บทที่ 4 เบื่อหน่าย
บทที่4
เบื่อหน่าย
คฤหาสน์ตระกูลพิพัฒน์เทวากุล
มื้อค่ำวันนี้ธามไทถูกพ่อบังเกิดเกล้าตามมาทานข้าวด้วยที่บ้านใหญ่แม้ในใจอยากจะปฏิเสธแต่ก็อดสงสารตาแก่ที่อยู่คนเดียวไม่ได้ แม้เขาจะไม่เคยนึกสงสารใครแต่ก็เว้นบิดาเอาไว้คนหนึ่งเพราะอย่างน้อยบิดาก็ทนเลี้ยงคนนิสัยเสียอย่างเขากระทั่งโตมาได้ขนาดนี้
“สวัสดีครับพ่อ” เขาเพียงทักทายออกไปนิ่งๆไม่ได้มีความรู้สึกคิดถึงหรืออยากมาแต่อย่างใดเหมือนกับว่าเขาเพียงมาตามหน้าที่และคำขอร้องของบิดาก็เท่านั้น
“อืม มาสักทีนะ ถ้าฉันไม่ตามก็ไม่เคยนึกจะโผล่หัวมา” อดไม่ได้ที่จะกระแนะกระแหนลูกชายคนโต
“หึ บ่นได้ขนาดนี้ คงทานข้าวคนเดียวได้แล้วสิ” เขาแสยะยิ้มไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดเหน็บแนมของบิดาสักนิดเดียว
“เหอะ! กับพ่อก็ลดความเย็นชาลงซะบ้าง ฉันเลี้ยงแกมานะ” ธีระส่ายหน้าไปมาอย่างเบื่อหน่ายกับนิสัยของลูกชายแต่ถึงอย่างนั้นแววตากลับมีแต่ความดีใจและคิดถึง
“ถ้าพ่อไม่เจ้าชู้จนแม่หนีไป พ่อก็คงไม่ได้เลี้ยงผมหรอก” เพราะถ้าแม่ยังอยู่ก็ต้องเป็นแม่อยู่แล้วที่ต้องเลี้ยงเขาพ่อเขามีเวลาที่ไหนล่ะ
ความเงียบของบิดาทำให้ธามไทรู้ได้ในทันทีว่าคำพูดของเขาคงไปแทงใจดำอีกฝ่ายเข้าเต็มๆแต่ถึงอย่างนั้นก็เลือกที่จะยืนล้วงกระเป๋ามองหน้าบิดานิ่งๆแทนและไม่มีคำพูดปลอบใจใดๆหลุดออกจากปากเขาอีกเช่นเคย
“เออ ฉันมันไม่ดีเอง แม่แกเลยหอบน้องชายแกหนีฉันไปและไม่เคยติดต่อกลับมาเลยสักครั้ง” เมื่อนึกไปถึงความผิดตัวเองในอดีตก็อดรู้สึกวูบโหวงในใจไม่ได้แต่ยังโชคดีที่อย่างน้อยธามไทก็ยังเลือกที่จะอยู่กับเขาไม่อย่างนั้นเขาคงกลายเป็นคนแก่ที่ไม่มีใครไปตลอดชีวิต
ธามไทที่ได้ยินคำพูดที่แสดงถึงความเจ็บปวดของบิดาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่ายเรื่องก็ผ่านมานานตั้งหลายปีแล้วตั้งแต่เขาอายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น
วันที่แม่หิ้วกระเป๋าออกจากบ้านโดยมาถามถึงความสมัครใจของเขาว่าจะอยู่กับพ่อหรือจะไปกับผู้เป็นแม่ ในวันนั้นไม่รู้อะไรดลใจเขาเหมือนกันทำให้เขาเลือกที่จะอยู่กับบิดาต่อและยืนมองผู้เป็นแม่จูงมือน้องชายเพียงคนเดียวของเขาเดินห่างออกไปจนลับสายตา
“ก็หาเมียใหม่สักทีสิ มาเลิกเจ้าชู้ตอนที่แม่ไม่อยู่แล้วจะมีประโยชน์อะไร” เขาไม่เข้าใจจริงๆในครั้งที่อยู่ด้วยกันบิดาเขาก็ทำตัวเจ้าชู้ไม่เลิกแต่พอสูญเสียคนที่รักไปกับเลิกทุกอย่างและอยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอดและแบบนี้จะให้เขาศรัทธาในความรักได้ยังไง น่าเบื่อจะตายไป
บิดาของเขายังคงแข็งแรงไม่ได้ดูแก่เลยสักนิดเนื่องจากเจ้าตัวดูแลตัวเองเป็นอย่างดีมีสาวน้อยสาวใหญ่เข้ามาวนเวียนอยู่เสมอแต่บิดาก็ไม่เคยสนใจหรือคิดอยากรับเลี้ยงใครเอาไว้แก้เหงา สงสัยตายด้านไปแล้วมั้ง
“ไม่หา จะรออุ้มหลาน แกนั่นแหละหาเมียและแต่งงานได้แล้ว” ธีระชักสีหน้าใส่ลูกชายที่พูดจาเหน็บแนมเขาไม่เลิก
“เลิกพูดจาไร้สาระเถอะ” ชายหนุ่มตอบกลับด้วยท่าทีเย็นชาและเบื่อหน่าย ถ้าในอนาคตต้องแต่งงานจริงๆ ผู้หญิงคนนั้นก็ต้องมีประโยชน์กับธุรกิจของเขาถึงจะคุ้มค่ากับการลงทุนเพราะเขาไม่เชื่อเรื่องความรักบ้าบออะไรแบบนั้นสักนิดดูอย่างพ่อกับแม่เขาสิสุดท้ายความรักก็ไม่ได้ช่วยอะไรก็ต้องแยกทางกันอยู่ดี
ทั้งสองคนนั่งทานข้าวด้วยบรรยากาศเงียบเหงาเพราะที่บ้านหลังใหญ่นี้บิดาอาศัยอยู่คนเดียวส่วนเขานั้นได้แยกตัวออกไปอยู่เพียงลำพังตั้งแต่เริ่มเข้ามารับช่วงต่อจากบิดาแล้วเนื่องด้วยต้องการความเป็นส่วนตัวและตัวเขาก็รักอิสระมากด้วย
ด้านธีระก็ไม่ชอบให้มีลูกน้องเดินขวักไขว่กันเต็มบ้านเขารู้สึกอึดอัดทำให้จำต้องยอมให้ลูกชายปลีกตัวออกไปแต่ถึงอย่างนั้นการเป็นนักธุรกิจที่ผ่านสนามมาโชกโชนก็ทำให้เขาต้องมีบอดี้การ์ดคอยคุ้มกันพอสมควรเพราะไม่รู้ว่าวันไหนจะถูกเล่นงานจากคนที่เคยขัดแข้งขัดขากันมาตลอดหลายปี การทำธุรกิจมันก็เป็นแบบนี้แหละมีทั้งด้านดีและไม่ดีอยู่ที่วิธีการของแต่ละคน
“ได้ข่าวว่าแกจะไปภูเก็ต” ความเงียบงันทำให้ธีระต้องเป็นฝ่ายชวนลูกชายพูดคุยเพื่อให้บรรยากาศไม่วังเวงจนเกินไป
“ข่าวไวจังนะ” เขาไม่แปลกใจมากนักที่บิดาจะรู้ความทุกความเคลื่อนไหวของเขาเพราะอีกฝ่ายก็มีคนคอยเป็นหูเป็นตาให้พอสมควร
“หึ ระวังตัวด้วยล่ะ งานนั้นคนเยอะพอสมควร” เป็นงานที่นักธุรกิจมากหน้าหลายตามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางธุรกิจกันมีทั้งนักธุรกิจขาวสะอาดไปจนถึงกลุ่มคนที่มีอิทธิพลเขาจึงอยากเตือนลูกชายให้ระวังตัวเอาไว้
“อืม” ในตอนแรกชายหนุ่มจะไม่ไปเพราะเขาไม่ชอบออกงานอะไรแบบนี้สักเท่าไหร่แต่เพราะเขามีธุระพูดคุยกับหุ้นส่วนที่จะลงทุนทำคาสิโนที่นั่นด้วยกันทำให้เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้
“นักรบไปด้วยไหม?”
“ไม่” นักรบหรือรบที่บิดาถามถึงคือเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเขาทั้งสองคนเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็กอีกทั้งยังมีความคิดหลายอย่างไปในทิศทางเดียวกันความฉลาดเจ้าเล่ห์ที่ทันเล่ห์เหลี่ยมกันอยู่เสมอทำให้ทั้งสองคนเลือกที่จะเป็นพันธมิตรกันมากกว่าเป็นศัตรู
ธีระพยักหน้ารับรู้ก่อนจะมองลูกชายคนโตด้วยแววตาภูมิใจเพราะธามไทไม่เคยทำให้เขาผิดหวังเลยสักครั้งไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวเขาสามารถจัดการตัวเองได้ดีทั้งหมด
“ไม่รู้ว่าแม่แกกับธันวาจะเป็นยังไงบ้าง แม่แกติดต่อหาแกบ้างไหม” เห็นธามไทเติบโตจนเป็นคนที่แข็งแกร่งแบบนี้เขาก็อดคิดถึงลูกชายคนเล็กอย่างธันวาไม่ได้ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแค่ไหนแล้วนะ ธันวาอายุห่างจากธามไทเพียงสองปีงั้นปีนี้ลูกชายคนเล็กก็อายุยี่สิบเก้าปีแล้วสิ
“ไม่” ธามไทเลือกที่จะโกหกออกไปเพราะไม่อยากตั้งความหวังลมๆแล้งๆให้กับบิดาอีกในเมื่อเลิกกันไปแล้วก็ควรตัดใจและต่างคนต่างอยู่
แม้ว่าความจริงมารดาจะติดต่อมาหาเขาบ้างเพื่อให้ไม่ลืมกันรวมถึงน้องชายของเขาก็ด้วยทั้งสองคนได้พูดคุยกันบ่อยครั้งแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์แบบพี่น้องแน่นแฟ้นขึ้นหรอกนะ ห่างกันไปขนาดนั้นแล้วจะเอาอะไรมาคิดถึงและผูกพัน
“อืม” ธีระที่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่รู้จะพูดคำไหนออกมาเพราะมันจุกอยู่ที่ลำคอและในใจก็เจ็บจี๊ดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“เลิกทำหน้าเศร้าสักที เหงามากก็ไปลงอ่าง” ธามไทพูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
“ไอ้ลูกเวร!” ธีระถึงกับสบถด่าออกมากับความคิดและคำพูดแต่ละอย่างของธามไทมันช่างขัดใจเขาเสียจริง
“หึ ด่าได้แล้วนี่ ปล่อยวางเถอะแม่เขาไม่กลับมาหรอก” เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยที่ได้กลั่นแกล้งบิดาให้สบถด่าได้ก่อนจะพูดตบท้ายถึงความเป็นจริงที่บิดาเองต้องยอมรับได้แล้ว
“เออๆ ฉันจะไม่พูดถึงแม่แกอีก” แม้จะคิดถึงมากแค่ไหนสุดท้ายก็คงต้องปล่อยให้มันคงเหลือแต่ความทรงจำที่สวยงามก็แล้วกัน...
