บทที่ 4 ละครฉากเดียว

อธิปนิ่งฟัง... มันน่าหงุดหงิด น่ารำคาญใจ โคตรจะหยามศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย... แต่มันดันสมเหตุสมผลทางยุทธวิธีอย่างปฏิเสธไม่ได้!

“แล้วถ้าผมไม่เล่นตามบทล่ะครับ?”

“แกก็ทำงานนี้ไม่สำเร็จ และเตรียมเอาพวงมาลัยไปกราบขอขมาศพหลานสาวผู้มีพระคุณได้เลย”

“…”

“จำไว้ งานนี้ไม่ใช่แค่การยืนคุมกันดาราทั่วไป” นราธิปจ้องตาลูกชาย 

“แต่แกต้องเข้าไปเป็นเงา เป็นกำแพง และเป็นคนที่เธอจะไว้ใจโดยไม่ตั้งป้อมใส่”

อธิปทิ้งแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง

 “ผมเกลียดงานบ้าๆ นี่”

“ฉันไม่ได้ถามความสมัครใจ”

“ผมไม่ถนัดเล่นละครจริตจะก้าน”

“งั้นก็คิดซะว่ามันคือ ยุทธวิธีพรางตัวในการเข้าถึงตัวเป้าหมาย” 

นราธิปสรุปจบ 

“สูทคอลเลกชันใหม่สีพาสเทลอยู่ที่ห้องแต่งตัวด้านใน ฉันให้ลูกน้องเตรียมเสื้อผ้าแบรนด์เนมไว้ให้แกแล้ว”

“…”

“เปลี่ยนลุคซะ นาฬิกาสปอร์ตลุยโคลนของแกถอดทิ้งไป ใส่เรือนเงินเรียบหรู ลดกลิ่นน้ำหอมแนวผู้ชายลง ใส่เสื้อเชิ้ตคัตติ้งเนี้ยบๆ ปลดกระดุมลึกนิดนึง... และที่สำคัญที่สุด เลิกทำหน้าตาดุดันเหมือนพร้อมจะฆ่าปาดคอคนได้ตลอดเวลาซะที”

“พ่อครับ...”

“แล้วอีกอย่าง...” 

นราธิปตัดบทด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ 

“ปากแกต้องจัดจ้าน คมคาย จิกกัดได้ แต่ห้ามหยาบคาย ห้ามเผลอทำตัวแมนเกินเหตุ และห้ามหลุดบทเด็ดขาด”

อธิปยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วตัวเองช้าๆ 

“ผมขอลาออกตอนนี้ทันไหมครับ”

“ถือว่าทำเพื่อฉัน”

ประโยคสั้นๆ นั้นหยุดทุกคำโต้แย้งของอดีตมือพระกาฬไว้ในลำคอ อธิปยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก และพยักหน้าช้าๆ อย่างจำนนต่อโชคชะตา

“ครับ”

รถเอสยูวีคันหรูสีดำสนิทแล่นไปตามท้องถนนหลวงที่การจราจรเริ่มหนาแน่น ภายในห้องโดยสารที่เย็นเฉียบ อธิปกำลังเผชิญกับความท้าทายที่สาหัสและทรมานใจยิ่งกว่าการกู้ระเบิดเวลาซีโฟร์...

นั่นคือการกู้หน้าตัวเอง

ชายหนุ่มเหลือบมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกมองหลัง เสื้อเชิ้ตสีชมพูพาสเทลเนื้อนุ่มถูกปลดกระดุมออกสามเม็ด โชว์แผงอกแกร่งเบาๆ ให้ดูมีเทสต์แต่ไม่ดูตั้งใจอ่อยจนเกินไป ผมที่เคยตัดสั้นติดหนังหัวก็ถูกจับเซ็ตสไลด์ให้ดูมีวอลลุ่มละมุนละไม...

ภาพลักษณ์ภายนอกถือว่าสอบผ่านฉลุยดูเป็น เจ๊ทิพย  ตัวแม่แฟชั่นตัวท็อป แต่ปัญหาใหญ่ระดับชาติคือ อินเนอร์ของเขาต่างหาก

 เลิกทำหน้าตาดุดันเหมือนพร้อมจะหักคอคนได้ตลอดเวลาซะที 

คำสั่งประกาศิตของบิดาดังก้องในหัว อธิปสูดลมหายใจลึก พยายามคลายหัวคิ้วที่มักจะขมวดเข้าหากันจนเป็นนิสัย เขาฝืนยกมุมปากขึ้นนิดๆ เพื่อทดสอบรอยยิ้มแบบ เพื่อนสาวผู้แสนดี แต่ภาพที่สะท้อนกลับมาดันดูเหมือน... ฆาตกรโรคจิตที่กำลังแสยะยิ้มโรคจิตก่อนลงมือหั่นศพเหยื่อมากกว่า!

“บัดซบเอ๊ย” 

ชายหนุ่มสบถคำหยาบเบาๆ ในลำคอ ยกมือขึ้นทึ้งหัวตัวเองอย่างหัวเสีย

แต่แค่นั้นยังไม่พอ... เพื่อความเนียนระดับสิบ เขาต้องปรับเปลี่ยนภาษากายด้วย

มือหนาแกร่งที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดปูดโปนและรอยด้านจากการฝึกจับอาวุธสงคราม ถูกยกขึ้นมาในระดับสายตา อธิปจ้องมองมือตัวเองราวกับมันเป็นปรสิตต่างดาว ก่อนจะค่อยๆ ลองกรีดกรายนิ้วมือ... นิ้วชี้กับนิ้วโป้งจีบเข้าหากันอย่างฝืนธรรมชาติ ส่วนนิ้วที่เหลือพยายามดัดให้ชี้โด่เด่ออกไปให้ดูมีจริตจะก้าน

กร๊อบ... เสียงกระดูกข้อนิ้วลั่นเบาๆ เพราะความเกร็งขั้นสุด

“เหี้ยเอ๊ย ไม่ได้เรื่อง ดูยังไงก็เหมือนกระเทยควายกำลังจะจับคนทุ่มลงพื้นชัดๆ” 

อธิปสบถด่าตัวเองอย่างเหลืออด เขาสะบัดมือไล่ความเกร็ง แล้วลองใหม่

คราวนี้ลองจีบนิ้วพร้อมกับยกมือขึ้นทัดปอยผมที่ไม่มีอยู่จริงให้ดูเป็นธรรมชาติ... แต่แรงกระแทกที่คุ้นชินกับการต่อสู้ ดันมากเกินไปจนเกือบจะกลายเป็นการสับสันมือตบขมับตัวเองจนหน้าหงาย

ชายหนุ่มถอนหายใจยาวเฮือก ทิ้งแผ่นหลังกว้างพิงเบาะรถอย่างหมดสภาพ...มือพระกาฬอันดับหนึ่งอย่างเขา มาถึงจุดนี้ได้ยังไงวะ จุดที่ต้องมานั่งหัดจีบนิ้ว กรีดกรายในรถเหมือนคนบ้า

“ฮะ... สวัสดีฮะคุณน้องมิลิน”

อธิปลองดัดเสียงให้ซอฟต์ลง แต่ความทุ้มต่ำและสบถห้วนๆ ของทหารเก่า ทำให้ประโยคนั้นฟังดูเหมือนแก๊งทวงหนี้นอกระบบกำลังข่มขู่ลูกหนี้มากกว่าคำทักทายของสไตลิสต์

“ไม่... เสียงแข็งไป ต้องดัดให้แหลมขึ้น นุ่มกว่านี้”

เขากระแอมเคลียร์คอ ปรับระดับเสียงให้อยู่ในโทนที่ฟังดูจริตตัวแม่แต่ไม่ดัดจริตจนเกินไป

“ว้ายยย... ชุดนอนผ้าซาตินสีครีมตัวนี้... ไม่ผ่านอย่างแรงเลยนะฮะคุณน้อง... อืม แบบนี้พอรับได้”

อธิปซ้อมประโยคจิกกัดติเตียนเรื่องแฟชั่นที่ท่องจำมาจากนิตยสาร พยายามหาจุดกึ่งกลางระหว่าง บอดี้การ์ดที่พร้อมฆ่าทุกคนที่ขวางหน้า กับ เจ๊ทิพย์ผู้ดูแลมาดเนี้ยบที่ไม่มีวันเอาผู้หญิงทำเมีย

(เสียง GPS แจ้งเตือน: อีกสองร้อยเมตร ถึงจุดหมายของคุณ)

เสียงหุ่นยนต์ระบบนำทางดึงสติของเขากลับมา อธิปมองผ่านกระจกหน้ารถ เห็นยอดประตูรั้วอัลลอยด์ดัดลวดลายสุดหรูหราของคฤหาสน์หลังงามอยู่ลิบๆ

ชายหนุ่มหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าปอดลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ปล่อยวางศักดิ์ศรีของชายอกสามศอกและความป่าเถื่อนทั้งหมดทิ้งไว้ที่เบาะหลังชั่วคราว เขาขยับคอเสื้อสีพาสเทลให้เข้าที่ จัดทรงผมอีกครั้ง

และเมื่อรถเอสยูวีคันหรูเลี้ยวผ่านประตูรั้วเข้าไป... แววตาดุดันระดับปรอทแตกราวกับมัจจุราชก็ถูกปิดสวิตช์ซ่อนไว้มิดชิด เหลือเพียงมาดของ เจ๊ทิพย์ ผู้ดูแลส่วนตัวที่ปลอดภัยไร้ความแมนร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้พร้อมจะก้าวลงไปรับมือกับซุปตาร์ตัวร้ายที่วีนเก่งที่สุดในประเทศ

“เอาวะ... แค่ละครฉากเดียว ก้าวเท้าซ้ายลงรถ แล้วแรดเข้าไว้ไอ้อธิป”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป