บทที่ 6 ตื่นจากฝันร้ายสู่ความจริงอันเย็นเยือก

แสงแดดแรกของวันใหม่ที่ส่องผ่านผ้าม่านทึบแสงของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ไม่ได้ช่วยให้อากาศภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วยวิกฤตระดับ VIP อุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย

พิมพ์มาดานั่งอยู่ข้างเตียงไฟฟ้าปรับระดับได้ ดวงตาคู่โศกเหม่อมองร่างของ พิชัย ผู้เป็นพ่อที่นอนหลับอยู่อย่างสงบ เครื่องช่วยหายใจและเครื่องเฝ้าระวังชีพจรรุ่นใหม่ล่าสุดส่งเสียงทำงานเบา ๆ อย่างมีประสิทธิภาพบ่งบอกว่าเขาได้รับการดูแลรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ดีที่สุดเท่าที่เงินจะซื้อได้

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เธอจรดปลายปากกาลงบนสัญญาฉบับนั้น... ปาฏิหาริย์ที่แลกมาด้วยการป่นปี้ของศักดิ์ศรีก็เกิดขึ้นจริง

            ทีมแพทย์ชำนาญการพิเศษถูกส่งตัวมารับตัวพ่อของเธอออกจากโรงพยาบาลรัฐบาลอันแออัด ย้ายมารักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดรวมถึงค่ายานอกบัญชีราคาแพงลิบลิ่วถูกจัดการเรียบร้อยด้วยเงินมหาศาลจาก แอนเดอร์สัน กรุ๊ป

“คุณพ่อของคุณพิมพ้นขีดอันตรายแล้วนะครับ ระบบสัญญาณชีพมั่นคงดีมากทางเราจะเริ่มทำการกายภาพบำบัดเบา ๆ ให้ทันทีที่คุณหมอเจ้าของไข้อนุมัติครับ”

            คำพูดของนายแพทย์ใหญ่เมื่อเช้าตรู่ยังคงก้องอยู่ในหัวของพิมพ์มาดา หญิงสาวค่อย ๆ ยกมือขึ้นแตะริมฝีปากที่แห้งแตกและเจ็บระบมของตัวเอง รอยช้ำเขียวช้ำบนข้อมือทั้งสองข้างและความเจ็บปวดรวดร้าวที่ใจกลางลำตัวย้ำเตือนเธอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ใช่ฝันร้าย... แต่มันคือ ความจริง

ความจริงที่ว่าเธอได้ขายตัวเองให้กับอสูรร้ายอย่าง คาร์เตอร์ แอนเดอร์สัน ไปแล้วอย่างสมบูรณ์

“พ่อคะ...”

            พิมพ์มาดากระซิบเสียงเบาหวิวหยาดน้ำตาตกลงบนหลังมือของบิดา

“พิมช่วยพ่อได้แล้วนะคะ... พ่อต้องรีบตื่นขึ้นมานะ”

            เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นเบา ๆ สองครั้ง ก่อนที่ประตูหนาหนักจะถูกเปิดออก ชายร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำสนิทก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าเงียบขรึม มาร์คัส มือขวาคนสนิทของคาร์เตอร์นั่นเอง

“คุณพิมพ์มาดาครับ”

            มาร์คัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก

“หมดเวลาส่วนตัวของคุณแล้วครับ นายสั่งให้ผมมารับคุณไปที่เพนต์เฮาส์เดี๋ยวนี้”

            พิมพ์มาดาชะงักช้อนสายตาขึ้นมองชายตรงหน้าหัวใจบีบรัดด้วยความหวาดกลัว แต่เธอก็รู้ดีว่าไม่มีทางเลี่ยง เธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวตัวเก่าที่พยายามติดกระดุมถึงเม็ดบนสุดเพื่อปกปิดรอยรักและรอยบีบคั้นป่าเถื่อนบนลำคอคว้ากระเป๋าผ้าใบเล็กที่มีเพียงเสื้อผ้าเก่า ๆ ไม่กี่ตัวขึ้นมากอดไว้แนบอก

“ขอพิม... ลาพ่ออีกนิดได้ไหมคะ?”

            พิมถามด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน

“นายท่านไม่ชอบคนเลทครับคุณพิม”

            มาร์คัสตอบสั้น ๆ ทว่าผายมือไปทางประตูอย่างเด็ดขาด

“รถจอดรออยู่ด้านล่างแล้วครับ”

            พิมพ์มาดาก้มลงหอมแก้มซูบตอบของพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก หมุนตัวเดินตามมาร์คัสออกจากห้องไป โดยรู้ดีว่าการก้าวออกจากห้องนี้... คือการก้าวออกจากอิสรภาพในชีวิตของเธอไปตลอดกาล

รถตู้ VIP กระจกดำสนิทแล่นผ่านการจราจรที่ติดขัดของกรุงเทพมหานคร ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ทางเข้าคอนโดมิเนียมใจกลางย่านธุรกิจ ตึกระฟ้าสูงเฉียดฟ้าที่ออกแบบด้วยกระจกและเหล็กกล้าสะท้อนแสงแดดยามเช้าดูงดงาม ทว่าสำหรับพิมพ์มาดาแล้วมันไม่ต่างอะไรจากกรงทองขนาดมหึมาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อขังเธอไว้

มาร์คัสพาเธอขึ้นลิฟต์ส่วนตัวที่ต้องใช้ระบบสแกนม่านตาและลายนิ้วมือ ลิฟต์ทะยานขึ้นสู่ชั้นบนสุดอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบจนกระทั่งประตูลิฟต์เปิดออกกว้างสู่เพนต์เฮาส์หรูหรา

เมื่อคืนนี้ความมืดมิดและไฟราคะปิดบังรายละเอียดของสถานที่แห่งนี้ไว้เกือบหมด แต่ในยามเช้า พิมพ์มาดาจึงได้เห็นเพนต์เฮาส์ของคาร์เตอร์อย่างเต็มตา

            ห้องโถงกว้างขวางเพดานสูงลิ่วถูกตกแต่งด้วยหินอ่อนสีดำแมกม่าตัดกับเฟอร์นิเจอร์นำเข้าสไตล์มินิมอลสีเทาและดำผนังกระจกบานยักษ์เปิดรับแสงแดดบริสุทธิ์ แต่บรรยากาศโดยรวมกลับเย็นเยือกและไร้ชีวาราวกับวิมานของปีศาจที่สร้างขึ้นจากความเดี่ยวโดด

“นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป คุณจะต้องอยู่ที่นี่”

            มาร์คัสเอ่ยขึ้นพลางชี้ไปทางโถงทางเดินด้านขวา

“ห้องนอนของคุณคือห้องสุดทางเดินฝั่งขวามือ ข้างในมีเสื้อผ้าและของใช้ที่คุณต้องการเตรียมไว้ให้แล้ว”

“แล้ว... คุณคาร์เตอร์ล่ะคะ?”

            พิมพ์มาถามเสียงเบาพลางมองสอดส่องไปทั่วห้องโถงกว้างด้วยความระแวง

“นายท่านกำลังประชุมทางไกลในห้องทำงานครับ”

มาร์คัสตอบ

“ข้อปฏิบัติของคุณคือ ห้ามออกจากเพนต์เฮาส์แห่งนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต ห้ามใช้โทรศัพท์ติดต่อใครภายนอก ยกเว้นจะได้รับความยินยอมและต้องพร้อมรับใช้นายท่านทุกครั้งที่เขาต้องการ”

            คำว่า 'รับใช้' ตอกย้ำความต่ำต้อยของเธออย่างรุนแรง พิมกำสายกระเป๋าผ้าแน่น พยักหน้ารับคำอย่างจำยอม

“เข้าใจแล้วค่ะ...”

“เชิญคุณไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและพักผ่อนในห้องก่อนครับ อีกหนึ่งชั่วโมง นายท่านจะออกมา”

            มาร์คัสบอกแค่นั้นก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าลิฟต์ไป ทิ้งให้พิมพ์มาดายืนอยู่อย่างเคว้งคว้างกลางห้องโถงใหญ่เพียงลำพัง

พิมพ์มาดาเดินเข้าไปในห้องนอนที่มาร์คัสบอก มันเป็นห้องขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูด้วยโทนสีขาวและเทา เตียงนอนขนาดคิงไซส์หนานุ่มถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบบนเตียงมีชุดเดรสยาวผ้าซาตินเนื้อดีสีครีมวางเตรียมไว้พร้อมกับโน้ตแผ่นเล็ก ๆ ที่เขียนด้วยลายมือขีดฆ่าเป็นระเบียบ: 'เปลี่ยนชุดนี้ซะ'

            หญิงสาวพาเรือนร่างที่บอบช้ำเข้าไปในห้องน้ำหักห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลยามที่เห็นรอยเขียวช้ำตามท่อนแขน แผ่นหลังและทรวงอกในกระจก เธอจัดการอาบน้ำชำระล้างร่างกายชะล้างความรู้สึกโสมมออกไปแม้รู้ดีว่ามันไม่อาจล้างบาดแผลในใจได้เลย

เมื่อสวมชุดเดรสสายเดี่ยวผ้าซาตินที่คาร์เตอร์เตรียมไว้ เนื้อผ้าบางเบาทาบทับลงบนผิวเนียน เผยให้เห็นลาดไหล่เนียนและแผ่นหลังบางส่วน พิมพ์มาดารู้สึกอับอายและวูบวาบอย่างประหลาด เพราะชุดนี้ไม่ได้เน้นความเรียบร้อยแต่เน้นการเผยเรือนร่างเพื่อให้ง่ายต่อการ 'ใช้งาน' ของเขา

เมื่อเดินกลับออกมาที่ห้องโถงใหญ่ เสียงฝีเท้าหนักแน่นอันคุ้นเคยก็ดังขึ้น

ตึก... ตึก... ตึก...

            ร่างสูงใหญ่ของคาร์เตอร์ก้าวออกมาจากห้องทำงาน ชายหนุ่มอยู่ในชุดเชิ้ตสีขาวที่ถกแขนขึ้นถึงข้อศอก กระดุมบนถูกปลดออกสองเม็ดเผยให้เห็นแผงอกกำยำ ผมสั้นสีดำยุ่งเหยิงเล็กน้อย นัยน์ตาสีฟ้าอมเทาคมกริบคู่เดิมทอดมองมายังเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า

สายตาของเขาเต็มไปด้วยความจดจ้อง พิจารณาและเหยียดหยามอย่างไม่คิดจะซ่อนเร้น

“หึ... แต่งตัวดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อยนี่”

            น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น คาร์เตอร์เดินไปที่เคาน์เตอร์บาร์หยิบขวดบรั่นดีขึ้นมาเทลงในแก้วคริสตัลอย่างไม่รีบร้อนก่อนจะหมุนตัวกลับมาจ้องมองเธอ

“แต่ก็นะ... ต่อให้สวมเสื้อผ้าแพงแค่ไหน สันดานลูกสาวคนโกงมันก็ติดตัวเธออยู่ดี พิมพ์มาดา”

            คำพูดถากถางดุจเข็มพิษทิ่มแทงเข้ากลางอก พิมพ์มาดาได้แต่กำมือแน่นข้างลำตัวสะกดกลั้นความเจ็บปวดไว้ภายใน

“พิมมาอยู่ที่นี่ตามสัญญาแล้วค่ะ คุณคาร์เตอร์... ต้องการให้พิมทำอะไรคะ?”

            เธอบังคับเสียงตัวเองให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ เลือกที่จะเรียกเขาว่า 'คุณ' ตามกฎที่เขาเคยตั้งไว้

คาร์เตอร์แค่นหัวเราะในลำคอก้าวเท้าสืบเนื่องเข้ามาหาเธอช้า ๆ รังสีความคุกคามและอำนาจเหนือกว่าแผ่กระจายจนพิมรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เธออยากจะก้าวถอยหลังแต่สมองสั่งให้เธอยืนนิ่งอยู่กับที่เพื่อไม่ให้เขาได้ใจ

“ถามว่าต้องการให้ทำอะไรงั้นเหรอ?”

            คาร์เตอร์หยุดลงตรงหน้าเธอห่างกันเพียงคืบ กลิ่นบรั่นดีผสมกลิ่นกายบุรุษอันทรงเสน่ห์ลอยมาปะทะจมูก

“หน้าที่ของเธอมันไม่ได้ยากอะไรเลยพิมพ์มาดา... แค่ทำตัวเป็น 'ของเล่น' ที่ว่าง่าย อย่าเรื่องมาก อย่ามาทำหน้าเศร้าเหมือนโศกเศร้านักหนา เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเธอในวันนี้... มันคือสิ่งที่ครอบครัวเธอสมควรได้รับ!”

            เขาใช้นิ้วเรียวยาวเชิดคางมนของเธอขึ้นแรงบีบที่คางทำเอาพิมพ์มาดาต้องเบ้หน้า

“มองหน้าฉัน!”

            เขาสั่งเสียงเข้ม

“อย่าหลบตา! ฉันอยากให้เธอจ้องมองหน้าคนที่เธอและพ่อของเธอต้องรับใช้... จำไว้นะว่าเธอไม่มีค่าอะไรในบ้านหลังนี้ เธอเป็นแค่นางบำเรอที่ฉันซื้อมาด้วยเศษเงิน!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป