บทที่ 6 เผชิญหน้าอันธพาลและแผนการตลาดพลิกวิกฤต

ระยะเวลาสามวันที่ 'โรงหมอไป๋เฉ่า' ปิดปรับปรุง ช่างไม้และช่างปูนฝีมือเยี่ยมแห่งเมืองหลวงต่างทำงานกันอย่างหามรุ่งหามค่ำ ด้วยเม็ดเงินอัดฉีดจากตั๋วเงินและทองคำแท่งของตระกูลจิน ทำให้การเนรมิตอาคารเก่าซอมซ่อท้ายตลาด ให้กลายเป็นสถานพยาบาลที่โอ่อ่าและทันสมัยที่สุดในย่านนี้ สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างรวดเร็วราวกับมีเวทมนตร์

เช้าตรู่วันเปิดกิจการรูปโฉมใหม่ แสงแดดอ่อนๆ สาดส่องกระทบป้ายไม้สักทองแกะสลักชื่อ 'โรงหมอไป๋เฉ่า' ตัวอักษรสีทองอร่ามบนพื้นหลังสีดำสนิทดูทรงพลังและน่าเกรงขาม ภายในโรงหมอถูกแบ่งโซนอย่างเป็นสัดส่วนตามแนวคิดการบริหารจัดการแบบซีอีโอสาวสายสตรองแห่งยุค 2026 ด้านหน้าคือเคาน์เตอร์จ่ายยาที่เรียงรายด้วยลิ้นชักไม้เนื้อแข็งนับร้อยช่อง ถัดมาคือพื้นที่นั่งรอตรวจที่ถูกจัดวางเก้าอี้ไม้อย่างเป็นระเบียบ มีการแบ่งคิวตรวจโรคทั่วไปและคิวสำหรับ 'สมาชิกระดับวีไอพี' ซึ่งเป็นกลยุทธ์การตลาดที่หลินซีนำมาประยุกต์ใช้เพื่อดึงดูดเหล่าเศรษฐีและขุนนาง

"สวรรค์... คุณหนูเจ้าคะ นี่มันยิ่งใหญ่กว่าโรงหมอหลวงเสียอีก!" เสี่ยวชุ่ยในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนสะอาดตา ซึ่งถูกกำหนดให้เป็น 'ยูนิฟอร์ม' ของพนักงานโรงหมอ มองดูความเปลี่ยนแปลงด้วยดวงตาเบิกกว้าง

หลินซีในชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ขลิบเงิน ท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติ ยืนกอดอกมองผลงานของตนเองด้วยรอยยิ้มมุมปาก "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเสี่ยวชุ่ย วันนี้แหละที่ชื่อของโรงหมอไป๋เฉ่าจะผงาดขึ้นอย่างแท้จริง"

ด้านหลังของหลินซี มีชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำห้าคนยืนเรียงแถวหน้ากระดาน พวกเขาคือผู้คุ้มภัยฝีมือดีที่หลินซีจ้างมาประจำการ ทุกคนสวมชุดสีเทาเข้ม ดูมีระเบียบวินัยและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

เมื่อถึงยามเฉิน (07.00 - 08.59 น.) เสียงประทัดมงคลก็ถูกจุดขึ้นดังกึกก้องไปทั่วตรอกทิศใต้ กลิ่นอายความคึกคักดึงดูดชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าให้มารวมตัวกันที่หน้าโรงหมออย่างมืดฟ้ามัวดิน ไม่เพียงแต่ชาวบ้านธรรมดา แต่ยังมีรถม้าหรูหราของเหล่าคหบดีที่ได้ยินกิตติศัพท์การรักษาคุณชายจินลู่เฟิง แวะเวียนมาดูลาดเลาด้วยความสนใจ

"ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่โรงหมอไป๋เฉ่า!" หลินซีก้าวออกมายืนที่หน้าประตู น้ำเสียงกังวานใสและทรงอำนาจสะกดให้ทุกความเคลื่อนไหวหยุดนิ่ง "วันนี้เพื่อเป็นการฉลองเปิดรูปโฉมใหม่ ข้าจะตรวจโรคและแจกยาสมุนไพรบำรุงปราณขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้สูงอายุฟรีห้าสิบคนแรก!"

สิ้นเสียงประกาศ ฝูงชนก็ส่งเสียงเฮลั่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี ทว่า... ในมุมมืดของฝูงชน คลื่นใต้น้ำแห่งความริษยาที่ฮูหยินรองแห่งจวนแม่ทัพได้ตระเตรียมไว้ ก็เริ่มก่อตัวขึ้น!

"หลีกไป! หลีกทาง! นังหมอเถื่อนจอมหลอกลวง ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!"

เสียงตวาดกร้าวและหยาบคายดังแหวกวงล้อมเข้ามา กลุ่มชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมเกรียมประมาณเจ็ดแปดคนผลักไสชาวบ้านจนล้มลุกคลุกคลาน พวกเขากำลังหามแคร่ไม้ที่มีร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งนอนน้ำลายฟูมปาก ตัวกระตุกเกร็ง ใบหน้าเต็มไปด้วยผื่นแดงน่ากลัว

ชายผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม ซึ่งมีรอยแผลเป็นทางยาวที่หางตา ชี้หน้าหลินซีด้วยท่าทีคุกคาม "ชาวเมืองหลวงจงดูเอาไว้! นังหมอเถื่อนผู้นี้จ่ายยาพิษให้น้องชายข้ากิน! เมื่อวานน้องข้าแค่มีอาการปวดท้องธรรมดา มารับยาจากนังนี่ กลับไปกินได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็มีสภาพปางตายเช่นนี้! นางคือ 'สตรีหมื่นพิษ' ที่เคยถูกตราหน้าว่าวางยาทำร้ายผู้คน ทุกคนอย่าไปหลงเชื่อวิชาแพทย์จอมปลอมของนางเด็ดขาด!"

เสียงฮือฮาและเสียงสูดลมหายใจเข้าลึกดังระงมไปทั่วบริเวณ ชาวบ้านที่เคยชื่นชมเริ่มถอยห่างจากหลินซีด้วยความหวาดระแวง ข่าวลือเรื่องอดีตพระชายาจวนอ๋องที่ถูกใส่ร้ายว่าร้ายกาจและวางยาพิษ ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

เสี่ยวชุ่ยหน้าซีดเผือด รีบก้าวมาบังหน้าเจ้านาย "พะ... พวกเจ้าพูดเหลวไหล! คุณหนูของข้าไม่เคยจ่ายยาสุ่มสี่สุ่มห้า เมื่อวานโรงหมอเราก็ปิดปรับปรุง จะมีคนมารับยาได้อย่างไร!"

"หุบปากนังบ่าวชั้นต่ำ!" อันธพาลหน้าบากเงื้อมือขึ้นเตรียมจะตบเสี่ยวชุ่ย ทว่าผู้คุ้มภัยของโรงหมอที่หลินซีจ้างมา ไวกว่า พวกเขาก้าวพรวดเดียวก็เข้าประชิดตัวและปัดมือสกปรกนั้นออกไปอย่างแรงจนอันธพาลหน้าบากเสียหลัก

บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ ชายฉกรรจ์ทั้งสองฝ่ายตั้งท่าเตรียมปะทะ

บนหลังคาโรงเตี๊ยมฝั่งตรงข้าม องครักษ์เงาในชุดดำสนิทสองคนกำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด มือของพวกเขาจับด้ามกระบี่แน่น เตรียมพร้อมที่จะพุ่งลงไปตัดมือพวกอันธพาลตามคำสั่งเด็ดขาดของ 'อ๋องเซียวหยาง' หากพวกมันกล้าทำให้สตรีอวดดีผู้นั้นเลือดตกยางออก

แต่ทว่า... ผู้ที่ทำให้สถานการณ์ทั้งหมดคลี่คลาย กลับไม่ใช่ผู้คุ้มภัยหรือองครักษ์เงา แต่เป็นซีอีโอสาวที่ยืนกอดอกนิ่งสงบมาตั้งแต่ต้น

"ถอยออกมา" หลินซีออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดขาด ผู้คุ้มภัยของนางยอมถอยหลังไปหนึ่งก้าว หญิงสาวเดินนวยนาดเข้าไปใกล้แคร่ไม้ที่ร่างของชายหนุ่มนอนชักกระตุกอยู่

ร่างกายของมู่หรงซีที่มีความไวต่อกลิ่นและคุณสมบัติของสมุนไพร เริ่มทำงานทันที หลินซีสูดลมหายใจเข้าเพียงนิดเดียว รอยยิ้มเย็นเยียบก็ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง

เหม็นกลิ่นรากคันคาย ผสมกับฟองสบู่และน้ำส้มสายชู... หลินซีประเมินในใจ ละครฉากนี้ช่างลงทุนต่ำเสียนี่กระไร

"น้องชายเจ้ากินยาของข้าเข้าไปแล้วมีอาการปางตายงั้นหรือ?" หลินซีเลิกคิ้วถามอันธพาลหน้าบาก

"ใช่! นังฆาตกร! เจ้าต้องจ่ายค่าทำขวัญมาหนึ่งพันตำลึงทอง ไม่เช่นนั้นข้าจะไปลากตัวเจ้าขึ้นศาลล่วนถัง!" อันธพาลหน้าบากข่มขู่ แผนการของฮูหยินรองคือการทำลายชื่อเสียงและรีดไถเงินทองให้หลินซีหมดตัว

"น่าสงสารเสียจริง พิษร้ายแรงถึงเพียงนี้ หากปล่อยไว้เกินหนึ่งก้านธูป (สิบห้านาที) อวัยวะภายในคงเน่าเฟะจนหมด" หลินซีแสร้งทำสีหน้าตกใจและเวทนา ก่อนจะหันไปสั่งเสี่ยวชุ่ยเสียงดังฟังชัด "เสี่ยวชุ่ย! ไปหยิบ 'เข็มอัคคีทลายวิญญาณ' ของข้ามาที! พิษชนิดนี้ต้องใช้เข็มขนาดเท่าตะเกียบ เผาไฟจนแดงฉาน แล้วแทงทะลุกลางกระหม่อมลงไปถึงแกนสมองเท่านั้นจึงจะขับพิษได้ แม้ผู้ป่วยอาจจะกลายเป็นคนวิกลจริตไปตลอดชีวิต แต่อย่างน้อยก็รักษาลมหายใจไว้ได้!"

ชาวบ้านที่ได้ยินถึงกับขนลุกซู่ เข็มขนาดเท่าตะเกียบแทงทะลุกระหม่อม!?

ร่างที่นอนชักกระตุกและน้ำลายฟูมปากอยู่บนแคร่ไม้ชะงักกึกไปชั่วขณะ ดวงตาที่เหลือกขึ้นบนเริ่มล่อกแล่กไปมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

เสี่ยวชุ่ยแม้จะงุนงงเพราะไม่เคยได้ยินชื่อเข็มอัคคีอะไรนั่น แต่ด้วยไหวพริบ นางจึงวิ่งเข้าไปในร้านและหยิบเหล็กแหลมสำหรับเจาะไม้ขนาดยาวเกือบฟุตออกมาวิ่งหน้าตั้ง "มาแล้วเจ้าค่ะคุณหนู! เอาไฟลนเลยไหมเจ้าคะ!?"

เมื่อชายที่แกล้งป่วยเห็นเหล็กแหลมขนาดยาวเฟื้อยในมือสาวใช้ สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดก็พุ่งทะลุขีดจำกัด!

"อ๊ากกก!! ไม่เอาโว้ย! ข้าไม่ได้ถูกพิษ! ข้าไม่ได้ป่วย!"

ชายหนุ่มที่เมื่อครู่นี้ยังนอนปางตาย จู่ๆ ก็สปริงตัวลุกขึ้นจากแคร่ไม้ราวกับปลาช่อนโดนทุบหัว เขาใช้หลังมือเช็ดฟองสบู่ที่ปากออกลวกๆ ก่อนจะกระโดดลงจากแคร่และเตรียมจะวิ่งหนีเอาตัวรอด ทิ้งให้อันธพาลหน้าบากและพรรคพวกยืนอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง!

"อ้าว... น้องชายท่านหายจากอาการ 'ปางตาย' เร็วจังเลยนะ" หลินซีหัวเราะในลำคอ แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นคมกริบดุจใบมีด "ตกลงว่านี่คือการจัดฉากใส่ร้ายโรงหมอของข้าสินะ!"

ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ เสียงก่นด่าพวกอันธพาลจึงดังกระหึ่มขึ้นมาทันที

"พวกสวะ! บังอาจมาใส่ร้ายหมอเทวดา!" "หน้าด้านที่สุด! ข้าเห็นกับตาว่าหมอเทวดารักษาคุณชายจินจนหายดี พวกเจ้ามันรับจ้างใครมาใส่ร้ายนางแน่ๆ!"

อันธพาลหน้าบากเมื่อเห็นว่าแผนการแตกและกำลังถูกฝูงชนรุมประชาทัณฑ์ทางสายตา ก็โกรธจัดจนเลือดขึ้นหน้า "นังแพศยา! เจ้ากล้าหักหน้าข้าเรอะ! วันนี้ข้าจะพังโรงหมอของเจ้าให้ราบเป็นหน้ากลอง!"

มันชักมีดสั้นออกมาและพุ่งเป้าหมายไปที่หลินซีอย่างบ้าคลั่ง!

"ปกป้องคุณหนู!" ผู้คุ้มภัยทั้งห้าเตรียมพุ่งเข้าชาร์จ

ทว่า หลินซีกลับยกมือขึ้นห้ามด้วยท่าทีเยือกเย็น หญิงสาวเพียงแค่สะบัดชายแขนเสื้อที่ซ่อน 'ผงหัวเราะร่า' ซึ่งสกัดจากเกสรดอกไม้หายากและมีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าหดเกร็งจนต้องหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ออกไปในอากาศตรงหน้าอันธพาลกลุ่มนั้น

พรึ่บ! ละอองผงสีใสที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ากระจายเข้าสู่โสตประสาทของพวกอันธพาลทันที

"ข้าจะฆ่า... ฮ่าๆๆ... ข้าจะฆ่าเจ้า... ฮ่าๆๆๆๆ!" อันธพาลหน้าบากที่กำลังเงื้อมีด จู่ๆ ก็ปล่อยมีดร่วงลงพื้น มันกุมท้องตัวเองแล้วเริ่มระเบิดหัวเราะออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ พรรคพวกที่เหลือของมันก็มีสภาพไม่ต่างกัน พวกมันล้มกลิ้งลงไปนอนกองกับพื้น หัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล หายใจแทบไม่ทัน

"ฮ่าๆๆๆ... ช่วยด้วย... ฮ่าๆๆ... ข้าหยุดหัวเราะไม่ได้... ฮ่าๆๆๆ!"

ภาพอันธพาลหน้าเหี้ยมเกรี้ยมนอนดิ้นพราดๆ และหัวเราะเหมือนคนเสียสติ สร้างความงุนงงและขบขันให้แก่ฝูงชนเป็นอย่างมาก ไม่มีใครหวาดกลัวพวกมันอีกต่อไป

"ท่านหมอเทวดาช่างล้ำลึกนัก! เพียงแค่นางยืนเฉยๆ สวรรค์ก็ลงโทษพวกคนพาลจนเสียสติไปเลย!" ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยความเลื่อมใส

หลินซีใช้จังหวะนี้ก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นสูงหน้าโรงหมอ ปรับเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสทางการตลาดอย่างแยบยล!

"ทุกท่านจงดูเป็นขวัญตา! วิชาแพทย์ของโรงหมอไป๋เฉ่า มิเพียงแต่รักษาอาการเจ็บป่วยทางกาย แต่เรายังมี 'ยาสกัดจุดอ่อน' ที่สามารถจัดการกับผู้ประสงค์ร้ายได้โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ! หากจวนของคหบดีท่านใดต้องการ 'ผงป้องกันตัว' ชั้นเลิศที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่สามารถหยุดยั้งโจรผู้ร้ายได้ชะงัดนัก... โรงหมอไป๋เฉ่ายินดีรับสั่งจองในราคาพิเศษเฉพาะวันเปิดกิจการเท่านั้น!"

