บทที่ 1 1
บ้านไร่อนันตวรกุล
“เฮ้อ...” เสียงถอนหายใจของแม่บ้านวัยห้าสิบปี เป็นจุดสนใจให้คนรอบข้างต้องหันมามอง
“เป็นอะไรป้าสายใจ ฉันเห็นป้าถอนหายใจดังเฮือกตั้งหลายรอบแล้วนะ” เปรมจิตสาวน้อยวัยสิบแปดปีหันมาถามป้าสะใภ้ของตนเอง
“นั่นสิแม่สายใจ กลุ้มใจอะไรหนักหนากัน” นายบุญสามีของนางสายใจเอ่ยถาม เพราะรู้สึกสงสัยไม่แพ้กับหลานสาว
“ก็ฉันสงสารพ่อเลี้ยงณัฐน่ะสิ วันๆ ก็เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ภายในไร่ ข้าวปลาก็แทบจะไม่ยอมแตะ”
“พ่อเลี้ยงคงยังเสียใจเรื่องที่คุณฟ้าแต่งงานกับคนอื่นนั่นแหละ แม่สายใจอย่าคิดมากเลยน่า” นายบุญหันมาปลอบใจภรรยาของตน
“ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องนำเรื่องนี้ไปปรึกษาคุณท่านที่กรุงเทพ นังจิตป้าขอยืมโทรศัพท์มือถือแกหน่อยสิ” นางสายใจหันมาบอกหลานสาวของสามี ที่นั่งทำการบ้าน อยู่ไม่ไกลจากที่นางนั่งปรับทุกข์กับคู่ชีวิตนัก
“แม่สายใจ ฉันว่าอย่าไปยุ่งเรื่องของเจ้านายจะดีกว่า เดี๋ยวคุณท่านที่กรุงเทพทราบเรื่อง ก็คงไม่พ้นหาคู่ให้กับพ่อเลี้ยงอีกนั่นแหละ”
“แต่ว่าฉัน...”
“ลุงเขาพูดถูกแล้วป้า อีกหน่อยพ่อเลี้ยงก็จะหายเศร้าเชื่อฉันเถอะ ไม่แน่ว่าพ่อเลี้ยงจะได้เจอเนื้อคู่เร็วๆ นี้ก็ได้”
“เออฉันไม่ยุ่งก็ได้ งั้นเดี๋ยวฉันไปทำกับข้าวให้พ่อเลี้ยงที่เรือนใหญ่ก่อนดีกว่า”นางสายใจพูดจบ ก็เดินลงจากบ้านพักคนงาน มุ่งตรงไปยังบ้านหลังงามของเจ้าของไร่ แต่คนที่นางสายใจกล่าวถึงนั้น กำลังยืนเหม่อลอยอยู่ที่ท้ายไร่
“ฟ้า ทำไมผมถึงลืมคุณไม่ได้สักทีนะ” ริมฝีปากอุ่นได้รูปบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ ถึงแม้ว่าปลายฟ้าจะแต่งงานกับคนที่เธอรักไปนานแล้ว จนใกล้ที่จะคลอดลูกน้อยออกมา แต่เขากลับยังตัดใจจากเธอไม่ได้สักที
“ทำไม!” พ่อเลี้ยงหนุ่มตะโกนเสียงดังลั่นเพื่อระบายความเจ็บปวดที่ร้าวรานอยู่ภายในใจ ให้เบาบางลง
“เป็นบ้าหรือไงพี่ณัฐ อยู่ดีๆ ก็ตะโกนออกมาอยู่ได้” เสียงหวานที่คุ้นหู ดังขึ้นจากแผ่นหลังกว้าง ทำให้พ่อเลี้ยงณัฐวุฒิไหวตัวเล็กน้อย ก่อนหันขวับมาดูที่ต้นเสียง
“ธิดา” ชายหนุ่มเอ่ยชื่อสาวน้อยหน้าหวานตรงหน้าด้วยความแปลกประหลาดใจ
“ทำไมพี่ณัฐถึงต้องทำหน้าตกอกตกใจแบบนั้นด้วยคะ ธิดาไม่ใช่ผีสักหน่อย” กวินธิดาบุตรสาวคนเดียวของพ่อเลี้ยงฉัตรชล กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแง่งอน ตามแบบฉบับลูกสาวคนเดียวของบ้าน
“เอ่อ...พี่แค่แปลกใจเท่านั้น” ชายหนุ่มเกือบพลั้งเผลอพูดออกไป ว่าเขาเกือบลืมเธอไปแล้วด้วยซ้ำ
“แปลกใจ นี่พี่ณัฐจำอะไรไม่ได้เลยใช่มั้ย ว่าเคยสัญญาอะไรกับธิดาไว้บ้าง” หญิงสาวยืนกอดอก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย น้อยใจที่ชายหนุ่มจำคำมั่นสัญญา ที่เคยให้ไว้กับเธอไม่ได้
“สัญญา พี่สัญญาอะไรไว้กับธิดางั้นเหรอ” ชายหนุ่มย้อนถามด้วยสีหน้าที่งุนงง ซึ่งได้สร้างความเจ็บปวดให้กับหัวใจดวงน้อยๆ ของเธอยิ่งนัก
“ถ้าพี่ณัฐยังจำคำพูดของตัวเองไม่ได้ ก็อย่ารู้เลยดีกว่า ธิดาขอตัว และขอโทษด้วย ที่ธิดามารบกวนเวลาอันมีค่าของพี่ณัฐ” เสียงหวานกล่าวตัดพ้อด้วยน้ำเสียงสั่นๆ เดินถอยหลังออกไปเพียงสองก้าว ก่อนหมุนตัววิ่งเข้าไปด้านหลังไร่ของฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว จนพ่อเลี้ยงหนุ่มได้แต่อ้าปากค้างเรียกตามแทบไม่ทัน
“งอนอะไรของเขาอีกล่ะเนี่ย พูดกันยังไม่ทันเข้าใจ ก็วิ่งหนีกลับบ้านไปซะแล้ว” ชายหนุ่มส่ายหน้าตามหลังคนตัวเล็กไป ยังแสนงอนไม่เคยเปลี่ยน แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแล้วก็ตาม
กวินธิดาวิ่งร้องไห้กลับมาที่บ้านไร่ของตน ด้วยความเสียใจ ที่พ่อเลี้ยงณัฐวุฒิไม่ให้ความสำคัญ แถมยังจำคำมั่นสัญญาที่เคยให้กับเธอไว้ ก่อนที่เธอจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศไม่ได้
“พี่สัญญาว่าจะเมลไปหาธิดาทุกอาทิตย์ ทุกเทศกาลพี่ก็จะส่งของขวัญไปให้นะครับคนดี ตั้งใจเรียนให้จบ พี่จะไปรอรับที่สนามบิน ในวันที่ธิดาเดินทางกลับมา พี่ให้สัญญา” พ่อเลี้ยงณัฐวุฒิรั้งร่างบางมาสวมกอดไว้แน่นก่อนลา
“พี่ณัฐสัญญากับธิดาแล้วนะ ห้ามลืมด้วย และห้ามมีใครในระหว่างที่ธิดาไม่อยู่ จนกว่าธิดาจะกลับมา”
“ครับ แล้วพี่ณัฐจะรอธิดากลับมานะครับ” ชายหนุ่มจรดริมฝีปากอุ่นลงกลางหน้าผากเนียนเบาๆ
“ไอ้พี่ณัฐบ้า ไอ้คนไม่รักษาคำพูด” หมัดเล็กๆ ทุบลงที่หมอนใบใหญ่ด้วยความโมโห ภายในห้องนอนใหญ่ของตัวเอง พร้อมหยาดน้ำตาค่อยๆ ไหลรินออกมาจากดวงตาคู่สวย อย่างไม่ขาดสาย ทั้งน้อยใจเสียใจผสมปนเปกันไปหมด
“คอยดูนะ ธิดาจะไม่พูดกับพี่ณัฐอีก” หญิงสาวบริภาษคนผิดสัญญาไม่ยอมหยุด ราวกับหมีกินผึ้ง ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้รับรู้อะไรด้วยเลย
“ก๊อก ก๊อก”
“ใครคะ” กวินธิดารีบเช็ดคราบน้ำตาออกรวกๆ
“ป้าเองค่ะคุณหนู”
“ป้านวลมีอะไรกับธิดาเหรอคะ” หญิงสาวตะโกนถาม แต่ไม่ยอมเดินออกไปเปิดประตูห้อง เพราะกลัวแม่บ้านจะรู้ว่าเธอผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก คงไม่พ้นถูกบิดาซักฟอกอีกเป็นแน่
“พ่อลี้ยงให้ป้าขึ้นมาตามคุณหนูค่ะ บอกว่ามีแขกคนสำคัญมาขอพบคุณหนูค่ะ” คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าชนกันจนเกิดเป็นปม สงสัยว่าใครกันที่มาขอพบเธอในเวลานี้
“แขกเหรอคะ ธิดายังไม่ได้บอกใครว่าเดินทางกลับมาวันนี้เลยนะคะ”
“คุณหนูลงไปพบก็ทราบเองค่ะ”
“แหมลับลมคมในจังนะคะป้านวล งั้นบอกแขกรอสักครู่ เดี๋ยวธิดาจะตามลงไปค่ะ” กวินธิดาพูดจบ ก็เดินเข้าไปในห้องน้ำเพื่อล้างคราบน้ำตาที่เปื้อนแก้มออก ไม่ให้หลงเหลือคราบทิ้งไว้ ตามซับด้วยแป้งตลับอีกครั้งหนึ่ง เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เธอจึงรีบเดินลงมาที่ห้องแขก แต่แผ่นหลังกว้างที่คุ้นตา ทำให้หญิงสาวถึงกับหยุดชะงักเท้าไว้
“อ้าวยัยหนู ดูสิว่าใครมา” พ่อเลี้ยงฉัตรชลเอ่ยทักบุตรสาวหัวแก้ว หัวแหวนด้วยรอยยิ้มที่แสนภาคภูมิใจ ทำให้แขกหนุ่มลุกขึ้นยืน พร้อมส่งยิ้มหวานให้เธอ แต่สาวเจ้ากลับสะบัดหน้าใส่อย่างเง้างอน จนพ่อเลี้ยงหนุ่มถึงกับหน้าเสีย
“พี่ณัฐมีธุระอะไรกับธิดางั้นเหรอคะ” กวินธิดาเอ่ยถามแขกหนุ่ม ด้วยน้ำเสียงที่ห่างเหินจนคนฟังสัมผัสได้
“เอ่อ...คือพี่” พ่อเลี้ยงหนุ่มเริ่มหาคำพูดตัวเองไม่เจอ ไม่รู้จะเริ่มต้นพูดอะไรกับคนแสนงอน
“ยัยหนู ทำไมถึงได้เสียมารยาทกับพี่เขาแบบนั้น มานั่งลงและขอโทษพี่เขาซะ” พ่อเลี้ยงฉัตรชลกล่าวตำหนิบุตรสาวเสียงเข้ม
“คุณพ่อ” กวินธิดาครางเรียกบิดาเสียงสั่น ด้วยความน้อยใจ
“กวินธิดา”
“เอ่อ...คุณอาครับผมว่า...” พ่อเลี้ยงณัฐวุฒิไม่ทันได้พูดจบ พ่อเลี้ยงฉัตรชลก็ยกมือขึ้นห้ามปรามไว้เสียก่อน
“ตาณัฐไม่ต้องพูด เดี๋ยวอาจัดการเอง โตแล้วไม่ใช่เด็กๆ ได้ยินที่พ่อพูดมั้ยกวินธิดา” พ่อเลี้ยงฉัตรชลเรียกบุตรสาว
