บทที่ 10 ตอนที่ 9 สายตาไม่สุภาพ

ตอนที่ 9

สายตาไม่สุภาพ

ชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเทาเข้มยืนอยู่ไม่ไกล เขาถือแก้วเครื่องดื่มในมือ สีหน้ามีรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ดวงตากวาดมองรุ้งทรายอย่างไม่ปิดบังความสนใจ รุ้งทรายจำได้ว่าเขาเป็นนักธุรกิจคนหนึ่งที่เข้ามาทักศิลาเมื่อต้นงาน แต่ไม่ทราบชื่อ

“ดิฉันแค่ออกมารับลมค่ะ อีกสักครู่ก็จะกลับเข้าไปด้านในแล้ว” รุ้งทรายตอบอย่างสุภาพ พร้อมขยับถอยเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่าง

“อย่าเพิ่งรีบสิครับ ข้างในวุ่นวายออก อยู่ตรงนี้เงียบกว่าเยอะ แล้วคุณก็ดูเหมือนไม่ค่อยมีใครคุยด้วย ผมอยู่เป็นเพื่อนให้ก็ได้” ชายคนนั้นพูดพลางก้าวเข้ามาใกล้อีกนิด กลิ่นแอลกอฮอล์จาง ๆ ลอยมากับลมหายใจของเขาจนรุ้งทรายรู้สึกไม่สบายใจ

“ขอบคุณค่ะ แต่ดิฉันไม่รบกวนดีกว่า” รุ้งทรายตอบพร้อมขยับตัวจะเดินกลับเข้าไปในงาน แต่ชายคนนั้นกลับยื่นมือมาขวางทางอย่างเสียมารยาท

“รบกวนอะไรกันครับ คนสวยอย่างคุณมายืนคนเดียวแบบนี้ ผมปล่อยไว้ได้อย่างไร คุณศิลาก็ไปกับคุณมินตราแล้วนี่ ผมเห็นคุณยืนเหงามาตั้งนาน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงลื่นหู แต่สายตากลับไม่สุภาพเอาเสียเลย

รุ้งทรายใจหายวาบ เธอไม่ชอบความหมายในคำพูดนั้น มันเหมือนเขามองเห็นว่าเธอถูกศิลาทิ้งไว้ จึงคิดว่าเธอไม่มีใครปกป้อง

“กรุณาหลีกทางให้ดิฉันด้วยค่ะ ดิฉันต้องกลับเข้าไปหาเจ้านายแล้ว” รุ้งทรายพูดเสียงเข้มขึ้นเล็กน้อย เธอใช้คำว่าเจ้านายตามสถานะที่ศิลาประกาศไว้ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวายมากขึ้น

“เจ้านายหรือครับ เขาแนะนำคุณแบบนั้นจริง ๆ หรือ เสียดายจัง ผู้หญิงสวยขนาดนี้เป็นแค่คนดูแลบ้าน ถ้าเบื่อทำงานกับคุณศิลา มาทำงานกับผมไหมครับ ผมรับรองว่าดูแลดีกว่าเยอะ” ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ แล้วเอื้อมมือมาคว้าข้อมือของเธออย่างถือวิสาสะ

“ปล่อยค่ะ คุณกำลังเสียมารยาท” รุ้งทรายบอกเสียงสั่นแต่พยายามแข็ง เธอบิดข้อมือออก ทว่าแรงของอีกฝ่ายมากกว่า

“อย่าทำเป็นดุนักสิครับ ผมแค่ชวนคุยดี ๆ คุณเองก็ไม่ได้มากับใครจริงจังไม่ใช่หรือ” เขาพูดพร้อมออกแรงดึงเธอเข้าใกล้อีกเล็กน้อย กลิ่นเหล้าและน้ำหอมฉุนผสมกันจนรุ้งทรายคลื่นไส้

“ผมว่าเธอบอกให้ปล่อยชัดเจนพอแล้วนะ” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้นจากประตูระเบียง เย็นจัดจนน่ากลัว

ชายคนนั้นชะงักทันที มือที่จับข้อมือรุ้งทรายคลายลงโดยอัตโนมัติ รุ้งทรายรีบดึงมือตัวเองกลับและถอยออกมา หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดจากอก เธอหันไปมองตามเสียงและเห็นศิลายืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าคมเข้มเรียบเฉย แต่ดวงตาของเขาวาวโรจน์อย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

“คุณศิลา ผมแค่คุยเล่นกับคุณผู้หญิงคนนี้เท่านั้นเองครับ ไม่ได้มีอะไรเลย” ชายคนนั้นรีบอธิบายพร้อมยิ้มฝืด ๆ สีหน้าเมาเมื่อครู่หายไปเกือบหมด

“การคุยเล่นของคุณรวมถึงการจับมือผู้หญิงที่เขาบอกให้ปล่อยแล้วอย่างนั้นหรือครับ” ศิลาถามเสียงต่ำ เขาก้าวเข้ามาช้า ๆ แต่ทุกก้าวกลับกดดันจนอีกฝ่ายหน้าซีด

“ผมขอโทษครับ ผมคงดื่มมากไปนิด ไม่ทราบว่าเธอเป็นคนของคุณ ผมไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินจริง ๆ” ชายคนนั้นรีบก้มศีรษะขอโทษ เหงื่อเริ่มผุดตามขมับเมื่อรู้ว่าตนกำลังมีปัญหากับคนที่ไม่ควรมีปัญหาด้วยที่สุดในงาน

“คำว่าไม่ทราบไม่ได้ทำให้คุณมีสิทธิ์แตะต้องผู้หญิงคนไหนทั้งนั้น และถ้าผมเห็นคุณใช้คำว่าเมาเป็นข้ออ้างเสียมารยาทกับใครอีก ผมจะทำให้ธุรกิจของคุณจำค่ำคืนนี้ไปอีกนาน” ศิลาพูดเสียงเย็น ทุกถ้อยคำคมชัดเหมือนใบมีดที่วางลงบนลำคออีกฝ่าย

“ครับ ๆ ผมขอโทษจริง ๆ ครับคุณศิลา ขอโทษคุณผู้หญิงด้วยนะครับ ผมเสียมารยาทเอง” ชายคนนั้นรีบกล่าว ก่อนจะถอยกลับเข้าไปในงานอย่างรวดเร็วแทบไม่กล้าหันหลังกลับมามอง

ระเบียงเงียบลงทันที เหลือเพียงเสียงลมกลางคืนและเสียงหัวใจของรุ้งทรายที่ยังเต้นรัว เธอยกมือแตะข้อมือที่ยังมีรอยแดงจาง ๆ จากแรงบีบ แล้วพยายามรวบรวมเสียงของตัวเอง

“ขอบคุณค่ะที่ช่วยรุ้งไว้” รุ้งทรายพูดเบา ๆ เธอไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไร ทั้งตกใจ ทั้งโล่งใจ และทั้งสับสนกับท่าทีของเขาที่เมื่อครู่ดูเหมือนโกรธแทนเธอจริง ๆ

“อย่าสำคัญตัวผิด ฉันไม่ได้ช่วยเพราะเป็นห่วงเธอ แต่เพราะไม่ต้องการให้คนของบ้านอัครบดินทร์ถูกใครลากไปทำให้อับอายกลางงาน” ศิลาตอบทันที น้ำเสียงของเขาเย็นจัดราวกับต้องการดับความหวังเล็ก ๆ ที่เพิ่งเกิดในใจเธอ

รุ้งทรายเงยหน้ามองเขา ความโล่งใจเมื่อครู่ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความเจ็บ เธอน่าจะชินแล้วกับการถูกเขาทำดีเพียงเสี้ยววินาที แล้วตามด้วยคำพูดที่ทำให้ทุกอย่างพังลงอย่างไม่เหลือชิ้นดี

“ค่ะ รุ้งเข้าใจแล้วว่าคุณไม่ได้เป็นห่วงรุ้ง คุณห่วงหน้าตาของบ้านคุณ” รุ้งทรายตอบเสียงเบา เธอพยายามจะเดินกลับเข้าไปในงาน แต่ศิลากลับคว้าข้อมือเธอไว้

“แล้วเธอออกมายืนให้ผู้ชายแบบนั้นเข้าหาทำไม หรือพอฉันไม่อยู่ข้าง ๆ ก็รีบหาคนอื่นมาปลอบใจ” ศิลาถามเสียงต่ำ ความหึงหวงที่เขาไม่ยอมรับถูกกลบด้วยคำกล่าวหาร้ายกาจ

รุ้งทรายหันกลับมามองเขาทันที ดวงตาเธอเบิกขึ้นด้วยความเจ็บและไม่อยากเชื่อ

“คุณพูดแบบนี้ได้อย่างไรคะ คุณเป็นคนทิ้งรุ้งไว้คนเดียวในงาน คุณเป็นคนบอกทุกคนว่ารุ้งเป็นแค่คนดูแลบ้าน แล้วพอมีคนคิดว่ารุ้งไม่มีใครปกป้อง คุณยังจะกล่าวหาว่ารุ้งตั้งใจให้เขาเข้าหาอีกหรือคะ” รุ้งทรายพูดด้วยน้ำเสียงสั่น แต่ทุกคำชัดเจนจนศิลานิ่งไปเล็กน้อย

“อย่าพยายามโยนความผิดมาให้ฉัน เธอควรรู้จักระวังตัวมากกว่านี้” ศิลาตอบกลับอย่างแข็งกระด้าง แม้ลึก ๆ จะรู้ว่าคำพูดของเธอมีส่วนจริง

“รุ้งระวังตัวเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้แล้วค่ะ แต่สิ่งที่รุ้งระวังไม่ได้ คือการถูกสามีของตัวเองทำให้คนอื่นเข้าใจว่ารุ้งไม่มีค่าอะไรพอให้เขาให้เกียรติ” รุ้งทรายพูดออกมาในที่สุด น้ำตาที่กลั้นมาทั้งคืนเอ่อขึ้นเต็มดวงตา แต่เธอยังไม่ยอมให้มันไหล

คำว่า “สามี” ทำให้ดวงตาของศิลาแข็งขึ้น ราวกับคำคำนั้นไปแตะต้องเส้นบางอย่างในใจเขา

“อย่าเรียกฉันแบบนั้นเหมือนเธอมีสิทธิ์ในตัวฉัน” ศิลาพูดเสียงต่ำ มือที่จับข้อมือเธออยู่บีบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“รุ้งไม่ได้อยากมีสิทธิ์ในตัวคุณค่ะ แต่ทะเบียนสมรสที่คุณเกลียดนักหนา มันทำให้รุ้งต้องเจ็บทุกครั้งที่คุณเหยียบย่ำสถานะนั้นต่อหน้าคนอื่น คุณไม่ต้องรักรุ้งก็ได้ แต่ช่วยอย่าทำเหมือนรุ้งเป็นของไร้ค่าที่ใครจะดูถูกก็ได้เลยค่ะ” รุ้งทรายพูดพร้อมสะบัดมือออกจากเขา คราวนี้น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงมาอย่างห้ามไม่ได้

ศิลามองน้ำตานั้นด้วยความรู้สึกวูบหนึ่งที่เขาไม่อยากยอมรับ เขาควรโกรธที่เธอกล้าต่อว่าเขา ควรเยาะเย้ยที่เธอแสดงความอ่อนแอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอกกลับเป็นความร้อนรุ่มปะปนความหงุดหงิดอย่างประหลาด เขาเกลียดที่เห็นเธอร้องไห้และเกลียดยิ่งกว่าที่ไม่รู้ว่าเกลียดเพราะรำคาญ หรือเพราะเจ็บตาม

“กลับบ้าน” ศิลาพูดสั้น ๆ แล้วหันหลังเดินนำออกจากระเบียงทันที

“แต่งานยังไม่จบ และคุณมินตรายังอยู่ในงานนะคะ” รุ้งทรายพูดตามหลังอย่างไม่เข้าใจ ทั้งที่เสียงยังสั่นจากเหตุการณ์เมื่อครู่

“ฉันบอกให้กลับบ้าน เธอก็กลับ ไม่ต้องยุ่งกับมินตรา” ศิลาตอบโดยไม่หันกลับมา น้ำเสียงของเขาตัดสินทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว

รุ้งทรายไม่มีทางเลือก เธอเดินตามเขาออกจากงานท่ามกลางสายตาหลายคู่ มินตราที่กำลังยืนคุยกับแขกคนหนึ่งหันมาเห็นพอดี ดวงตาของเธอแข็งขึ้นเมื่อเห็นศิลาพารุ้งทรายกลับก่อนโดยไม่บอกลา แม้ภายนอกจะยังยิ้ม แต่มือที่กำแก้วเครื่องดื่มแน่นขึ้นจนเห็นข้อนิ้วขาวซีด

ตลอดทางกลับบ้าน บรรยากาศในรถหนักอึ้งยิ่งกว่าตอนขามา รุ้งทรายนั่งกอดกระเป๋าใบเล็กไว้บนตัก ใบหน้าหันออกไปนอกหน้าต่างเพื่อซ่อนคราบน้ำตาที่เหลืออยู่ ศิลานั่งเงียบอยู่ข้างเธอ กรามของเขาขบแน่นเป็นระยะ ภาพมือของนักธุรกิจคนนั้นจับข้อมือรุ้งทรายยังวนเวียนในหัวอย่างน่าหงุดหงิด เขาไม่ควรสนใจ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป