บทที่ 3 ต้องทำยังไง

เขานึกถึงรอยยิ้มหวานของเธอ เด็กสาวที่เติบโตขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะสดใสที่เคยทำให้บ้านหลังนี้เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ภาพเหล่านั้นยังคงชัดเจน แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่อาจปล่อยผ่านคือการจากไปอย่างไม่มีเหตุผล ตราบจนวันเวลาที่เขาและเธอโตขึ้น เขาเลือกที่จะไปอยู่คอนโดและไม่ค่อยได้ไปหาเธอ ส่วนเธอก็ไม่ได้ไปมาหาสู่ที่บ้านเขาเช่นเคย

แทนคุณลุกขึ้นยืน เดินไปที่หน้าต่างกระจกสูง มองออกไปนอกอาคารอย่างครุ่นคิด แววตาคมเข้มเต็มไปด้วยคำถามและความไม่เชื่อใจ เขาพยายามคิดอยู่หลายตลบเหตุใดเพียงดาวถึงเลือกที่จะทิ้งงานแต่งงานไปเช่นนี้ มันไม่เคยมีลางอะไรบอกเขาว่าเธอจะไม่แต่งงานกับเขา แค่ความห่างในระยะเวลาไม่กี่ปี มันทำให้เธอเลือกที่จะทิ้งทุกอย่างไปเช่นนี้เชียวหรือ หรือว่าเธอมีใครในใจ แต่มันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะว่าตลอดเวลาที่ห่างกัน เขาก็ให้คนตามสืบและตามดูเธออยู่ห่างๆ เธอก็ไม่ได้แอบไปคบใคร นั่นมันยิ่งหาเหตุผลไม่เจอ ว่าเธอหนีไปเพราะอะไร

“ฤกษ์แต่งงานก็มีแล้ว ทุกอย่างถูกเตรียมไว้หมด แต่ทำไมเอื้อยต้องเลือกหนีไปแบบนั้น หรือว่ามีเหตุผลบางอย่างที่พี่ไม่รู้” แทนคุณเอ่ยพึมพำออกมาเพียงลำพัง นอกจากคิดไม่ออกแล้วเขายังต้องรออย่างไร้จุดหมาย รอว่านักสืบเอกชนที่เขาจ้างตามสืบร่องรอยของเพียงดาวจะแจ้งข้อมูลกลับมาว่าเธอหนีไปที่ใด แล้วถ้าเขาได้รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน ต่อให้ไกลแสนไกลแค่ไหนก็ตาม เขาก็จะตามเธอไปเพื่อทำความเข้าใจกับเธอ และพาเธอกลับมาแต่งงานกับเขาให้ได้

ความสงสัยกัดกินหัวใจแทนคุณมากขึ้นทุกวินาที เขาไม่อาจปล่อยเรื่องนี้ให้กลายเป็นเพียงการตัดสินใจลอยๆ ของเพียงดาวได้ เพราะในความรู้สึกของเขา เธอไม่ใช่คนที่จะทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังโดยไม่มีเหตุผล เขากำหมัดแน่น หัวใจเต้นแรงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“ถ้าเอื้อยไม่ยอมบอก พี่ก็จะหาคำตอบด้วยตัวเอง เอื้อยไม่มีทางหนีพี่ไปได้หรอก พี่รอเอื้อยมานานขนาดนี้ พี่ไม่มีทางปล่อยเอื้อยไปง่ายๆ หรอก” แทนคุณเอ่ยด้วยความมุ่งมั่น การหมั้นหมายที่ประหนึ่งคำสัญญาของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายได้ให้ไว้แก่กัน มันทำให้เขาไม่กล้าคบใคร ไม่กล้ารักใคร ด้วยเพราะว่าเขารู้ดีอยู่แล้วว่าเขาจะต้องแต่งงานกับเธอ ความรักและความผูกพันถูกถักทอขึ้นเรื่อยๆ แต่พอถึงวันที่จะต้องแต่งงานกัน ทุกอย่างกับพังลงไม่เป็นท่า

ห้องโถงใหญ่ของบ้านเพียงดาวเต็มไปด้วยบรรยากาศเงียบงัน ราวกับเวลาหยุดหมุน คุณอารยะเดินวนไปมาด้วยสีหน้าขุ่นเคืองปนตกใจ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้องสะท้อนทั่วพื้นหินอ่อน ขณะที่คุณอรทัยนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา มือบางกำชายเสื้อแน่น ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความไม่เข้าใจ

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน มันจะไม่มีบอกใครบอกว่ายัยเอื้อยไปไหนเลยหรือไง เพื่อนยัยเอื้อยทุกคนก็ไม่มีใครรู้ว่ายายเอื้อยไปไหน” คุณอารยะเอ่ยเสียงเข้ม แววตาคมดุดันจ้องไปยังจดหมายที่เพียงดาวทิ้งไว้ มีเพียงไม่กี่ประโยคสั้นๆ ที่ไม่ระบุจุดหมายปลายทางและความตั้งใจว่าเธอจะเดินทางไปที่ใด มันทำให้ทั้งคุณอารยะและคุณอรทัยเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก

"คุณคะ ยัยเอื้อยได้ปรึกษาอะไรคุณมั้ย ยัยเอื้อยได้บอกคุณไหมว่าทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไร ทั้งที่แค่อีกสองเดือนก็จะแต่งงานกับตาแทนแล้ว" คุณอรทัยเงยหน้าขึ้น น้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาจ้องไปที่สามีด้วยความหวั่นวิตก ท่านไม่รู้เลยว่าบุตรสาวไปอยู่ที่ใด และคำถามที่ถามสามี ก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะหาคำตอบ เพียงแค่ต้องการระบายสิ่งที่อึดอัดอั้นในใจของท่านเท่านั้น

ผู้เป็นบิดากำหมัดแน่น ความผิดหวังและความโกรธตีตลบในใจ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมบุตรสาวที่เลี้ยงดูมาอย่างดี ถึงเลือกเดินหนีจากสิ่งที่ครอบครัวจัดเตรียมให้

“ลูกไม่รู้หรือไงว่านี่คือสัญญาที่ผูกพันกันมานาน” คุณอารยะไม่ตอบในสิ่งที่ภรรยาถาม แต่ท่านเอ่ยเสียงแข็ง ก่อนจะหันไปมองแทนคุณที่เพิ่งเดินเข้ามา และได้ยินสิ่งที่คุณอารยะเอ่ยออกไป

แทนคุณยืนนิ่ง สีหน้าสงบแต่ดวงตาลึกซึ้งเต็มไปด้วยคำถาม เขาไม่ได้ตอบอะไรในทันที เพียงมองกระดาษในมือบิดาของเพียงดาวเหมือนอยากจะเจาะลึกลงไปถึงเหตุผลที่แท้จริง

“คุณน้าครับผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่ผมเชื่อว่าเอื้อยต้องมีเหตุผลถึงเลือกทำอะไรแบบนี้ ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะไปตามหาเอื้อยให้เจอ ไม่ว่ายังไงผมกับเอื้อยก็ต้องแต่งงานกัน” เสียงทุ้มหนักแน่นของเขาดังขึ้น มันทำให้ชายชรามั่นใจขึ้นมาว่ายังไงเสียการแต่งงานของทั้งสองคนก็ไม่ล่มแน่ๆ

"แทน เราคิดว่าเราจะทำยังไงต่อไป" คุณอารยะสบตาเขา ความโกรธในใจถูกแทนด้วยความกังวลที่ซ่อนลึก แทนคุณนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยช้าๆ แต่ชัดเจน

“ผมจะหาตัวเอื้อยให้เจอ แล้วหาคำตอบให้ได้ครับ ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหน ผมต้องรู้ให้ได้ว่าเพราะอะไรเอื้อยถึงหนีไป ทั้งที่เรามีอนาคตร่วมกันอยู่ตรงหน้าแท้ๆ” แทนคุณยังคงตอบเหมือนเดิม ความแน่วแน่ในน้ำเสียงนั้นทำให้คุณอรทัยน้ำตาคลอ ท่านรู้ดีว่าแทนคุณรักเพียงดาวเพียงใด แต่ครั้งนี้บุตรสาวของท่านกลับเลือกเส้นทางที่ไม่มีใครคาดคิดเลยแม้แต่น้อย หลังจากที่สนทนากับผู้ใหญ่เรียบร้อยแล้วแทนคุณก็ออกไปจากบ้านของเพียงดาว

เขาเดินทางมาที่คาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งย่านใจกลางเมือง บรรยากาศเงียบสงบในยามบ่าย แทนคุณยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับหญิงสาวร่างเล็กที่เขารู้จักดี มยุรี คือเพื่อนสนิทของเพียงดาวตั้งแต่สมัยเรียน

แววตาคมเข้มของเขาจับจ้องใบหน้าของเธออย่างไม่ยอมละไปไหน น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างชัดเจน

“คุณมยุรี คุณเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเอื้อย คุณต้องรู้สิว่าเอื้อยหนีไปไหน” คำถามที่ตรงไปตรงมาของเขาถูกถามออกไปทันทีที่เจอหน้ามยุรี เธอเพิ่งเริ่มทำงานที่นี่ได้ไม่กี่วัน มันทำให้มยุรีประหลาดใจเป็นอย่างมาก มยุรีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยกถ้วยกาแฟขึ้นมาชงเพื่อถ่วงเวลา สายตาเลี่ยงหนีความจริงที่ถูกจี้ตรงจุด ถ้าเขารู้ขนาดตามหาตัวเธอเจอ ทำไมเขาจะหาไม่ได้ว่าเพียงดาวไปอยู่ที่ไหน ตอนนี้เธอลำบากใจมากเหลือเกิน เธอไม่กล้าบอกหรอกเพราะเพียงดาวสั่งเธอไว้ว่าไม่ให้บอกทุกคน แม้กระทั่งครอบครัวเพียงดาวเอง

“ฉันไม่รู้จริงๆ คุณแทน เอื้อยไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังเลย อยู่ดีๆ เธอก็ตัดสินใจไป ฉันเองก็ตกใจเหมือนกัน” มยุรีต้องโกหกออกไป เพื่อให้ตัวเองรอดเพราะเพื่อนของเธอ ก็เจ็บเพราะผู้ชายคนนี้มาเยอะ เธอจะไม่มีทางบอกเขาให้เขาตามหาตัวเพียงดาวเจอ ถ้าเขาจะตามหาเจอก็ต้องเพราะตัวเขาเองไม่ใช่มยุรีบอก

“ไม่รู้… หรือว่าไม่อยากบอก” คำตอบนั้นทำให้แทนคุณนิ่งไป ดวงตาเรียบนิ่งแต่แฝงความกดดัน เขามองเธอราวกับจะมองทะลุความลับที่ซ่อนอยู่ เขารู้ว่ามยุรีรู้ แต่มยุรีแค่ไม่บอกเขา และเขาก็ไม่มีสิทธิ์เค้นความลับจากมยุรีราวกับเธอเป็นนักโทษ

"ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ฉันก็เป็นห่วงเอื้อยเหมือนกัน แต่ถ้าเอื้อยตัดสินใจแล้ว เราก็ควรเคารพการตัดสินใจของเอื้อยไม่ใช่เหรอคะ" มยุรีสะดุ้งเล็กน้อย รีบส่ายหน้า เธอพยายามที่จะบอกเขาว่าเธอไม่รู้ แต่คำพูดต่อมาของเธอมันเหมือนเป็นการเตือนสติว่าไม่ให้เขาตามหา เขาจึงเชื่อมั่นว่ามยุรีไม่มีทางบอกเขาแน่ๆ ว่าเพียงดาวอยู่ที่ไหน อย่าคิดว่ามยุรีไม่บอกแล้วคนอย่างเขาจะไม่สามารถตามหาตัวเพียงดาวเจอ ไม่ว่ายังไงเพียงดาวก็ต้องกลับมาแต่งงานกับเขา เพราะเธอคือเจ้าสาวคนเดียวที่เขาเลือก เพียงดาวจะต้องอยู่เคียงข้างเขาไปจนวันสุดท้ายของชีวิต

แทนคุณเม้มริมฝีปากแน่น หัวใจเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ เขารู้จักเพียงดาวดี และเขาก็รู้จักมยุรีดีเช่นกัน ทั้งสองสนิทกันจนแทบไม่มีความลับใดปิดบังได้ แต่ครั้งนี้มยุรีกลับยืนยันเสียงแข็งว่าไม่รู้อะไรเลย มันเป็นไปไม่ได้จริงๆ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป