บทที่ 10 ฉันคือประธานบริษัท
เก้าโมงครึ่ง ณ ชั้นบนสุดของอาคารอัครเดชโชติกรุ๊ป
ทันทีที่ลิฟต์แก้วเปิดออก มิลินก็เดินหอบแฮ่กเข้ามาในห้องรับรอง แอร์เย็นฉ่ำของตึกหรูไล่ความร้อนออกไปได้บ้าง แต่ภาพตรงหน้ากลับทำเอาเธอถึงกับชะงัก
ห้องรับรองเต็มไปด้วยหญิงสาวหน้าตาสะสวยระดับพริตตี้และนางแบบนับสิบคน แต่ละคนสวมชุดเดรสรัดรูปสั้นกุด เสื้อคอลึกโชว์ร่องอกตู้มต้าม ทุกคนแต่งหน้าจัดเต็มประหนึ่งเตรียมตัวไปเดินพรมแดง
เมื่อมิลินในสภาพเยินสุดขีด เหงื่อซ่ก เสื้อผ้าเปียกชุ่ม และสวมรองเท้าส้นเตี้ยเน่าๆ ก้าวเข้ามา สายตานับสิบจิกกัดก็ตวัดมามองเธอเป็นตาเดียว ก่อนที่เสียงหัวเราะคิกคักและเสียงซุบซิบนินทาจะดังขึ้นอย่างไม่เกรงใจ
"ว้ายตายแล้ว... ยายเพิงหมาแหงนที่ไหนหลงเข้ามาเนี่ย สภาพ"
หญิงสาวชุดแดงรัดรูปนั่งไขว่ห้างเบ้ปากใส่
"นั่นสิแก... ดูเหงื่อสิ เหม็นเปรี้ยวไปหมดแล้วมั้ง แต่งตัวก็เฉิ่มยังกับป้าบ้าหอบฟาง คงเห็นเงินเดือน แสนห้าแล้วหน้ามืดล่ะสิ"
อีกคนหัวเราะเยาะ
"นี่หล่อน... ไม่รู้เหรอว่าบอสศิลาเขาไม่ได้หาเลขาฯ
มานั่งพิมพ์งานงกๆ หรอกนะ งานบำเรอเจ้านายบนเตียงน่ะ สภาพศพแบบหล่อน บอสเขาเตะโด่งออกจากห้องตั้งแต่ยังไม่ก้าวขาเข้าไปด้วยซ้ำ"
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังระงมไปทั่วห้อง มิลินหน้าชาไปชั่วขณะ มือเล็กกำแน่น เธอเพิ่งเข้าใจความหมายของคำว่า 'บำบัดความเครียดทุกรูปแบบ' ก็วันนี้
อีตาบอสโรคจิตเอ๊ย ที่แท้ก็เปิดบริษัทบังหน้าเพื่อคัดเด็กไปขึ้นเตียงนี่เอง
แม้จะรู้สึกขยะแขยง แต่เมื่อนึกถึงเงิน 700 บาทในกระเป๋า มิลินก็กัดฟันแน่น เชิดหน้าขึ้นทิ้งตัวลงนั่งมุมห้อง พยายามใช้มือกางพัดไล่ความร้อนและดึงเสื้อเชิ้ตที่แนบลู่ไปกับเนื้อให้คลายออก แม้จะไม่ค่อยเป็นผลก็ตาม
เวลาผ่านไป สาวสวยสุดเซ็กซี่หลายคนถูกเรียกเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ และเดินหน้ามุ่ยกลับออกมาทีละคน จนกระทั่งถึงคิวของมิลิน
"คุณมิลิน เชิญด้านในค่ะ ท่านประธานรออยู่"
มิลินลุกขึ้นยืน หญิงสาวเดินตรงไปที่ประตูไม้บานใหญ่ ผลักมันเข้าไปด้วยหัวใจที่เต้นระทึก
ห้องทำงานกว้างขวางแอร์เย็นเฉียบ หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ มีร่างสูงของบุรุษในชุดสูทสีอาร์มานี่สีเข้มกำลังนั่งหันหลัง เก้าอี้หนังตัวใหญ่หมุนหันออกไปทางผนังกระจก
"ส...สวัสดีค่ะ ดิฉัน มิลิน มาสัมภาษณ์งานตำแหน่งเลขานุการค่ะ" มิลินพยายามคุมเสียงที่กำลังหอบเหนื่อยให้เป็นปกติ
เก้าอี้หนังสีดำค่อยๆ หมุนกลับมาอย่างเชื่องช้า...และทันทีที่ใบหน้าหล่อเหลาดุดันราวกับรูปสลักซาตานปรากฏขึ้นเต็มสองตา มิลินก็เบิกตากว้างจนแทบถลนทะลุเลนส์แว่น ร่างกายชาวาบไปตั้งแต่หัวจรดเท้า ลมหายใจสะดุดกึก
ไอ้ผู้ชายปากหมา... เจ้าของรถโรลส์-รอยซ์เมื่อคืนนี้
ศิลาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นัยน์ตาคมกริบกวาดมองผู้สมัครเลขาฯ คนสุดท้าย ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่า 'ผู้หญิงหากินคืนละสามร้อย' ที่เขาเพิ่งเจอเมื่อคืน โผล่มาในสภาพที่... เยินจนดูไม่จืด
ผมเผ้ายุ่งเหยิง แว่นตาหนาเตอะ ใบหน้าแดงซ่านเพราะความเหนื่อย แต่สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของพญาเสือสะดุดกึก คือเสื้อเชิ้ตสีขาวราคาถูกที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจนโปร่งแสง มันแนบชิดไปกับเรือนร่างอรชร เผยให้เห็น บราเซียสีดำและเนินเนื้ออวบอิ่มที่กำลังกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนักหน่วงตามจังหวะหอบหายใจ
ศิลาลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างเงียบเชียบ สัญชาตญาณในกายถูกกระตุกอย่างรุนแรง
พวกผู้หญิงข้างนอกที่แต่งตัวโชว์เนื้อหนังมายั่วเขา ยังเทียบไม่ได้กับความ 'เซ็กซี่แบบบ้านๆ' ของแม่นกน้อยตรงหน้าที่ไม่ได้ตั้งใจจะอ่อยเขาเลยสักนิด
ริมฝีปากหยักลึกกระตุกยิ้มร้ายกาจ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเดินอ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหาหญิงสาวที่กำลังยืนตัวแข็งทื่อ
"โลกกลมดีนะ... แม่นกน้อยคืนละสามร้อย"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากระซิบขึ้นตรงหน้า ทำเอามิลินขนลุกซู่
"ค...คุณ คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง หรือว่าคุณ... คือท่านประธาน..." มิลินละล่ำละลัก ก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แผ่นหลังชนเข้ากับประตูบานหนาที่เพิ่งปิดลง
"ใช่... ฉันคือ 'ศิลา' เจ้าของตึกที่เธอกำลังยืนอยู่"
ศิลาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงก้าวเดียว นัยน์ตาดุดันหลุบต่ำลงมองเสื้อเชิ้ตเปียกชุ่มที่ทะลุทะลวงสายตาอย่างจาบจ้วง ไม่คิดจะปิดบังความหยาบโลน
"สภาพเยินขนาดนี้... เพิ่งรับแขกเสร็จ... หรือเพิ่งวิ่งหนีเสี่ยที่ไหนมาอีกล่ะ?" ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ โน้มใบหน้าลงมามองคนตัวเล็กกว่า "ลงทุนเปลี่ยนลุคมาสวมบทเลขาฯ สู้ชีวิต แถมยัง หวังจะอัปเกรดค่าตัวจากสามร้อยบาท เป็นแสนห้าเลยงั้นสิ?"
"นี่คุณ หยุดดูถูกฉันเดี๋ยวนี้นะถ้ารู้ว่าเป็นบริษัทคุณ ฉันไม่มาหรอก”
มิลินเลือดขึ้นหน้า ยกแขนขึ้นกอดอกปิดบังหน้าอกตัวเองเป็นพัลวันเมื่อรู้ตัวว่าเสื้อเชิ้ตมันบางแค่ไหน หญิงสาวเชิดหน้าสบตากับพญาเสืออย่างท้าทาย
"แต่ฉันมาสมัครงานเพราะฉันมีความสามารถฉันมีความรู้พอที่จะทำงานนี้ และฉันก็ไม่ได้หน้าด้านมาเสนอตัวเป็นนางบำเรอให้เจ้านายลามกอย่างคุณด้วย ถ้าเงินแสนห้าของคุณมันแลกมาด้วยการต้องขายศักดิ์ศรี... เชิญเก็บไว้ซื้อบริการผู้หญิงข้างนอกนู่นเถอะค่ะ"
คำตอกกลับที่ฉะฉานและแววตาเด็ดเดี่ยว ทำเอาศิลาชะงักไปเล็กน้อย
ชายหนุ่มไม่ได้พุ่งเข้าไปคุกคามหรือแตะต้องตัวเธอ เขาเพียงแค่แค่นหัวเราะในลำคอด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
นัยน์ตาสีรัตติกาลหรี่ลงประเมินผู้หญิงตรงหน้าใหม่อีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ก้าวถอยหลัง ล้วงมือทั้งสองข้างเข้ากระเป๋ากางเกงสแล็กซ์ แล้วเดินกลับไปทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ด้วยท่วงท่าของ 'ประธานกรรมการบริหาร' ผู้ทรงอำนาจ
"ความสามารถงั้นเหรอ... น่าสนใจดีนี่"
