บทที่ 1 บทนำ
กลิ่นอับชื้นปนกลิ่นยาฆ่าเชื้อโรคฉุนกึกคละคลุ้งอยู่ในชั้นบรรยากาศของห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) รวมของโรงพยาบาลรัฐบาลอันแออัด เสียงสะท้อนของเครื่องช่วยหายใจทำงานประสานไปกับเสียงสัญญาณชีพจรที่ดังถี่เตือนเป็นจังหวะชวนให้อึดอัด
ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...
ทุกเสียงที่ดังขึ้นเปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กที่คอยทิ่มแทงหัวใจของ พิมพ์มาดา ให้ปริร้าวลงไปทุกที หญิงสาวร่างบอบบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีซีดและกางเกงยีนส์ตัวเก่านั่งนิ่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้พลาสติกข้างเตียงคนไข้ ดวงตากลมโตคู่สวยที่เคยส่องประกายสดใสบัดนี้กลับบวมช้ำและหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ขอบตาแดงก่ำพยายามกักเก็บหยาดน้ำตาแห่งความอ่อนแอเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
เธอกุมมือที่หยาบกร้านและเย็นเฉียบของ พิชัย ผู้เป็นพ่อไว้แนบแก้มเนียน ผิวขาวจัดของพิมตัดกับสีผิวซีดเหลืองของชายวัยกลางคนผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นดั่งเสาหลักอันแข็งแกร่งของตระกูลอัครเดโช แต่ในวันนี้เขากลับนอนไร้สติมีเพียงสายยางพะรุงพะรังเจาะเข้าที่คอและจมูกเพื่อยื้อลมหายใจอันริบหรี่ หลังจากล้มพับลงไปเพราะอาการเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน... ในวันเดียวกับที่บริษัทของเขาถูกประกาศฟ้องล้มละลาย
“พ่อคะ... พิมอยู่นี่นะ พ่อต้องสู้นะคะ”
น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยกระซิบข้างหูของบิดาอย่างแผ่วเบาหวังให้ปาฏิหาริย์มีจริง แต่สิ่งตอบกลับมีเพียงหน้าอกที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะของเครื่องช่วยหายใจเท่านั้น
ความเงียบงันปนเสียงเครื่องมือแพทย์ถูกทำลายลงช้า ๆ ด้วยเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวัง พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ ก่อนจะพบว่าเป็น ทนายสมเกียรติ ทนายความเก่าแก่ประจำตระกูลที่เดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แววตาของชายสูงวัยเต็มไปด้วยความเวทนาเมื่อจ้องมองคุณหนูคนเดียวของตระกูลอัครเดโชที่ต้องมารับศึกหนักเพียงลำพังในวัยเพียง 22 ปี
“คุณหนูพิมครับ...”
ทนายสมเกียรติเอ่ยเรียกเสียงเบา พลางวางกระเป๋าเอกสารหนังสีดำลงบนตักของตัวเอง
“น้าสมเกียรติ... มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ? หรือว่าเรื่องการอายัดทรัพย์สิน...”
พิมถามด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นแต่ดวงตาของเธอกลับฉายแววความอดทนอันแรงกล้า เธอรู้ดีว่าพายุลูกใหญ่ยังสงบลงไม่ได้ง่าย ๆ
ทนายสมเกียรติถอนหายใจยาวก่อนจะหยิบปึกเอกสารหนาปึกออกมาวางตรงหน้าหญิงสาว
“ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วครับคุณหนู... ตอนนี้บัญชีธนาคารทุกเล่มของตระกูลอัครเดโช รวมถึงบัญชีส่วนตัวของคุณท่านและของคุณหนูถูกอายัดไว้ทั้งหมดแล้ว และที่ร้ายแรงที่สุด...”
ทนายหนุ่มใหญ่ชะงักไปครู่หนึ่งอย่างลำบากใจ
“ร้ายแรงที่สุด... คืออะไรคะน้าสมเกียรติ?”
พิมพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นมือบางยังคงกุมมือของบิดาแน่นเพื่อขอกำลังใจ
“บ้านอัครเดโช... รวมถึงที่ดินและสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัทที่โดนยึด กำลังจะถูกโอนย้ายกรรมสิทธิ์ไปเป็นของเจ้าหนี้รายใหญ่รายใหม่ทั้งหมดในวันพรุ่งนี้ครับ มีกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามากว้านซื้อหนี้ทั้งหมดของอัครเดโชไปบริหารต่อและพวกเขายื่นคำขาดว่าจะดำเนินคดีอาญาเรื่องเช็คเด้งและการฉ้อโกงกับคุณพิชัยทันทีหากไม่มีการชำระหนี้ทั้งหมดภายในสามวัน”
คำว่า “คดีอาญา” และ “คุก” ทำให้นัยน์ตาโศกของพิมเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก
“แต่น้าสมเกียรติคะ! พ่อยังนอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่แบบนี้ท่านจะไปโกงใครได้ยังไง แล้วโรงพยาบาลล่ะคะ? บัญชีโดนอายัดหมดแล้วพิมจะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่ารักษาของพ่อในวันพรุ่งนี้!”
ความสิ้นหวังบีบคั้นจนหยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลอาบแก้มเนียน พิมสะอื้นจนตัวโยน ร่างกายบอบบางสั่นเทาราวกับใบไม้ต้องลมพายุ โรงพยาบาลรัฐบาลแม้จะประหยัดกว่าแต่ค่ารักษาในห้อง ICU และค่ายานอกบัญชีก็สูงลิบลิ่วเกินกว่าที่เด็กเพิ่งเรียนจบอย่างเธอจะมีปัญญาหามาจ่ายได้ในสภาวะที่ไม่มีแม้แต่เงินร้อยบาทติดกระเป๋า
ทนายสมเกียรติส่งกระดาษทิชชู่ให้หญิงสาวด้วยความรู้สึกหดหู่ใจไม่ต่างกัน เขาชี้นิ้วลงไปที่ท้ายกระดาษสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับใหม่ที่เพิ่งได้รับมา
“กลุ่มทุนที่เข้ามาฮุบทุกอย่างไป... ชื่อ 'แอนเดอร์สัน กรุ๊ป' ครับคุณหนูพิม และผู้มีอำนาจลงนามแต่เพียงผู้เดียวของกลุ่มทุนนี้ก็คือ...”
พิมก้มลงมองชื่อภาษาอังกฤษที่สลักเด่นหราอยู่บนเนื้อกระดาษแผ่นหนา ตัวอักษรตระกูลตะวันตกสีดำสนิทราวกับเป็นน้ำหมึกที่กรีดลงบนหัวใจของเธอ
“Carter Anderson” (คาร์เตอร์ แอนเดอร์สัน)
หัวใจของพิมพ์มาดากระตุกวูบลมหายใจสะดุดกึกราวกับโลกรอบตัวหยุดหมุนไปชั่วขณะ ชื่อนี้... นามสกุลนี้... และตัวอักษรลายเซ็นอันเฉียบคมนี้ เธอไม่มีวันลืมมันได้เลยชั่วชีวิต
ภาพจำในอดีตย้อนคืนกลับมาในสมองดั่งสายน้ำหลาก ภาพของเด็กหนุ่มลูกครึ่งนัยน์ตาสีฟ้าอมเทาผู้มีรอยยิ้มอบอุ่น พี่ชายข้างบ้านที่คอยปกป้องและดูแลเธอในวัยเด็ก “พี่คาร์เตอร์” ของเธอที่หายสาบสูญไปต่างประเทศพร้อมกับข่าวลือเรื่องความตายของแม่เขา... รักครั้งแรกและครั้งเดียวที่เธอเฝ้าถนอมเก็บไว้ในก้นบึ้งของหัวใจมาตลอดสิบปี
