฉันอีกแล้วนะ ท่านเป็นห่วงเธอมาก เมื่อไหร่เธอจะยอมให้เราหาบอดี้การ์ดมืออาชีพมาดูแลจริงจังสักที”

มิลินลืมตาขึ้น เปล่งเสียงหัวเราะเยาะหยัน 

“มิลมีคนขับรถ มีพี่แป้ง มีเจ๊มี่ มีการ์ดหน้างานเป็นสิบคน แค่นี้ยังวุ่นวายไม่พออีกเหรอคะ”

“มันไม่พอ!” 

พี่แป้งหันมามองตรงๆ

 “ถ้าอีกฝ่ายมันฝ่าด่านพวกพี่เข้าถึงตัวเธอได้ทุกครั้งแบบนี้ แปลว่าความปลอดภัยมันหละหลวมเกินไปแล้ว!”

มิลินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเชิดหน้าขึ้น 

“ถ้าจะหา มิลไม่เอาบอดี้การ์ดผู้ชายเด็ดขาดนะคะ มิลรำคาญ คนที่สี่หายใจเสียงดังเหมือนควาย คนที่ห้าฉีดน้ำหอมจนมิลเวียนหัว ส่วนคนที่หก...” 

เธอหัวเราะเย็นเยียบ

 “แอบมองหน้าอกมิลตอนก้มลงหยิบของ”

เจ๊มี่อุทานทันที 

“อุ๊ย อีเวร!”

“เห็นไหมคะ” มิลินกอดอก 

“ขืนรับผู้ชายมาเดินตามอีก มิลได้ตกเป็นข่าวก่อนโดนคุกคามจริงแน่”

พี่แป้งถอนหายใจยาว

 “แต่รอบนี้คุณตาหามาเอง”

มิลินหันขวับ

“หมายความว่าไง”

“หมายความว่า... ทางนั้นรับปากแล้วว่าคนนี้เอาอยู่แน่”

มิลินกอดอก หัวเราะออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ     

“เอาอยู่? งั้นพี่แป้งก็ฝากไปบอกเขาล่วงหน้าไว้เลยนะคะ... ว่าคนที่เจ็ด ก็จะโดนมิลอาละวาดจนต้องหอบเสื้อผ้าหนีเหมือนหกคนแรกนั่นแหละ”

อีกด้านหนึ่งของเมืองหลวง...

เสียงรองเท้าหนังชั้นดีกระทบพื้นหินอ่อน ดังก้องเป็นจังหวะหนักแน่นและหยุดลงตรงหน้าบานประตูไม้สีเข้มบานใหญ่ อธิป ยืนนิ่งอยู่ชั่ววินาที ก่อนยกมือแกร่งเคาะสองครั้งสั้นๆ ตามมารยาท แล้วผลักประตูเข้าไปด้านในเมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าของห้อง

กลิ่นซิการ์คิวบาจางๆ ผสมกับกลิ่นกาแฟดำคั่วเข้ม ลอยอวลอยู่ในอากาศของห้องทำงานประธานบริษัท  ทริกเกอร์ ซีเคียวริตี้ บริษัทรักษาความปลอดภัยระดับชาติที่รับอารักขาวีไอพีทั่วโลก

“มาช้าสามนาที”

ชายวัยกลางคนที่นั่งตระหง่านอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่เอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้า ดวงตายังคงจับจ้องอยู่ที่แฟ้มเอกสาร น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง ทว่ามันคือความเรียบเฉยที่แผ่รังสีอำมหิตกดดันจนไม่มีพนักงานคนไหนในบริษัทกล้าหายใจแรงเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา

อธิปปิดประตู แล้วก้าวเข้าไปยืนหน้าโต๊ะอย่างสงบนิ่ง 

“เครื่องบินดีเลย์ครับ”

“นั่นมันข้ออ้างของพวกกระจอก”

“ครับ”

คำตอบรับสั้นๆ ไร้ข้อแก้ตัว ทำให้นราธิปยอมเงยหน้าขึ้นมามองลูกชายในที่สุด สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวไล่สำรวจคนตรงหน้าเพียงครู่เดียว ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ คล้ายพอใจที่อีกฝ่ายยังคงสภาพสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

สูทสีเข้มเข้ารูปไม่มีรอยยับย่นแม้จะเพิ่งลงจากเครื่องบิน ทรงผมสั้นสะอาดสะอ้าน ร่างกายสูงใหญ่กำยำที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามแฝงตัวอยู่ใต้ร่มผ้า ท่าทีนิ่งสงบและสัญชาตญาณระแวดระวังตัวทุกกระเบียดนิ้ว... สมกับเป็นมือพระกาฬอันดับหนึ่งที่ถูกส่งไปคุ้มกันบุคคลสำคัญในตะวันออกกลางตลอดสองปีที่ผ่านมา

“รู้ไหมว่าฉันเรียกแกบินด่วนกลับมาทำไม”

“ทราบแค่ว่าเป็นงานด่วนวีไอพีครับ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป