บทที่ 4 หนีเสือปะจระเข้

ด้านรมิดาก็มาพบอาจารย์รันทิชาที่สอนวิชาประสบการณ์ฝึกงานของเธอในเทอมนี้ เพราะตอนนี้เธอต้องไปฝึกงานเพื่อที่จะได้จบการศึกษาหลังจากร่ำเรียนมาหลายปี จนเพื่อนๆของเธอต่างพากันเรียนจบไปหมดแล้ว มันก็ควรถึงเวลาที่เธอจะเรียนจบบ้าง

“พี่รันค่ะ เทอมนี้ฟ้าขอไปฝึกงานที่บริษัทสิทธารักษ์นะคะ เพราะว่าฟ้าได้เข้าไปคุยกับทางบริษัทนั้นเรียบร้อยแล้วค่ะ” รมิดาบอกไปก็ยิ้มอย่างยินดี เพราะบริษัทที่เธอจะไปฝึกงานเป็นของลุงดนุภพและป้าดวงพร ซึ่งทั้งสองคือคนที่คอยเลี้ยงดูเธอแทนพ่อและแม่ของเธอมาตั้งแต่เด็กๆ

“ไม่ได้ เพราะพี่มีที่ฝึกงานให้เธอแล้วรมิดา แล้วเธอก็ต้องไปฝึกงานที่นั่นด้วยไม่ว่ากรณีๆใดที่เธอจะใช้เป็นข้ออ้าง พี่ไม่อยากจะรับรู้ เธอต้องไปฝึกงานที่นั่นเท่านั้นไม่งั้นก็ไม่จบ ”รันทิชาบอกไปอย่างขู่ๆ ก็ส่งแฟ้มเอกสารให้กับรมิดา ก่อนจะมองเด็กสาวอย่างสังเกต

“นี่มันไร่ชนาธรนิคะ มันเป็นของตระกูลพี่รันไม่ใช่เหรอคะ” รมิดาอ่านชื่อสถานที่ฝึกงานของตัวเอง ก็รู้ทันทีว่ามันคือธุรกิจของตระกูลชนาธรวานิชแน่นอน เพราะเพื่อนสาวของเธอนั่นก็คือมีนาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับอาจารย์รัน และยังใช้นามสกุลเดียวกันอีกด้วย

“ใช่ เพราะพี่จะให้คนคอยดูการทำงานของเธอระหว่างที่เธอฝึกงานอยู่  เธอต้องเข้าใจนะรมิดาว่าพี่เป็นอาจารย์ พี่ก็อยากจะให้เธอได้เรียนรู้และฝึกงานแบบเพื่อนๆของเธอ พี่ถึงต้องหาที่ฝึกงานให้เธอเอง เพื่อที่เพื่อนๆคนอื่นจะได้ไม่มองว่าเธอเป็นเด็กเส้น ” รันทิชาบอกไป ก่อนจะมองไปหาเจ้หลินเพื่อนสาวของเธอที่นั่งอยู่ด้านหลังของรมิดา กำลังทำมือเยี่ยมให้เธออยู่ เธอจึงแอบยิ้มให้แล้วขยิบตาให้อย่างรู้กัน

“พี่รันนี่เล่นละครเก่งใช้ได้เลยนะคะเจ้ แบบนี้เจ้เอาไปเป็นนางเอกในสังกัดเจ้ได้เลยนะคะเนี่ย ” เจนสุดาเอ่ยกระซิบกับเจ้หลินให้ได้ยินกันแค่สองคน เมื่อเธอนั่งฟังที่รันทิชาพูดมาตั้งแต่ต้น มันช่างเนียบเนียนจริงๆ

“หุบปากเลยยัยเจน ฟังต่อสิยะ” เจ้หลินดุเจนสุดา ก่อนจะมองไปที่เพื่อนสาวของเธอและรมิดาที่กำลังนั่งนิ่งเงียบไป

“แล้วฟ้าต้องฝึกงานที่นั้นกี่เดือนค่ะพี่รัน ถึงจะผ่านเกณฑ์ฝึกงาน” รมิดาถามออกไป เพราะเธออยากจะได้เวลาที่แน่นอน เพราะในอีกสามเดือนข้างหน้าเธอจะต้องถ่ายละครเรื่องใหม่แล้ว

“สองเดือนหรืออาจจะมากกว่านั้น มันอยู่ที่เธอจะฝึกงานได้ดีมากน้อยแค่ไหน  เมื่อคนที่ควบคุมไร่เซ็นเอกสารให้เธอผ่านการฝึกงานมาให้พี่ แค่นั้นเธอก็จะเรียนจบ แล้วนี่เป็นรายละเอียดของที่ไร่เอาไปอ่านดูก่อนที่เธอจะไป” รันทิชาบอกไปก็เอาข้อมูลของไร่มาให้รมิดาอ่าน แต่เธอก็ไม่ได้บอกรมิดาว่าพี่ชายของเธออยู่ที่นั่น

“ฟ้าต้องไปฝึกงานเมื่อไหร่คะ แล้วต้องเริ่มวันไหน” รมิดาถามต่อ เพราะเธอจะได้เตรียมตัวไปฝึกงานในครั้งนี้ให้มันเสร็จๆไป

“พี่ติดต่อที่ไร่แล้ว เธอจะต้องไปที่นั่นในอีกสามวันข้างหน้า แล้วเขาจะจัดการบอกเธอเองว่าเธอจะได้เริ่มงานวันไหน ตั้งใจหน่อยล่ะเพราะพี่อุตส่าห์ส่งเธอไปแล้วอย่าให้เสียชื่อพี่เด็ดขาดเข้าใจไหม” รันทิชาบอกไปก็ทำหน้าจริงจังใส่รมิดา

“ค่ะพี่รัน ฟ้ามีทางเลือกอื่นหรือไงล่ะคะ ยังไงฟ้าก็ต้องไปที่นั่นอยู่ดี งั้นฟ้าขอตัวกลับก่อนนะคะ” รมิดาบอกไปก็ยกมือไหว้รันทิชา ก่อนจะหันไปหาเจ้หลินและเจนสุดาที่นั่งรออยู่ด้านหลัง ก่อนจะเห็นทั้งสองยิ้มออกมาอย่างดีอกดีใจ

“ดีใจอะไรกันคะ” รมิดาถามออกไปจนสองสาวต้องรีบหุบยิ้มแล้วแก้ตัวทันที

“ก็ดีใจที่แกจะเรียนจบสักทีไง ใช่ไหมคะเจ้หลิน” เจนสุดาแก้ตัวออกไปก็หันไปถามความเห็นจากเจ้หลินทันที

“ใช่ๆจ่ะ ฟ้าจะได้มารับงานได้เต็มที่ไง พี่ว่าฟ้าไปฝึกที่นี่ก็ดีนะจะได้เรียนจบไวๆ แถมยังได้หลบข่าวบ้าๆพวกนั้นไปสักพัก” เจ้หลินพูดบอกไปก็ลุกขึ้นเดินไปหารมิดา

“ฟ้าไม่ได้อยากหนีข่าวพวกนั้นสักหน่อย เพราะฟ้าไม่ได้ทำแบบที่ข่าวลงไป ทำไมฟ้าต้องยอมรับในสิ่งที่ฟ้าไม่ได้ทำด้วยล่ะคะ เฮ้อ งั้นเดียวเรากลับกันเถอะค่ะ เดี๋ยวต้องไปงานอีเว้นท์ต่ออีก” รมิดาบอกไปอย่างเหนื่อยใจ เพราะเธอชินกับข่าวฉาวๆพวกนี้ที่ออกไปแล้ว

“เดี๋ยวฟ้าไปกับยัยเจนก่อนนะ เดี๋ยวเจ้ขอเม้าท์กับยัยรันก่อน นานๆจะเจกันสักที” เจหลินโกหกออกไป ทั้งที่เธอพึ่งเจอกับรันทิชาเมื่อวาน

“ ค่ะ งั้นไว้เจอกันที่คอนโดนะคะเจ้ ฟ้าไปก่อนนะคะ” รมิดาบอกไปก็เดินออกจากห้องทำงานของรันทิชาไปพร้อมกับเจนสุดาทันที พอสองสาวออกไปเจ้หลินก็มานั่งเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของรันทิชาทันที

“โอ้ยแก เชื่อที่ฉันบอกรึยังล่ะว่ายัยฟ้ามันไม่ยอมหนีนักข่าวจริงๆ  นี่ฉันคิดว่ายัยฟ้าจะไม่ยอมไปซะแล้ว แกนี่เล่นละครเก่งใช่ย่อยเลยนะยัยรัน ขอบใจแกมากเลยนะที่ช่วยฉัน” เจ้หลินบอกไปอย่างแซวๆก่อนจะขอบคุณเพื่อนสาวที่ยอมช่วยเหลือเธอ

“อืม เพื่อนกันถ้าไม่ช่วยกัน แล้วจะไปช่วยใครล่ะ” รันทิชาบอกไปก็ยิ้มให้กับเพื่อนสาว ก่อนจะพูดคุยกันต่อเกี่ยวกับเรื่องของรมิดา

หลังจากนั้นสามวันก็ถึงเวลาที่รมิดาจะต้องไปฝึกงานที่ไร่ในจังหวัดเชียงราย เธอก็มานั่งรอเพื่อนสาวและเจ้หลินที่จะไปส่งเธอที่สนามบิน

“ยัยเจน แกจะขนกระเป๋าไปไหนน่ะ” รมิดาเอ่ยถามออกไปอย่างสงสัย เพราะเธอเป็นคนไปแต่ทำไมเพื่อนสาวของเธอถึงขนกระเป๋าออกมาแบบนั้น

“ก็ไปกับแกไงยะ” เจนสุดาบอกไปก็ยิ้มออกไป พร้อมกับขนกระเป๋าสองใบออกมาหยุดที่หน้าเพื่อนสาว

“เฮ้อ แกไม่ต้องไปกับฉันก็ได้ ฉันไปฝึกงานนะยะ ไม่ได้ไปถ่ายแบบถ่ายละคร จะไปให้เขาว่าฉันเป็นคนอ่อนแอรึไงยะ” รมิดาบอกไป เพราะเธอไปฝึกงานเท่านั้น จึงไม่จำเป็นที่เพื่อนสาวของเธอจะต้องไปด้วย

“ไม่ได้นะ ยัยเจนจะต้องไปกับฟ้าด้วย เกิดมีปัญหาอะไรยัยเจนจะได้ช่วยฟ้าได้ไง” เจ้หลินรีบเอ่ยบอกไป เพราะเธอไม่อยากจะให้รมิดาไปคนเดียว ขืนเจอกับพี่ริกเข้า เธอไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเป็นยังไง ไม่ได้ๆ เธอต้องป้องกันไว้ก่อน

“ไม่เป็นไรค่ะเจ้ ฟ้าไปเองได้ ให้ยัยเจนอยู่ช่วยเจ้ดูแลคนอื่นๆที่นี่เถอะค่ะ ฟ้าอยากไปฝึกงานคนเดียวค่ะเจ้” รมิดาบอกไปด้วยสายตาและเสียงจริงจัง จนเจ้หลินพูดแทบไม่ออก เพราะจะบอกได้อย่างไรว่าคนที่จะดูแลรมิดาเคยเป็นริชาร์ทที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นหนุ่มคาสโนว่า ถึงจะเป็นโรคเสื่อมสมรรถภาพ แต่พี่ริกจะไว้ใจได้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้

“แต่ฉันอยากไปอยู่ดูแลแกมากกว่านิยัยฟ้า ให้ฉันไปด้วยนะ” เจนสุดาพูดไปก็ทำเสียงอ้อนใส่รมิดาก่อนจะเดินเข้าไปกอดอย่างออดอ้อน

“ไม่เอา ฉันเรียนเองก็ต้องฝึกงานเองสิ แกอยู่ที่นี่กับเจ้หลินนั่นแหละดีแล้ว นักข่าวจะได้ไม่สงสัยว่าฉันหายไปไหน นี่ถ้าแกยังฝืนจะไปกับฉัน ฉันจะไม่ไปฝึกงานแล้วนะยัยเจน” รมิดาขู่เพื่อนสาวออกไป เธอรู้ว่าทั้งสองเป็นห่วงเธอ แต่นี่มันคือสิ่งที่เธอต้องเจอและทำด้วยตัวเอง เธอจึงไม่อยากรบกวนคนอื่น

“ก็ได้ๆ เจ้ให้ยัยเจนอยู่กับเจ้ที่นี่แหละ เราก็ไปฝึกงานเองก็แล้วกัน แต่ถ้ามีปัญหาอะไรรีบโทรมาบอกเลยนะเข้าใจไหมยัยฟ้า ห้ามดื้อ ห้ามรั้น ห้ามทำอะไรแผลงๆด้วยเข้าใจไหม” เจ้หลินเอ่ยเตือนรมิดาออกไป แล้วหวังในใจว่าริชาร์ทจะเสื่อมสมรรถภาพแล้วไม่คิดอะไรกับรมิดาจริงๆเถอะ

“งั้นไปกันเถอะค่ะ เดียวฟ้าจะตกเครื่อง” รมิดาบอกไปก็ทำท่าทางดีใจที่จะได้ไปฝึกงาน เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่เธอได้ไปผจญภัยคนเดียว  หลังจากนั้นเจ้หลินและเจนสุดาก็ต้องไปส่งรมิดาที่สนามบิน ก่อนจะต้องปล่อยให้รมิดาเดินทางไปเชียงรายเพียงคนเดียว

ณ ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย บ่ายสามโมง

รมิดาเดินออกมาจากสนามบินก็ใส่หมวกแล้วเอาผ้าคลุมใบหน้า เพื่อไม่ให้มีคนเห็นว่าเป็นเธอ เนื่องจากตอนนี้เธอเป็นข่าวฉาว โชคดีที่เธอได้มาฝึกงานที่นี่จึงไม่ต้องวุ่นวายเหมือนอยู่ที่กรุงเทพ เธอพยายามมองหาป้ายชื่อของไร่ชนาธร จนเจอกับหนุ่มวัยกลางคนท่านหนึ่งเธอก็รีบเดินเข้าไปหาทันที

“คนจากไร่ชนาธรใช่ไหมคะ ฉันชื่อรมิดาค่ะ เป็นคนที่กำลังจะไปฝึกงานที่ไร่ของคุณ” รมิดาบอกไปก็ยิ้มให้อย่างเป็นมิตร

“ใช่ครับ ผมชื่อชัยนะครับ เป็นคนงานในไร่ครับ  นายใหญ่สั่งให้ผมมารับคุณไปที่ไร่ครับ เชิญที่รถเลยดีกว่าครับ เดี๋ยวผมถือกระเป๋าให้ครับ” ชัยเอ่ยบอกไปก็มองสาวสวยตรงหน้าที่ใส่ผ้าคลุมและแว่นตา จนทำหน้าไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริง

“ค่ะ  ขอบคุณนะคะ” รมิดาบอกไปก็เดินตามคนงานที่ชื่อชัยไปที่รถตู้ ก่อนจะขึ้นไปนั่ง แล้วถอดแว่นตาและผ้าคลุมออก เมื่อปลอดผู้คนแล้ว

“นี่คุณฟ้า รมิดาใช่ไหมครับ ผมเป็นแฟนคลับคุณมานานแล้วนะครับเนี่ย ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอตัวจริง ถ้าแม่และคนที่ไร่เจอคุณฟ้าเข้าคงจะชอบใจน่าดูเลย” ชัยที่มานั่งฝั่งคนขับรถ ก็เห็นใบหน้าสวยเข้า จึงบอกไปอย่างดีใจ ที่ได้เห็นดาราสาวที่เขาชื่นชอบในการแสดงของเธอ รวมไปถึงแม่ของเขาและเหล่าแม่บ้านที่ชอบดูละครกันเป็นอย่างมาก

“ค่ะ ขอบคุณนะคะที่ติดตามผลงานของฟ้า” รมิดาบอกไปพร้อมกับรอยยิ้ม เมื่อมีคนชื่นชอบละครที่เธอแสดง มันทำให้เธอรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่เห็นคนชมว่าการแสดงของเธอดี

“งั้นเดี๋ยวเราไปที่ไร่กันเลยนะครับ ไม่เกินหนึ่งชั่วโมงถึงครับเพราะไร่เราอยู่แถบชานเมืองนะครับ” ชัยบอกไปก็ขับรถด้วยท่าทางอารมณ์ดี เขาชักอยากจะให้เจ้านายของเขาเห็นสาวฝึกงานคนนี้แล้วจริงๆ สวยๆแบบนี้เจ้านายของเขาจะต้องชอบแน่ ชัยคิดในใจออกไป เพราะเวลาอยู่ที่ไร่เขาไม่เคยเห็นริชาร์ทสนใจผู้หญิงคนไหนเลย หรือแม้กระทั่งไม่มีผู้หญิงมาหาเขาที่ไร่เลยสักคน พึ่งจะมีรมิดาเป็นคนแรกที่ได้เข้าไปในไร่

ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมง รถตู้ก็แล่นเข้ามาในไร่ชนาธรที่เต็มไปด้วยไร่ชาและทุ่งดอกไม้ละลานตาเต็มไปหมด รมิดามองอย่างชื่นชอบ ก่อนจะมองไปที่บ้านหลังใหญ่ที่อยู่บนดอยที่ตอนนี้รถตู้กำลังขับเคลื่อนเข้าไป แต่ที่นี่คงจะปลอดภัยน่าดู เพราะมียามคอยเฝ้าปากทางเข้าไปบ้านบนดอยด้วย  จากนั้นรถก็จอดที่บ้านไม้สักหลังใหญ่กลางขุนเขาที่ถูกสร้างได้อย่างลงตัว

“เชิญครับคุณฟ้า ถึงบ้านนายใหญ่แล้วครับ” ชัยบอกไปก็ลงรถไปเปิดประตูให้กับรมิดาทันที ก่อนจะเดินอ้อมไปเอากระเป๋าของรมิดาที่หลังรถ

รมิดาลงจากรถตู้ก็มองสำรวจไปรอบๆบ้าน จนเธอเริ่มจะชอบบรรยากาศของที่นี่แล้ว ก่อนจะหันไปมองที่ประตูบ้าน เมื่อมีผู้หญิงเดินออกมาสองคน คนหนึ่งค่อนข้างจะอายุมากแล้ว ส่วนอีกคนดูเหมือนจะอายุประมาณยี่สิบปลายๆ รมิดาคิดในใจอย่างสงสัย

“สวัสดีค่ะ คุณรมิดา ยินดีต้อนรับสู่ไร่ชนาธรนะคะ ดิฉันชื่อนันทิตาค่ะเรียกว่าพี่นันก็ได้ค่ะ ดิฉันเป็นผู้จัดการไร่ของที่นี่ ส่วนนี่ป้าของดิฉันเองค่ะชื่อป้ามานีค่ะ เรียกแบบคนที่นี่ก็ป้านีค่ะ ส่วนนั่นพี่ชัยลูกพี่ลูกน้องของฉันเองค่ะ” นันทิตาเอ่ยแนะนำตัวเองและป้ากับพี่ชายของเธอให้กับรมิดา  เพราะริชาร์ทบอกกับเธอว่ารมิดาคือแขกของรันทิชาที่จะเข้ามาฝึกงานที่นี่ เธอจึงต้องดูแลผู้หญิงคนนี้อย่างดี เพื่อไม่ให้ริชาร์ทเสียชื่อ

“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ เรียกฟ้าก็ได้ค่ะ จะได้ดูเป็นกันเอง ไม่ต้องเรียกคุณหรอกค่ะ” รมิดาพูดออกไปอย่างเป็นมิตร ก่อนจะยิ้มให้กับทั้งสามคน

“โถ่แม่คุณ ไม่เห็นเหมือนที่เป็นข่าวเลย ดูสิกริยาท่าทางน่ารักจริงๆ” มานีเอ่ยพูดไปก็ยิ้มให้อย่างเอ็นดู เมื่อเธอเห็นท่าทางของเด็กสาวไม่เหมือนกับที่ข่าวลง

“ฮ่าๆ ฟ้าน่ารักกับคนที่ทำดีกับฟ้าเสมอค่ะ ยังไงฟ้าฝากตัวด้วยนะคะ เพราะฟ้าคงอยู่ที่นี่อีกหลายเดือน อ่อ แล้วอย่าบอกคนนอกนะคะว่าฟ้ามาฝึกงานที่นี่ ฟ้าไม่อยากเป็นข่าวนะคะ” รมิดาบอกไปตามจริง เพราะสำหรับเธอดีมาก็ดีกลับ แต่ถ้าร้ายมาเธอก็จะร้ายกลับไปเป็นเท่าตัว จากนั้น รินลดาก็จับมือของมานีอย่างขอร้อง  ให้ช่วยปกปิดเรื่องของเธอ

“ได้สิคะ งั้นเชิญเข้าไปข้างในดีกว่าค่ะ นายใหญ่ให้จัดห้องสำหรับคุณไว้แล้ว ส่วนเรื่องงานเย็นนี้นายใหญ่กลับมาท่านจะคุยกับคุยเองค่ะ” นันทิตาตอบไป เพราะรันทิชาได้โทรมากำชับเธอไว้แล้วว่าอย่าให้คนนอกรู้ว่ารมิดาอยู่ที่นี่

“ค่ะ” รมิดาตอบไปก็เดินตามทั้งสองเข้าไปด้านใน ก่อนจะมองการตกแต่งภายในบ้านอย่างชื่นชอบ เพราะมันสวยและลงตัวกันเป็นอย่างยิ่ง พอผ่านห้องนั่งเล่นเธอก็เห็นมีสระว่ายน้ำอยู่ข้างๆด้วย ก่อนจะเดินไปจนถึงห้องของเธอซึ่งอยู่ฝั่งเดียวกับสระว่ายน้ำ

“นี่ห้องของคุณนะคะ ส่วนด้านหลังเป็นห้องของนายใหญ่ค่ะ” มานีเอ่ยบอกก็จัดการเก็บของของหญิงสาวไว้ข้างเตียง

“แล้วห้องของป้านีกับพี่นันล่ะคะ ไม่ได้อยู่ที่นี่เหรอคะ” รมิดาถามออกไปอย่างสงสัย เพราะเธอยังไม่รู้เลยว่านายใหญ่อะไรนี่คือใคร เพราะไมเธอไม่เห็นอาจารย์พี่รันบอกอะไรกับเธอเลยสักนิดนอกจากข้อมูลของไร่

“ไม่หรอกค่ะ ป้ากับยัยนันอยู่ที่เรือนคนงานนะคะ นายใหญ่ท่านชอบความเป็นส่วนตัว ป้าและแม่บ้านอีกสองคนก็เลยไปกลับนะคะ ” มานีอธิบายบอกไปก็ยิ้มให้ เพราะส่วนใหญ่ริชาร์ทจะไม่ค่อยชอบให้ใครมาวุ่นวายที่เรือนใหญ่ตอนดึกๆ

“แปลว่าฟ้าต้องอยู่ที่นี่กับนายใหญ่ของป้าสองคนเหรอคะ” รมิดาถามอย่างอึ้งๆ เธอจะไว้ใจนายใหญ่อะไรนี่ได้แค่ไหนกัน

“อ่อ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ คุณรันขออนุญาติให้ป้ามานอนที่เรือนใหญ่ช่วงที่คุณมาอยู่ที่นี่ค่ะ” มานีบอกไปเพราะรู้ดีว่าเด็กสาวกำลังกังวลใจเรื่องอะไร

“อ่อ ค่อยโล่งอกหน่อยค่ะ นึกว่าจะอยู่ที่นี่กับนายใหญ่ของป้าสองคนซะแล้ว” รมิดาพูดไปยิ้มไป เมื่อรู้ว่าป้านีก็นอนที่นี่เช่นกัน

“ค่ะ งั้นป้าขอตัวก่อนนะคะ มีอะไรก็เรียกใช้ได้ตลอดนะคะ ห้องของป้าอยู่ฝั่งห้องครัวนั่นแหละค่ะ” มานีบอกไปก็ขอตัวออกห้องไป ก่อนจะปล่อยให้รมิดาทำธุระของเธอต่อ

หลังจากนั้นรมิดาก็จัดเสื้อผ้าใส่ตู้อย่างเรียบร้อยด้วยตัวเอง ก่อนจะไปรับประทานอาหารที่แม่บ้านจัดมาให้ แล้วเธอก็เดินสำรวจดูรอบๆบ้านในตอนเย็น ก่อนจะไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วออกมายืนรับลมที่ลานหลังบ้านที่มองเห็นวิวของภูเขาอย่างสวยงาม ก่อนสายตาจะมองไปเห็นระเบียงห้องของห้องนายใหญ่ที่ป้านีบอก ก็มองอย่างสงสัย ว่านายใหญ่คนนั้นคือใคร เพราะที่นี่เป็นไร่ของชนาธรแล้วใครล่ะที่มาเป็นนายใหญ่ของที่นี่ รมิดาคิดอย่างสงสัย

ริชาร์ทที่กำลังกลับจากสำนักงานก็ขมวดคิ้วสงสัยว่าใครมายืนอยู่ที่ระเบียงชมดาวของเขา จึงเดินเข้าไปดูทันที ก่อนจะเจอหญิงสาวที่นุ่งชุดนอนบางๆมายืนอ่อยเขา เขาจึงคิดว่าเป็นคนงานของที่นี่จึงรีบเอ่ยปากไล่ออกไปทันที

บทก่อนหน้า
บทถัดไป