บทที่ 7 ตอนที่6 ใครมายุ่ง

ตอนที่6

ใครมายุ่ง

เย็นวันเดียวกัน ศิลากลับจากโรงพยาบาลอีกครั้งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด อาการของคุณหญิงพิมพ์แขยังทรงตัว แต่แพทย์บอกว่าท่านต้องพักฟื้นอย่างเคร่งครัดและห้ามเครียดเด็ดขาด นั่นทำให้ศิลาหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม เพราะทุกอย่างรอบตัวดูเหมือนกำลังบีบให้เขาต้องรักษาภาพการแต่งงานกับรุ้งทรายไว้เพื่อไม่ให้มารดาทรุดลง

เขาเดินเข้าห้องทำงานและพบว่าเอกสารบางแฟ้มบนโต๊ะถูกจัดเรียงใหม่อย่างเป็นระเบียบ แฟ้มรายงานการประชุมอยู่บนสุด เอกสารโรงพยาบาลของมารดาถูกแยกไว้อีกมุม พร้อมกระดาษโน้ตเล็ก ๆ เขียนด้วยลายมือเรียบร้อยว่า “เอกสารโรงพยาบาลอยู่แฟ้มสีฟ้า ส่วนตารางนัดแพทย์อยู่ในซองขาวค่ะ”

ศิลาหยิบกระดาษโน้ตขึ้นมามอง ดวงตาคมหรี่ลงทันที เขารู้โดยไม่ต้องถามว่าใครเป็นคนทำ เพราะลายมือนุ่มนวลและเป็นระเบียบนั้นไม่ใช่ของป้าชื่นหรือเลขานุการของเขาแน่นอน

เขากดกริ่งเรียกคนรับใช้ด้วยสีหน้าเย็นจัด ไม่นานป้าชื่นก็รีบเข้ามา

“ใครเข้ามายุ่งกับเอกสารในห้องทำงานผม” ศิลาถามเสียงต่ำ แต่ความโกรธในน้ำเสียงทำให้ป้าชื่นหน้าเสียทันที

“คุณรุ้งค่ะคุณชาย เธอเห็นแฟ้มของโรงพยาบาลวางปนกับเอกสารบริษัท กลัวว่าจะหาไม่เจอเวลารีบไปหาคุณหญิง เลยช่วยแยกไว้ให้เท่านั้นเองค่ะ” ป้าชื่นตอบอย่างระมัดระวัง พยายามอธิบายให้เห็นเจตนาดีของหญิงสาว

“ผมบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าให้เธอแตะของส่วนตัวของผม” ศิลาวางกระดาษโน้ตลงบนโต๊ะช้า ๆ น้ำเสียงของเขาเย็นลงยิ่งกว่าเดิม

“ป้าขอโทษค่ะคุณชาย ป้าไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้จะทำให้คุณชายไม่พอใจ เพราะคุณรุ้งทำด้วยความหวังดีจริง ๆ” ป้าชื่นก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด ทั้งที่คนที่เธอสงสารที่สุดคือรุ้งทราย

“เรียกเธอมาหาผมเดี๋ยวนี้” ศิลาสั่งสั้น ๆ แล้วเดินไปยืนหันหลังให้หน้าต่างกระจกสูงในห้องทำงาน

ไม่นานรุ้งทรายก็เดินเข้ามา เธอเปลี่ยนเป็นชุดเดรสสีอ่อนเรียบร้อย ใบหน้าของเธอดูซีดกว่าตอนเช้าเล็กน้อย แต่ยังคงพยายามยืนอย่างสงบเมื่ออยู่ต่อหน้าเขา

“คุณศิลาเรียกรุ้งหรือคะ” รุ้งทรายถามอย่างสุภาพ ดวงตาของเธอเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตของตัวเองบนโต๊ะก็พอเดาได้ว่าถูกเรียกมาด้วยเรื่องอะไร

“ฉันเตือนเธอเมื่อเช้าแล้วใช่ไหมว่าอย่าแตะของส่วนตัวของฉัน” ศิลาถามเสียงเย็น เขาหยิบแฟ้ม สีฟ้าขึ้นมาแล้ววางกระแทกลงบนโต๊ะอย่างควบคุมอารมณ์

“รุ้งขอโทษค่ะ รุ้งเห็นเอกสารของคุณหญิงวางปนอยู่กับเอกสารบริษัท และกลัวว่าคุณจะหาไม่เจอตอนรีบไปโรงพยาบาล รุ้งเลยช่วยแยกไว้ให้เท่านั้น ไม่ได้เปิดอ่านเอกสารบริษัทของคุณค่ะ” รุ้งทรายอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่ชัดเจน

“เธอคิดว่าฉันควรเชื่อผู้หญิงที่เพิ่งเข้าบ้านมาไม่ถึงวัน แต่กล้าเข้ามาจัดโต๊ะทำงานของฉันอย่างนั้นหรือ” ศิลาถามกลับทันที ดวงตาคมเต็มไปด้วยความระแวง

“ถ้าคุณไม่เชื่อ รุ้งก็ขอโทษค่ะ ต่อไปจะไม่เข้ามาในห้องทำงานของคุณอีก” รุ้งทรายตอบโดยไม่เถียงต่อ เพราะรู้ดีว่าเขาไม่ได้ต้องการคำอธิบาย เขาต้องการตอกย้ำว่าเธอไม่มีสิทธิ์

“จำไว้ให้ดี ห้องทำงาน ห้องนอน และทุกพื้นที่ส่วนตัวของฉัน เธอไม่มีสิทธิ์ก้าวเข้ามา เว้นแต่ฉันสั่ง” ศิลาพูดช้า ๆ อย่างชัดเจน ทุกคำเหมือนกำแพงที่เขาสร้างสูงขึ้นระหว่างเธอกับเขา

“ค่ะ รุ้งจะจำไว้” รุ้งทรายตอบพร้อมก้มหน้าลงเล็กน้อย ความรู้สึกเหมือนถูกผลักออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้หัวใจเธอหนาวเย็น

“อย่าพยายามทำตัวเป็นคนสำคัญของบ้านนี้ เพราะเธอยังไม่ใช่ และไม่มีวันใช่” ศิลาพูดต่ออย่างโหดร้าย เขาไม่รู้ว่าทำไมจึงต้องพูดให้แรงขึ้นทุกครั้งที่เห็นเธอยอมรับเงียบ ๆ ราวกับความอดทนของเธอท้าทายความโกรธของเขาอย่างประหลาด

รุ้งทรายเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาของเธอแดงก่ำ แต่มีแววมั่นคงบางอย่างซ่อนอยู่

“รุ้งไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญของบ้านนี้ค่ะ แต่รุ้งเป็นห่วงคุณหญิงจริง ๆ ถ้าความหวังดีของรุ้งทำให้คุณไม่พอใจ ต่อไปรุ้งจะเก็บความหวังดีนั้นไว้ให้ห่างจากคุณมากที่สุด” รุ้งทรายพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแต่หนักแน่น ก่อนจะก้มศีรษะให้เขาแล้วหมุนตัวเดินออกไป

ศิลายืนนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน เขาควรพอใจที่เธอยอมถอย แต่ไม่รู้ทำไมประโยคสุดท้ายของเธอกลับทำให้บรรยากาศในห้องทำงานเงียบจนหนักอึ้งอย่างประหลาด

ค่ำนั้น ขณะที่รุ้งทรายกำลังช่วยป้าชื่นเตรียมของใช้สำหรับส่งไปโรงพยาบาลอีกครั้ง เสียงโทรศัพท์ของบ้านก็ดังขึ้น ป้าชื่นรับสายแล้วมีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย เพราะเป็นสายจากคุณหญิงพิมพ์แขที่รู้สึกตัวและอยากคุยกับลูกชาย รวมถึงอยากให้รุ้งทรายมาที่โรงพยาบาลในเช้าวันรุ่งขึ้นด้วย

ศิลาได้รับข่าวนั้นจากป้าชื่น เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งให้เตรียมรถสำหรับพรุ่งนี้เช้า ทว่าไม่ทันไร มินตราก็โทรศัพท์เข้ามาหาเขาโดยตรง เสียงของเธออ่อนหวานและเศร้าสร้อยจนศิลาต้องเดินออกไปคุยนอกห้องรับแขก

รุ้งทรายไม่ตั้งใจฟัง แต่เสียงของศิลาดังลอดเข้ามาบางช่วงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“พรุ่งนี้ผมต้องไปโรงพยาบาลแต่เช้า แล้วตอนเย็นมีงานเลี้ยงของสมาคมธุรกิจ ผมคงให้คุณไปด้วยเหมือนเดิม” ศิลาพูดกับปลายสายด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่รุ้งทรายจับได้ว่ามันไม่มีความแข็งกร้าวเหมือนเวลาพูดกับเธอ

รุ้งทรายชะงักมือที่กำลังพับผ้าคลุมไหล่ของคุณหญิง เธอรู้จักงานเลี้ยงสมาคมธุรกิจนั้นจากที่คุณหญิงเคยพูดถึง มันเป็นงานสำคัญที่คู่สมรสของ           นักธุรกิจมักไปร่วมด้วย แต่เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะศิลาคงไม่ต้องการให้เธอปรากฏตัวข้างเขา

ไม่นานศิลาก็เดินกลับเข้ามา เขามองรุ้งทรายที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะของใช้ด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ยต่อหน้าป้าชื่นและคนรับใช้ที่อยู่บริเวณนั้น

“พรุ่งนี้เย็นฉันจะไปงานเลี้ยงธุรกิจกับมินตรา เธอไม่ต้องเตรียมตัวหรือถามอะไร เพราะคนอย่างเธอไม่มีความจำเป็นต้องไปยืนข้างฉันในที่แบบนั้น” ศิลาพูดอย่างชัดเจน ราวกับต้องการปิดโอกาสทุกความเข้าใจผิด

รุ้งทรายรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบอีกครั้ง แต่เธอฝืนยิ้มบาง ๆ แล้วพยักหน้ารับอย่างเงียบงัน

“ค่ะ รุ้งเข้าใจแล้วค่ะ” รุ้งทรายตอบเพียงเท่านั้น เพราะเธอไม่มีแรงจะถามว่า แล้วทะเบียนสมรสที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนมีความหมายอะไรในสายตาเขา

“ดี ถ้าเข้าใจก็อย่าทำให้แม่ฉันต้องรู้เรื่องนี้ เพราะท่านยังไม่แข็งแรงพอจะรับความจริงว่าภรรยาที่ท่านเลือกให้ฉันไม่ได้เหมาะจะออกงานเคียงข้างฉันเลยสักนิด” ศิลาพูดต่อโดยไม่รู้เลยว่าคำนั้นกรีดลึกกว่าประโยคก่อนหลายเท่า

“รุ้งจะไม่พูดให้คุณหญิงไม่สบายใจค่ะ คุณไม่ต้องห่วง” รุ้งทรายตอบเสียงเบา เธอก้มหน้าลงพับผ้าต่อเพื่อซ่อนแววตาที่เริ่มพร่า

แต่ในวินาทีต่อมา เสียงโทรศัพท์มือถือของศิลาก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่มินตรา แต่เป็นสายจากโรงพยาบาล สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันทีเมื่อได้ฟังปลายสายพูดจบ

“แม่อยากคุยกับผมตอนนี้หรือ” ศิลาถามเสียงต่ำ ความตึงเครียดในแววตาทำให้ทุกคนในห้องเงียบลงทันที

เขากดรับวิดีโอคอล ภาพคุณหญิงพิมพ์แขบนเตียงผู้ป่วยปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ใบหน้าของท่านยังซีดและอ่อนแรง แต่ดวงตายังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม

“ศิลา พรุ่งนี้เย็นลูกมีงานเลี้ยงใช่ไหม” คุณหญิงพิมพ์แขถามเสียงเบา แต่แววตาของท่านยังคมพอจะทำให้ลูกชายชะงัก

“แม่ควรพักผ่อนนะครับ เรื่องงานผมจัดการเองได้” ศิลาตอบอย่างหลีกเลี่ยง ดวงตาคมเหลือบมองรุ้งทรายเพียงเสี้ยววินาที

“แม่ถาม เพราะแม่อยากให้ลูกพารุ้งทรายไปด้วย เธอเป็นภรรยาของลูกแล้ว ลูกควรให้เกียรติน้องต่อหน้าคนอื่น” คุณหญิงพิมพ์แขพูดชัดเจน แม้น้ำเสียงจะแผ่วเพราะความอ่อนแรง แต่ความหมายหนักแน่นจนทุกคนได้ยินเต็มหู

รุ้งทรายเงยหน้าขึ้นทันที หัวใจของเธอกระตุกวาบ เธอไม่คาดคิดว่าคุณหญิงจะรู้เรื่องงานนี้ และไม่คาดคิดว่าท่านจะยื่นมือมาปกป้องเธอในจังหวะที่เธอกำลังถูกผลักออกจากพื้นที่ของภรรยาอีกครั้ง

“แม่ครับ งานพวกนี้วุ่นวาย รุ้งทรายคงไม่ชิน และผมไม่อยากให้เธอไปทำอะไรผิดพลาดจนแม่ต้องเสียหน้า” ศิลาพูดเสียงเรียบ แต่ความไม่พอใจซ่อนอยู่ชัดเจน

“คนที่ทำให้แม่เสียหน้าไม่ใช่รุ้งทราย แต่จะเป็นลูก ถ้าลูกเลือกพาผู้หญิงคนอื่นออกงานแทนภรรยาของตัวเอง” คุณหญิงพิมพ์แขตอบทันที ทำให้บรรยากาศในห้องรับแขกเงียบกริบ

ศิลากำโทรศัพท์แน่นขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของเขาแข็งกร้าว แต่ไม่สามารถโต้กลับมารดาที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดมาได้

“แม่ไม่ควรเอาเรื่องนี้มาเครียดนะครับ” ศิลาพูดอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ ความรักและความห่วงใยมารดาบังคับให้เขาต้องกดทุกอย่างไว้ในอก

“แม่จะไม่เครียด ถ้าลูกทำในสิ่งที่ถูกต้อง พรุ่งนี้พารุ้งทรายไปงานในฐานะภรรยาของลูก และให้คนอื่นรู้ว่าเธอมีตัวตนอยู่ข้างลูก” คุณหญิงพิมพ์แขสั่งเสียงเบา แต่ทุกคำเหมือนคำประกาศที่ไม่มีช่องให้ปฏิเสธ

รุ้งทรายยืนตัวแข็ง เธอมองศิลาอย่างไม่รู้จะพูดอะไร เธอไม่ได้ต้องการไปงานนั้น ไม่ได้ต้องการยืนเคียงข้างเขาท่ามกลางสายตาคนมากมาย หากนั่นจะทำให้เขายิ่งเกลียดเธอ แต่เธอก็ไม่อาจปฏิเสธต่อหน้าคุณหญิงที่กำลังมองมาด้วยความหวัง

“ครับ ผมจะพาเธอไป” ศิลาตอบในที่สุด น้ำเสียงของเขานิ่งมาก แต่มันเป็นความนิ่งที่เต็มไปด้วยแรงกดดันน่ากลัว

“ขอบใจลูก แม่อยากเห็นลูกให้เกียรติคนที่แม่เลือกให้ ไม่ใช่เพราะแม่บังคับ แต่เพราะเธอควรได้รับมัน” คุณหญิงพิมพ์แขพูดอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันสายตามายังรุ้งทรายผ่านหน้าจอ

“รุ้ง พรุ่งนี้ไปกับศิลานะลูก อย่ากลัว แม่เชื่อว่าหนูทำได้” คุณหญิงพิมพ์แขบอกด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่ทำให้หัวใจของรุ้งทรายสั่นไหว

“ค่ะ แม่ รุ้งจะไปค่ะ” รุ้งทรายตอบเสียงเบา คำว่าแม่หลุดออกจากปากอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ทันทีที่พูดจบ เธอก็รู้สึกถึงสายตาคมของศิลาที่ตวัดมามองอย่างไม่พอใจ

หลังวางสาย ความเงียบในห้องรับแขกเหมือนถูกดึงตึงจนแทบขาด ศิลายืนถือโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองรุ้งทรายช้า ๆ ดวงตาของเขาเย็นจัดจนคนถูกมองแทบลืมหายใจ

“พอใจหรือยัง แม่ฉันต้องลุกขึ้นมาปกป้องเธอทั้งที่ยังนอนอยู่บนเตียงคนไข้” ศิลาพูดเสียงต่ำ ทุกคำเต็มไปด้วยความโกรธที่ถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ

“รุ้งไม่ได้บอกคุณหญิงเรื่องงานค่ะ รุ้งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านทราบได้อย่างไร” รุ้งทรายอธิบายทันที ใบหน้าเธอซีดลงเพราะรู้ว่าเขากำลังเข้าใจผิดอีกแล้ว

“แน่ใจหรือว่าไม่ได้ส่งข่าวไปให้ท่านสงสาร เธอถนัดไม่ใช่หรือ ทำตัวเจ็บเงียบ ๆ ให้คนอื่นออกหน้าปกป้องแทน” ศิลาก้าวเข้ามาใกล้เธอ น้ำเสียงของเขาเย็นชาแต่แฝงความร้ายกาจอย่างชัดเจน

“รุ้งไม่เคยอยากให้คุณหญิงต้องเครียดเพราะรุ้ง และถ้ารุ้งเลือกได้ รุ้งก็ไม่อยากไปงานนั้นให้คุณลำบากใจ” รุ้งทรายตอบด้วยน้ำเสียงเจ็บลึก เธอสบตาเขาทั้งที่น้ำตาเริ่มเอ่อขึ้นมา

“ถ้าไม่อยากไปก็ปฏิเสธแม่ฉันสิ หรือเธอกลัวเสียภาพผู้หญิงแสนดี” ศิลาถามด้วยรอยยิ้มเย็น เขากำลังผลักเธอเข้าไปในมุมที่ไม่ว่าจะตอบอย่างไรก็ผิด

“รุ้งปฏิเสธไม่ได้ เพราะท่านเพิ่งผ่าตัดและกำลังเป็นห่วงเราสองคน รุ้งไม่อยากทำให้ท่านไม่สบายใจ” รุ้งทรายตอบอย่างอดทน มือของเธอกำผ้าคลุมไหล่ในมือแน่นจนผ้ายับ

“งั้นก็เตรียมตัวไว้ พรุ่งนี้เธอจะได้รู้ว่าการยืนข้างฉันต่อหน้าคนอื่น ไม่ได้ทำให้เธอสูงขึ้นอย่างที่คิด” ศิลาพูดเสียงต่ำ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องรับแขกไปอย่างรวดเร็ว

รุ้งทรายยืนอยู่ที่เดิม ความเงียบค่อย ๆ กลับเข้ามาห่อหุ้มตัวเธออีกครั้ง ป้าชื่นเดินเข้ามาจับมือเธอเบา ๆ แต่หญิงสาวทำเพียงยิ้มให้ทั้งที่ดวงตาคลอด้วยน้ำตา

“พรุ่งนี้คงหนักสำหรับรุ้งมากใช่ไหมคะป้า” รุ้งทรายถามเบา ๆ น้ำเสียงของเธอไม่ได้ต้องการคำตอบนัก เพราะเธอรู้ดีอยู่แล้ว

“ป้าจะช่วยเตรียมชุดให้สวยที่สุดนะคะ คุณรุ้งต้องสง่างามให้ทุกคนเห็นว่าหนูไม่ใช่คนที่ใครจะดูถูกได้ง่าย ๆ” ป้าชื่นพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นอย่างไม่ยอมแพ้แทนเธอ

รุ้งทรายมองมือของป้าชื่นที่จับมือตัวเองไว้ แล้วพยักหน้าเบา ๆ เธอรู้ว่าพรุ่งนี้เธอไม่ได้กำลังจะไปงานเลี้ยงธรรมดา แต่กำลังจะถูกพาเข้าสู่สนามรบที่เต็มไปด้วยสายตาคนในสังคมของศิลา และบางทีผู้ชายที่ควรยืนข้างเธอมากที่สุด อาจเป็นคนแรกที่ผลักเธอให้ล้มลงต่อหน้าทุกคน

คืนนั้น รุ้งทรายกลับเข้าห้องเล็กด้านหลังบ้าน เธอปิดประตูลงช้า ๆ แล้วเดินไปหยิบรูปแม่ขึ้นมาจากโต๊ะข้างเตียง แสงไฟสลัวทำให้ใบหน้าของมารดาในภาพดูอ่อนโยนเหมือนกำลังปลอบเธอเช่นทุกครั้ง

“แม่คะ พรุ่งนี้รุ้งต้องยืนข้างผู้ชายที่ไม่อยากให้รุ้งอยู่ข้างเขาเลยค่ะ” รุ้งทรายกระซิบกับรูปถ่าย น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนกรอบรูป ก่อนเธอจะรีบเช็ดออกอย่างเบามือ

เธอวางรูปแม่กลับที่เดิม แล้วนั่งลงปลายเตียงเดี่ยวในห้องแคบ ๆ แห่งนั้น เสียงลมจากลานหลังบ้านพัดผ่านหน้าต่างเข้ามาจนผ้าม่านสีซีดไหวเบา ๆ รุ้งทรายสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมความกล้าที่เหลืออยู่ทั้งหมดในหัวใจ เธอจะไม่ร้องขอความรักจากศิลาจะไม่เรียกร้องตำแหน่งที่เขาไม่เต็มใจให้แต่เธอจะไม่ปล่อยให้ใครเหยียบศักดิ์ศรีของเธอโดยที่เธอไม่เหลืออะไรให้ยืนอีกต่อไป

ในอีกฟากหนึ่งของบ้าน ศิลายืนอยู่ริมหน้าต่างห้องนอนใหญ่ ดวงตาคมมองออกไปยังความมืดของสวนด้านนอก มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์ที่มีข้อความจากมินตราส่งเข้ามาไม่หยุด ข้อความที่บอกว่าเธอเสียใจที่ถูกแทนที่ ข้อความที่บอกว่าเธอยังรักเขา และข้อความที่ถามว่าเขาจะพารุ้งทรายไปงานจริงหรือ

ศิลาขบกรามแน่น ภาพรุ้งทรายก้มหน้ารับคำดูถูกตลอดทั้งวันย้อนกลับเข้ามาในความคิดอย่างน่ารำคาญ เขาไม่ชอบความรู้สึกนี้ ไม่ชอบที่เธอยอมเจ็บเงียบ ๆ จนทำให้เขาดูเหมือนคนใจร้าย ทั้งที่ในความคิดของเขา เธอคือคนที่เข้ามาพรากอิสระของเขาไปด้วยคำขอของมารดา

“อย่าคิดว่าการไปงานกับฉันจะทำให้เธอได้สิ่งที่ต้องการ รุ้งทราย” ศิลาพูดกับความมืดด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่ลึกลงไปในอก ความหงุดหงิดบางอย่างกลับไม่ได้เกิดจากเธอเพียงอย่างเดียว

คืนแรกในบ้านอัครบดินทร์จบลงด้วยความเงียบเย็น ห้องใหญ่ของศิลาเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและความระแวง ส่วนห้องเล็กด้านหลังบ้านเต็มไปด้วยน้ำตาที่เจ้าของห้องพยายามกลืนกลับลงไป

และระหว่างคนสองคนที่มีทะเบียนสมรสผูกไว้ด้วยกัน กำแพงแห่งความเข้าใจผิดก็ถูกก่อสูงขึ้นอีกชั้นหนึ่ง

พรุ่งนี้ รุ้งทรายจะต้องออกงานเคียงข้างศิลาในฐานะภรรยาของเขา แต่เธอยังไม่รู้เลยว่า งานเลี้ยงครั้งนั้นจะเป็นเพียงการเปิดตัวภรรยา หรือเป็นเวทีแรกที่ศิลาจะใช้เหยียบหัวใจเธอต่อหน้าคนทั้งสังคม

บทก่อนหน้า
บทถัดไป