บทที่ 9 จนปัญญา
เขากอดอกมองหญิงสาว นี่คงจนปัญญาจะหาคำแก้ตัวเลยละสิ เขาได้แต่เค้นเสียงหัวเราะในลำคอ แล้วพยักหน้าเล็กน้อย
“เลือกหนังสือได้แล้วก็ออกไปสิ ข้าต้องใช้ห้องนี้”
“ข้าน้อยยังเลือกหนังสือไม่เสร็จ” พูดจาถ่อมตนแต่กลับกล้าถลึงตาใส่อย่างไม่กลัว แม้เขาจะสูงใหญ่กว่านางนัก
“แล้วท่านเข้ามาใช้ห้องนี้ ได้รับอนุญาตจากจ้าวฮูหยินแล้วรึ”
“ข้า...” คราวนี้เป็นเขาที่พูดไม่ออก เรื่องต่อปากต่อคำกับสตรีเขาไม่ถนัดนัก ผู้หญิงสองคนที่เขาพูดด้วยน้ำเสียงปกติและไม่ต้องระวังอะไรนักก็คือท่านแม่และเคอหลิ่งหลิน ครั้นจะโต้เถียงกับนางก็ใช่เรื่อง ซ้ำร้ายดูท่าทางนางจะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เขากัดริมฝีปากกลั้นหัวเราะแสร้งทำดุดันไปอย่างนั้น
“เช่นนั้นเจ้าก็เลือกเร็วๆ แล้วรีบๆ ออกไปเสียสิ”
“แล้วตกลงท่านได้รับอนุญาตแล้วรึ” นางยังอยากเอาชนะเขาอยู่ด้วยการโต้เถียงแบบเด็กๆ
“เอาเป็นว่าข้าได้รับคำสั่งจากท่าน...แม่ทัพให้มาที่นี่ก็แล้วกัน” เกือบจะหลุดปากเรียกท่านพ่อออกมาแล้ว
“คงโดนลงโทษละสิ” นางพึมพำแล้วหมุนตัวเลือกหยิบตำราแพทย์อีกสองเล่มมาไว้ในอ้อมแขน
“อะไรนะ” เขาได้ยินชัดแต่ก็ยังแสร้งทำเป็นได้ยินไม่ชัด
“ได้ยินหรือเจ้าคะ” นางหันมาทำตาโตด้วยความประหลาดใจ แต่พอเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเขาแล้วนางก็กลั้นหัวเราะ “หน้าตาไม่เต็มใจมาแบบนี้ ต้องโดนลงโทษมาแน่ๆ”
“เจ้านี่มัน!” จะพูดว่าสู่รู้เกินไปแต่ก็ไม่อยากพูด จะกลายเป็นผู้ชายปากร้ายต่อว่าผู้หญิงที่ไม่รู้ฐานะของเขาได้
“เอาเถอะ ท่านโชคดีนักที่ได้มีโอกาสเล่าเรียนและได้มีหนังสือดีๆ มากมายให้เลือกอ่านเช่นนี้”
“แล้วเจ้าล่ะ อ่านหนังสือออกด้วยรึ”
“ถึงข้าไม่ได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาแต่ท่านพ่อก็สอนอ่านเขียนนะเจ้าคะ” นางพูดด้วยความภูมิใจ อย่างน้อยนางก็รู้หนังสือเพราะบิดาของตน
จ้าวจิ่นสือมองนางอย่างประเมินแล้วลองสอบถาม “เจ้ารู้จักหลิ่งหลินได้อย่างไร”
“หลิ่งหลิน?” นางทวนคำแล้วก็นึกได้ “ท่านหมายถึงเคอหลิ่งหลินใช่หรือไม่”
“อืม...” อยู่ข้างนอก พี่สาวซุกซนคนนี้คงใช้แซ่เดิมของนาง
“ตอนนั้นข้าแอบหลบท่านพ่อขึ้นเขาไปหาสมุนไพร หลงป่าอยู่สามวันสามคืน บังเอิญพี่หลิ่งหลินมาพบข้าเข้าได้ช่วยชีวิตข้าไว้และพาข้าไปส่งที่บ้านอย่างปลอดภัย นับแต่นั้นก็ได้พบพี่สาวบ่อยๆ เจ้าค่ะ แต่มิรู้ว่านางเป็นลูกบุญธรรมแม่ทัพจ้าว”
“พี่สาว? ท่าทางเจ้าสนิทสนมกับนางนะ”
“ก็...” นางอึกอักคิดคำตอบ จะบอกว่าสนิทสนมก็พูดได้ไม่เต็มปาก เพราะนางเองก็เพิ่งรู้ว่าเคอหลิ่งหลินเป็นลูกบุญธรรมแม่ทัพจ้าว แต่ถ้าพูดไม่ว่าสนิทนางก็พลั้งปากเรียก ‘พี่สาว’ อยู่หลายครั้ง
“เจ้าเรียกนางว่าพี่สาว คงสนิทสนมในระดับหนึ่ง” เขาหรี่ตามองอย่างประเมิน “ทำไมนางถึงบาดเจ็บสาหัสขนาดนี้”
“เรื่องนั้น” นางเม้มริมฝีปากแน่นจนเรียบตึง จำได้ว่าก่อนที่เคอหลิ่งหลินจะออกไปนำไข่มุกหมื่นราตรีมารักษาคุณชายเฉิน นางถึงกับบังคับให้ผู้อารักขาคุณชายให้คำสัตย์สัญญาว่าจะไม่บอกใคร แล้วนางก็ยืนอยู่ตรงนั้น จะให้นางพูดได้อย่างไรกัน
“ขออภัย ข้าน้อยไม่ทราบเรื่องนั้นจริงๆ”
“ไม่ทราบหรือไม่พูด” เขายกมือขึ้นกอดอก ปรายตามองหนังสือในอ้อมอกของนางที่กอดไว้อย่างหวงแหน
“ไม่ทราบเจ้าค่ะ” นางยืดตัวขึ้นพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้แววซุกซน จ้องมองเขากลับไม่มีท่าทางหวาดกลัว
“ข้าน้อยเข้าใจว่าท่านชอบพี่สาวมาก คงจะทรมานใจมิน้อยที่เห็นนางบาดเจ็บขนาดนี้ แต่ท่านเค้นถามข้าน้อยอย่างไร คำตอบของข้าน้อยก็เป็นเช่นเดิม”
ชายหนุ่มถลึงตามอง ไม่คิดว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ จะใจกล้า! กล้าพูดแบบนี้กับเขาได้ ยิ่งท่าทางไม่ยอมใครของนางด้วยแล้ว ยิ่งทำให้นางไม่เหมือนหญิงชาวบ้านทั่วไป
เห็นเขากัดฟันข่มโทสะ นางก็ไม่อยากก่อกวนเขาเกินความจำเป็นนัก อย่างไรนางก็ไม่รู้จักเขาและคงไม่มีทางข้องเกี่ยวกับคนผู้นี้เป็นแน่ หญิงสาวจึงเป็นฝ่ายยอมถอยให้ครึ่งก้าว นางได้หนังสือที่ต้องการแล้ว รอเพียงแค่ชุนเอ๋อร์มารับนางซึ่งป่านนี้ก็คงเช็ดตัวให้เคอหลิ่งหลินเสร็จแล้ว นางจะได้กลับเสียที
“แม่นางมู่ อุ๊ย! คุณชายจ้าว”
แค่คิด คนที่นึกถึงก็เดินเข้ามาตามพอดี ชุนเอ๋อร์เห็นคุณชายของบ้านก็ย่อตัวคารวะ ท่าทางนอบน้อมของชุนเอ๋อร์ทำให้มู่ฟางเหนียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นางกวาดสายตามองบุรุษร่างสูงและเค้าโครงหน้าคมคายที่ถอดแบบมาจากแม่ทัพจ้าวซื่อก่วง ทว่ามีดวงตาอ่อนโยนดุจเดียวกับฮูหยินอี้ซิ่ว นางสูดลมหายใจลึกแต่ไม่แสดงท่าทางอะไร นางติดตามบิดารอนแรมรักษาคนไปทั่ว เจอทั้งยาจกและเศรษฐี คหบดีหรือราชนิกุล เรื่องกระตุกหนวดเสือนางก็ทำมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว หากแต่ไม่เคยสังเกตใบหน้าของเขาจึงไม่สนใจจะคาดเดาฐานะของคนผู้นี้
แทนที่นางรู้ฐานะของเขาแล้วจะแสดงอาการนอบน้อมหรือตื่นตระหนก เขากลับเห็นเพียงแววตาสงบนิ่งและชินชา ราวกับเขาไม่ใช่บุคคลสำคัญให้ใส่ใจ โทสะที่สงบกรุ่นขึ้นมาอีก แต่ก็ต้องข่มไว้เพราะนางเป็นเพียงสตรี เขาไม่อยากได้ชื่อว่ารังแกแม้กระทั่งผู้หญิงตัวเล็กๆ
“ข้าน้อยขอตัวเจ้าค่ะ”
นางแนบหนังสือไว้กับอก ย่อตัวคารวะแล้วมองทางชุนเอ๋อร์ที่มายืนรอรับนางแล้ว เพียงเท้าของนางก้าวพ้นธรณีประตู เสียงเรียกด้านหลังก็ทำให้นางชะงัก
“หนังสือนั่นท่านแม่ข้าให้เจ้ายืม เจ้าต้องเอามาคืนบนชั้นตามตำแหน่งเดิมและไม่ขาดหรือชำรุดแม้แต่แผ่นเดียว”
“ข้าน้อยทราบแล้วเจ้าค่ะ”
นางตอบแล้วก็เดินตามชุนเอ๋อร์ออกไป พอพ้นประตูได้หลายก้าวแล้ว นางก็เบ้ปากนิดๆ ผู้ชายอะไร คิดเล็กคิดน้อยอย่างกับผู้หญิง เอาแต่ใจตนเองเหมือนพวกลูกคนเดียว เอ๊ะ! นิสัยนี้คุ้นๆ แฮะ เหมือนที่พี่สาวเคยพูดถึงน้องชายอยู่บ่อยๆ แต่คนผู้นั้นตัวโตออกปานนั้น อายุก็คงพอๆ กับพี่หลิ่งหลิน คงไม่ใช่น้องชายที่นางมักเล่าให้ฟังบ่อยๆ หรอกนะ
“พี่ชุนเอ๋อร์” นางเรียกอย่างเกรงใจ ขณะเดินกลับไปที่ห้องพักของเคอหลิ่งหลินเพื่อหยิบล่วมยาเตรียมกลับบ้านพร้อมหนังสือในอ้อมอก
“มีอะไรรึ” ชุนเอ๋อร์หันมาถามด้วยรอยยิ้ม นางรู้สึกเอ็นดูหญิงสาวอายุน้อยคนนี้เหมือนกัน
“พี่สาว เอ๊ย! ท่านหญิงมีน้องชายหรือไม่เจ้าคะ”
