บทที่ 3 เกลียดชัง

บทที่3

เกลียดชัง

ค่ำคืนอันเงียบสงบภายในห้องพักคอนโดลลิณยังคงไม่อาจข่มตาหลับลงได้เพราะความหนาวเหน็บและความเกลียดชังเกาะกินในใจของเธอความจริงที่ได้รับรู้มันทำให้เธอไม่อาจมองครอบครัวของธามไทในแง่ดีได้อีกต่อไปถึงแม้พวกเธอจะเติบโตมาได้เพราะเม็ดเงินและการดูแลของเขาแต่แล้วยังไงในเมื่อทุกอย่างที่เขาทำและรับผิดชอบมันเกิดจากการที่เขาฆ่าพ่อของเธอไม่ใช่เหรอ

เขาก็แค่แสร้งทำตัวเป็นคนดีมารับผิดชอบดูแลพวกเธอเพื่อปกปิดความผิดของตัวเองเอาไว้ก็เท่านั้น

เธอคงสำนึกบุญคุณคนที่เป็นฆาตกรฆ่าพ่อของเธอไม่ลงหรอกนะ ต่อไปนี้เธอจะทำทุกอย่างเพื่อให้เขาได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดของคนอื่นแม้มือเธออาจต้องเปื้อนเลือดเหมือนกับเขาที่ทำกับพ่อเธอ เธอก็จะยอม!

อีกด้าน

ร่างสูงใหญ่นอนกระสับกระส่ายบนเตียงกว้างหลังจากที่เขาเข้าสู่ห้วงนิทราไปไม่นานและตอนนี้ชายหนุ่มกำลังต่อสู้กับความฝันที่เขาไม่ได้ฝันถึงมันมานานแล้ว ในความฝันเขาเห็นตัวเองในวัยเพียงสิบห้าปีกำลังหันปลายกระบอกปืนไปยังทิศทางที่มีใครบางคนยืนอยู่ก่อนที่เขาจะกดลั่นไกออกไปอย่างแม่นยำ

ปัง!

“เฮือก!” ธามไทลืมตาตื่นพร้อมกับเหงื่อที่เปียกชุ่มตามกรอบหน้าคมคายแววตาที่ว่างเปล่าเย็นชาของเขาหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อฝันถึงเรื่องราวที่ผ่านมานานนับสิบปี

มันเป็นเรื่องราวที่เขาไม่เคยคิดจะพูดถึงหรือบอกใครมีเพียงผู้เป็นพ่อแท้ๆของเขาเท่านั้นที่รับรู้ว่าเรื่องคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่

เขานิ่งและเย็นชาขึ้นมากกว่าเดิมหลังจากผ่านเหตุการณ์ในคืนนั้นมาและเขาไม่ชอบให้ใครเอ่ยถามหรือพูดถึงเรื่องราวในวันนั้นขึ้นมาด้วย ความลับที่เขาเก็บเอาไว้มันก็ต้องเป็นความลับต่อไป

ครืด~ เขาเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักชั้นล่างสุดข้างหัวเตียงมันมีกระบอกปืนที่เขาใช้ลั่นไกในคืนนั้นอยู่ในลิ้นชักเขามองมันนิ่งๆด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนจะผลักปิดอีกครั้งโดยที่ไม่ได้หยิบปืนกระบอกนั้นขึ้นมาดูเหมือนอย่างเคย…

เช้าวันต่อมา

ชายร่างสูงหุ่นกำยำตามแบบฉบับชายไทยแท้อยู่ในชุดสูทสีเข้มเดินลงมาด้านล่างของบ้านหลังใหญ่ตัวเองด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ดวงตาคมกริบที่มีแต่ความเย็นชาไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ทำให้คนหนาวเหน็บไปทั้งขั้วหัวใจ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาไม่ได้ทำให้เขาดูเป็นคนใจดีขึ้นมาแม้แต่นิดเดียวและคนอย่างเขาก็ไม่คิดใจดีกับใครด้วย

ริมฝีปากหยักลึกสีชมพูเข้มน้อยโอกาสนักที่เขาจะยกยิ้มมันขึ้นมาสักครั้งนึงเว้นแต่ว่ามีเรื่องราวที่ทำให้เขาพอใจมากจริงๆ

ความดุดันน่ากลัวแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาโดยที่ไม่ต้องพูดอะไรด้วยซ้ำ ไม่แปลกที่เขาจะถูกขนานนามว่าเป็นปีศาจร้ายแห่งวงการธุรกิจ

ครอบครัวของธามไททำธุรกิจหลากหลายมาตั้งแต่รุ่นปู่ของเขาที่เป็น มาเฟียในยุคสมัยนั้นจนกระทั่งตกทอดมาถึงรุ่นบิดาของเขาที่เปลี่ยนมาจับธุรกิจขาวสะอาดแทนแต่ถึงแบบนั้นในวงการธุรกิจการขัดแข้งขัดขาเพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ก็ยังคงมีเหมือนเดิมทำให้ภาพลักษณ์และความดุดันของธีระก็ถูกส่งต่อมาถึงรุ่นลูกอย่างธามไทและเขาก็เลือกที่จะใช้ชีวิตแบบวิถีมาเฟียเหมือนรุ่นปู่ของเขาเพื่อที่จะได้มาซึ่งสิ่งต่างๆที่เขาต้องการอย่างง่ายดาย

“นายจะเข้าบริษัทเลยไหมครับ” เชนทร์หรือราเชนทร์ที่ทำหน้าที่เป็นมือขวาคนสนิทของธามไทถามเจ้านายหนุ่มด้วยท่าทีสุขุม

“อืม” เขาปรายตามองลูกน้องคนสนิทเพียงนิดก่อนจะก้าวเท้าเดินออกจากบ้านเพื่อไปยังบริษัทซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เขาจับทั้งธุรกิจซื้อขายบ้านและคอนโดอีกทั้งยังมีธุรกิจโรงแรม รีสอร์ตวิลล่าสุดหรูหรือกระทั่งห้างสรรพสินค้าชั้นนำอีกหลายที่ก็เป็นของเขาและตอนนี้เขากำลังสนใจกว้านซื้อเกาะทางตอนใต้เพื่อทำคาสิโนขนาดใหญ่กับเพื่อนร่วมธุรกิจอีกคนที่เขารู้สึกถูกใจ

ภายในรถที่มีแต่ความเงียบงันทำให้ราเชนทร์รู้สึกเกร็งเล็กน้อยถึงแม้จะทำงานกับคุณธามไทมานานแต่ก็ยังไม่ชินกับความนิ่งเงียบของเจ้านายหนุ่มสักที

“มีอะไร” เขาเห็นว่ามือขวาคนสนิทแอบชำเลืองมองมาที่เขาหลายครั้งเหมือนกับมีเรื่องบางอย่างจะพูด

“เอ่อ ไอ้คิณส่งข่าวมาบอกว่ายังไม่มีจังหวะลงมือครับนาย อาจจะต้องรออีกหน่อย”

“อืม บอกมันรีบหาจังหวะลงมือก็แล้วกัน” อคิณคือมือซ้ายของเขาที่เขาส่งไปทำงานบางอย่างในเรือนจำเมื่อนึกถึงอคิณทำให้เขานึกไปถึงเมื่อสิบหกปีก่อนที่ครอบครัวเขารับสองพี่น้องมาดูแลอยู่ที่มูลนิธิกระทั่งอคิณโตพอที่จะทำงานกับเขาได้จึงให้มาเป็นบอดี้การ์ดคู่กับราเชนทร์ที่เป็นมือขวาทั้งสองคนถือว่าเป็นคนที่เขาถูกใจและพอใจที่สุดในบรรดาลูกน้องทุกๆคน

“น้องสาวมันล่ะ” เขาจำได้ว่าอคิณมีน้องสาวชื่อลลิณที่เขาเคยเจอเธอเพียงแค่ครั้งเดียวตอนที่เขาไปที่มูลนิธิในครั้งที่สองคนพี่น้องนั้นมาอาศัยอยู่ใหม่ๆเด็กน้อยน่ารำคาญที่เอาแต่ร้องไห้จนตาบวมและยังมองเขาด้วยสายตาหวาดระแวงจนน่าโมโหทำให้เขาไม่ชอบที่จะไปที่มูลนิธิอีกเลย

“น่าจะยังอยู่ที่อังกฤษครับ”

“ดี อย่าพึ่งให้รู้เรื่อง เดี๋ยวมาวุ่นวายน่ารำคาญ” เพราะเขาไม่ชอบที่สุดคือความผิดพลาดที่เกิดจากความสิ้นคิด

ตั้งแต่เห็นเธอในตอนหกขวบเขาก็ไม่ได้สนใจเรื่องราวของเด็กคนนั้นอีกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายโตขึ้นแล้วหน้าตาเป็นแบบไหนเพราะไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องเก็บมาใส่ใจกับเด็กผู้หญิงที่ไม่สามารถทำประโยชน์อะไรให้กับเขาได้…

บทก่อนหน้า
บทถัดไป