สิ้นเสียงประกาศของซีอีโอสาว เหล่าพ่อค้า คหบดี และชาวบ้านที่มีกำลังทรัพย์ต่างพากันกรูเข้ามาที่เคาน์เตอร์เพื่อขอสั่งจอง 'ผงป้องกันตัว' กันอย่างเนืองแน่น! จากเหตุการณ์วุ่นวายที่เกือบจะทำให้โรงหมอต้องพังทลาย กลับกลายเป็นการสาธิตสินค้าชั้นยอดที่ทำให้ยอดขายของโรงหมอพุ่งกระฉูดทะลุเป้าภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม!

...

ณ มุมมืดบนหลังคา องครักษ์เงาทั้งสองคนค่อยๆ ลดมือที่จับด้ามกระบี่ลง พวกเขามองหน้ากันด้วยความรู้สึกทึ่งจนพูดไม่ออก สตรีผู้นี้ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างหมดจด แต่ยังพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสกอบโกยเงินทองได้อย่างหน้าตาเฉย!

"กลับไปรายงานท่านอ๋อง... ดูเหมือนว่า 'หมาก' กระดานนี้ จะอันตรายและฉลาดหลักแหลมกว่าที่ท่านอ๋องประเมินไว้มากนัก" องครักษ์เงาเอ่ยเสียงแผ่ว ก่อนที่ร่างของทั้งสองจะกลืนหายไปกับสายลม

...

ยามอู่ (11.00 - 12.59 น.) ภายในห้องหนังสือของจวนอ๋องเซียวหยาง

ปึก!

ม้วนรายงานจากองครักษ์เงาถูกวางลงบนโต๊ะไม้จันทน์หอม อ๋องเซียวหยาง ในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม นั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน ทว่าดวงตาคมกริบสีนิลกาฬ กลับทอประกายวาววับอย่างประหลาด

"นางขู่จะเอาเหล็กแหลมแทงกระหม่อมจนอันธพาลตกใจวิ่งหนี... แล้วยังสาดผงประหลาดใส่พวกมันจนหัวเราะเสียสติ ก่อนจะฉวยโอกาสขายยาป้องกันตัวจนได้กำไรก้อนโตงั้นหรือ?"

เสียงทุ้มต่ำพึมพำทวนรายงานที่เพิ่งได้รับ ริมฝีปากบางเฉียบที่มักจะเม้มแน่นและเต็มไปด้วยความเย็นชา บัดนี้กลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มมุมปาก... เป็นรอยยิ้มที่แม้แต่คนสนิทก็ยังแทบไม่เคยเห็น!

"มู่หรงซี... เจ้ามันจิ้งจอกจำแลงชัดๆ"

เซียวหยางแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ความสนใจที่เขามีต่ออดีตพระชายาแสนชัง บัดนี้ได้หยั่งรากลึกลงไปในใจโดยที่เขาเองก็ไม่ทันระวังตัว ภาพสตรีร่างบางที่ยืนเชิดหน้าท้าทายเขาในคืนวิวาห์มรณะ ซ้อนทับกับภาพจิ้งจอกสาวจอมเจ้าเล่ห์ที่กำลังปั่นป่วนเมืองหลวงและยั่วยุคนจากจวนแม่ทัพ ได้อย่างเจ็บแสบ

"ฮูหยินรองแห่งจวนแม่ทัพคงเต้นเป็นเจ้าเข้าแล้วกระมัง ที่แผนการพังไม่เป็นท่า... สั่งคนของเราให้คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของจวนแม่ทัพให้ดี ข้าอยากจะรู้นักว่าพวกมันจะงัดไม้ไหนมาสู้กับจิ้งจอกน้อยตัวนี้อีก"

"พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง!" องครักษ์เงารับคำสั่ง

เซียวหยางลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างพลางทอดสายตามองไปในทิศทางของตรอกทิศใต้ ความปรารถนาอันรุนแรงบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในส่วนลึกของจิตใจ... ความปรารถนาที่อยากจะเห็นใบหน้าอันเย่อหยิ่งและดื้อรั้นนั้นด้วยตาของตนเองอีกสักครั้ง!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป