บทที่ 3 ภารกิจปลอมเป็นกระเทย
“ด่วนมาก”
นราธิปเลื่อนแฟ้มสีน้ำตาลบนโต๊ะไปตรงหน้าลูกชาย
อธิปเปิดมันออกดูเงียบๆ ภาพถ่ายของหญิงสาวบนหน้ากระดาษทำให้คิ้วเข้มขยับเข้าหากันเพียงนิดเดียว
มิลิน... ชื่อนี้เขารู้จัก ต่อให้เขาจะใช้ชีวิตอยู่กับดงกระสุนและรังเกียจการเสพข่าวบันเทิงแค่ไหนก็ต้องเคยเห็นผ่านตา
ซุปตาร์สาวเบอร์หนึ่งของประเทศ สวยหยาดเยิ้ม โด่งดังคับฟ้า และมีกิตติศัพท์เรื่องความเยอะ และ เรื่องมาก พอๆ กับความสวยของเธอ
ชายหนุ่มพลิกเปิดหน้าถัดไป แววตาที่เคยนิ่งสงบเริ่มเย็นชาขึ้นเมื่อเห็นภาพสแกนจดหมายข่มขู่ที่เปื้อนคราบเลือดเทียม ภาพกล่องของขวัญปริศนาที่มีซากสัตว์ตาย ภาพถ่ายจากมุมอับที่แอบถ่ายเธอจากระยะประชิด และที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือ... บันทึกรายงานจากทีมงานชุดก่อนหน้า ระบุว่า...
บอดี้การ์ดลาออกไปแล้วหกคนภายในเวลาไม่ถึงสองเดือน
อธิปปิดแฟ้มลงช้าๆ เสียงดังพับ
“ผมไม่รับงานดาราครับ”
“แกต้องรับ”
“ผมเพิ่งจบภารกิจกู้ชีพที่เจนีวามาหมาดๆ”
อธิปสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
“ผมควรได้พักยาวอย่างน้อย”
“แกกำลังกล้าเถียงฉัน?”
เสียงของคนเป็นพ่อไม่ได้ดังขึ้นเลยสักนิด แต่มันกลับเฉือนทุกคำพูดจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบ
อธิปนิ่งไปเล็กน้อย สันกรามขบกันแน่น
“ผมแค่ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใช้บุคลากรระดับผม กับอีแค่งานตามเฝ้าดาราขี้วีน”
“เพราะคนอื่นเอาเธอไม่อยู่”
“นั่นฟังดูเป็นปัญหาด้านนิสัยส่วนตัวของนายจ้าง มากกว่าปัญหาด้านความปลอดภัยนะครับ”
“มันเป็นปัญหาทั้งสองอย่าง”
นราธิปเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนัง
“ผู้หญิงคนนี้กำลังถูกคุกคามหมายเอาชีวิตจริง มีไอ้โรคจิตที่ฉลาดเป็นกรดตามติดชีวิตเธอจริง... และคนที่ติดต่อขอความช่วยเหลือจากฉันเป็นการส่วนตัว ก็ไม่ใช่คนทั่วไปที่แกจะกล้าปฏิเสธได้”
อธิปเงยหน้าขึ้นสบตาบิดา
“พลตำรวจตรีปรเมศวร์”
ชื่อที่หลุดจากปากผู้เป็นพ่อทำให้ร่างสูงชะงักไปทันที
“คุณตาของมิลิน?”
เขาถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่”
“ระดับท่านบารมีล้นฟ้า มีเส้นสายกับทางราชการมากพอที่จะขอหน่วยสวาททั้งกองร้อยไปคุ้มกันหลานสาวตัวเองได้สบายๆ”
“แต่ท่านเลือกที่จะไม่ใช้”
“เพราะอะไรครับ?”
นราธิปเงียบไปครู่หนึ่ง เขาหยิบซิการ์ขึ้นมาหมุนเล่นในมือแต่ไม่ได้จุดไฟ
“เพราะท่านเกษียณมานานแล้ว และไม่อยากให้เรื่องนี้กระเด็นเข้าไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ราชการ อดีตของคนเราบางอย่าง... ยิ่งเก่ายิ่งควรปล่อยให้มันฝังอยู่แบบนั้น โดยเฉพาะอดีตที่เคยเหยียบย่ำผู้มีอิทธิพล โลกใต้ดิน และคดีอำพรางที่ไม่ควรถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นอีก”
แววตาของอธิปนิ่งลึก เขาไม่ใช่เด็กอมมือที่จะฟังเรื่องแค่นี้แล้วตีความไม่ออก
“หมายความว่า ถ้าใช้คนในเครื่องแบบ เรื่องอาจจะลามไปถึงการขุดคุ้ยอดีตของคุณตาปรเมศวร์”
“ถูกต้อง” นราธิปวางซิการ์ลง
“ท่านไม่ต้องการให้ครอบครัวตกเป็นเป้า ไม่ต้องการให้หลานสาวถูกสื่อขุดคุ้ยประวัติไปถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเธอ และที่สำคัญ... ท่านไม่ไว้ใจใครในระบบ เท่าคนของเรา”
“เพราะท่านเคยช่วยชีวิตเราไว้”
“ไม่ใช่แค่ช่วยชีวิต”
น้ำเสียงของนราธิปหนักแน่นและจริงจังขึ้น
“ถ้าไม่มีท่านคอยเปิดทาง และกางปีกปกป้องจากพวกลอบกัด... วันแรกที่ฉันตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา มันคงถูกเหยียบจมดินและไม่มีทริกเกอร์ ซีเคียวริตี้ มาจนถึงทุกวันนี้”
อธิปเงียบสนิท... คำว่าหนี้บุญคุณ คือพันธนาการเดียวที่ล่ามคอเขาไว้จนหาช่องโหว่เพื่อปฏิเสธไม่ได้
นราธิปมองลูกชายตรงๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคต่อมาที่เปรียบเสมือนการตอกฝาโลง
“งานนี้... แกต้องลงสนามเอง”
“…”
“และมีอีกอย่างที่แกต้องรู้”
อธิปคาดไม่ถึงว่าประโยคถัดไปจากปากอดีตนายตำรวจใหญ่ จะทำให้เขารู้สึกอยากจะหยิบปืนพกขึ้นมายิงกรอกปากตัวเอง ยิ่งกว่าการถูกสั่งให้ไปกู้ระเบิดซีโฟร์
“แกต้องปลอมตัว”
“ปลอมเป็นอะไรครับ”
“เป็นกระเทย”
บรรยากาศในห้องทำงานเงียบกริบราวกับป่าช้าไปหนึ่งจังหวะเต็มๆ... อธิปกะพริบตาช้าๆ สันกรามคมขบกันแน่นจนเส้นเลือดที่ลำคอปูดโปน
“...ขออีกทีครับพ่อ”
“แกต้องทำให้มิลินเชื่อสนิทใจ ว่าแกเป็นสาวประเภทสองที่ไม่มีวันพิศวาสผู้หญิงเด็ดขาด”
“นี่มันเรื่องไร้สาระที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินมา!”
อธิปเผลอขึ้นเสียง
“แต่มันได้ผล”
“ผมเป็นบอดี้การ์ดนะครับพ่อ เป็นอดีตทหารรบพิเศษ! ไม่ใช่นักแสดงนำชายช่องสาม!”
“แต่ภารกิจนี้แกต้องเป็นมันทั้งสองอย่าง”
นราธิปตบโต๊ะเบาๆ แต่อำนาจมาเต็ม
“มิลินรังเกียจผู้ชายหน้าหม้อ เธอไม่ยอมให้บอดี้การ์ดผู้ชายเข้าใกล้รัศมีเกินสองเมตร บอดี้การ์ดก่อนหน้านี้ทำหน้าที่ได้แค่เป็นหมาเฝ้าอยู่หน้าประตูบ้าน... แต่ไอ้โรคจิตที่คุกคามเธอ มันรู้พฤติกรรมส่วนตัว รู้เวลานอน รู้ตารางงาน มันสามารถเข้าถึงพื้นที่ส่วนตัวของเธอได้!”
“เพราะงั้นถึงต้องมีคนประกบติดเธอถึงเตียงตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”
“ใช่” ผู้เป็นพ่อพยักหน้า
“และถ้าแกเดินอาดๆ เข้าไปในฐานะผู้ชายอกสามศอก หุ่นล่ำบึ้ก เธอก็จะหาเรื่องเหวี่ยงแกออกภายในวันเดียว แต่ถ้าเธอเชื่อว่าแกเป็นเพื่อนสาวที่เข้ามาดูแลเสื้อผ้าหน้าผม... เธอจะลดกำแพงป้องกันตัวลง และแกจะปกป้องเธอได้ในระยะประชิดที่สุด”
