บทที่ 2 #1.2หัวใจหรรษา
คืนก่อนเกิดเหตุ...
ห้องพักชั้นบนสุดของโรงแรมในเครืออัครเดชาถูกตกแต่งหรูหราอย่างมีสไตล์ให้ความรู้สึกสงบไร้ความวุ่นวาย ผนังหินอ่อนตัดกับเฟอร์นิเจอร์สีเข้มจัดวางอย่างมีระยะพอดี ไม่มีของตกแต่งเกินจำเป็น ไม่มีภาพถ่ายครอบครัวบนชั้นไม้หรือบนผนังห้อง ไม่มีความทรงจำใด ๆ ให้สะดุดสายตาของเปรมปรีดิ์ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดสูทตัดเย็บปาณีตเสริมบุคลิกอย่างที่คนรอบข้างต้องเกรงใจ ท่วงท่านั่งดูผ่อนคลายแต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ผู้บริหารหนุ่มถอดสูทออกพร้อมกับพับแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นแลดูคล่องแคล่วและเข้าถึงง่ายขึ้นทันที
เปรมปรีดิ์ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหยิบแก้วรินบรั่นดีที่บาร์เครื่องดื่มก่อนจะเดินไปหยุดยืนมองวิวเมืองผ่านกระจกบานใหญ่ริมห้อง มือข้างหนึ่งถือแก้วเครื่องดื่มสีอำพันที่สะท้อนแสงไฟเมืองเหมือนของเหลวกำลังลุกไหม้ รถยนต์ที่เคลื่อนตัวเป็นสายไฟเรืองรองอยู่เบื้องล่างเหมือนเมืองทั้งเมืองไม่เคยหลับไหลเป็นภาพบรรยากาศกรุงเทพฯ กลางราตรีที่เห็นผ่านกระจกบานสูงจากพื้นจรดเพดานตรงหน้าเปรมปรีดิ์ ไม่ต่างกับภาพวาดมหานครจากปลายพู่กันของจิตกรฝีมือดี
เหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายที่เขาร่วมประชุมกับสิงหราช ญาติสนิทฝ่ายบิดาที่มีศักดิ์เป็นอาของเขา และยังเป็นหุ้นส่วนธุรกิจในเครืออัครเดชา คำพูดประชดประชันกับรอยยิ้มเหนือกว่าของฝ่ายนั้นยังติดตาอย่างน่าโมโห ปลายนิ้วเรียวยาวที่กุมก้านแก้วที่ยังไม่ได้ยกขึ้นดื่มขยับหมุนแก้วเคลื่อนไหวช้า ๆ ราวกับต้องการใช้ดึงสติตัวเองที่เตลิดไปกับอารมณ์หงุดหงิดให้มาจดจ่ออยู่ที่ก้านแก้วในมือก่อนเสียงเปิดประตูเบา ๆ จะดังขึ้นด้านหลัง
“ท่านประธานมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ” สมิทธ์เลขาส่วนตัวของเปรมปรีดิ์เข้ามายืนอยู่ห่างออกไปพอสมควร เขาไม่เข้ามาใกล้เกินไป และไม่ถามคำถามที่ไม่ควรถาม
เปรมปรีดิ์ไม่ละสายตาจากภาพเบื้องหน้า เขายกแก้วขึ้นดื่มในที่สุด กลืนของเหลวร้อนลงคอช้า ๆ ความขมปลายลิ้นทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ก่อนจะวางแก้วลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อนแล้วหลับตาเพียงเสี้ยววินาที เหมือนคนที่ชั่งใจ ก่อนจะตัดสินใจบางอย่างที่ไม่เคยอยู่ในแผนชีวิตของเขา
“คืนนี้ฉันต้องการผู้หญิงสักคน นายไปหามาให้ฉันหน่อย”
สมิทธ์ชะงัก แม้สีหน้าจะไม่เปลี่ยน แต่เขารู้ดีว่าเจ้านายของตนไม่เคยสั่งแบบนี้มาก่อน ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองต้องการความใกล้ชิดชั่วคราว
เปรมปรีดิ์กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบโดยไม่หันกลับมา “เลือกมืออาชีพที่รู้งาน ไม่พูดมาก ไม่เซ้าซี้” คำสั่งหยุดชั่วครู่ ก่อนประโยคสุดท้ายจะหลุดออกมาเบากว่าเดิม แต่ชัดเจน “และที่สำคัญ… เอาที่แน่ใจว่าจบคืนนี้แล้ว เธอจะไม่กลับมาวุ่นวายกับฉันอีก”
คำสั่งน้ำเสียงราบเรื่อยไม่ใช่ความปรารถนาแบบคนเจ้าชู้มันคือการขีดเส้นความสัมพันธ์ใด ๆ ต้องไม่ทิ้งร่องรอยต้องไม่ผูกมัดต้องไม่กลายเป็นจุดอ่อน
สมิทธ์พยักหน้าเล็กน้อย “ครับท่านประธาน ผมจะจัดการให้เดี๋ยวนี้”
เมื่อประตูปิดลงอีกครั้ง ความเงียบกลับมาครอบงำห้อง เปรมปรีดิ์หันกลับมามองเงาตัวเองในกระจกสะท้อน เงาชายหนุ่มในสูทราคาแพงดูสงบนิ่ง เย็นชา และควบคุมได้ทุกอย่าง ยกเว้นความว่างเปล่าข้างในที่เขาไม่เคยยอมรับ เขาเป็นคนที่ไม่ชอบความไร้ระเบียบ ไม่ชอบคนอ่อนแอ และไม่เคยปล่อยให้ตัวเองหลุดจากบทบาทผู้นำ ตั้งแต่วันที่รับตำแหน่งประธานบริหาร เขาเรียนรู้ว่าความอบอุ่นต้องเก็บไว้ข้างในความลังเลต้องซ่อนไว้ใต้สูทตัดเย็บพิเศษและความเหงา… เป็นสิ่งที่ไม่มีใครควรเห็น แต่คืนนี้เขาต้องการใครสักคนมาเพื่อช่วยให้เขาลืมเรื่องเครียดและทำให้ค่ำคืนที่น่าหงุดหงิดนี้ผ่อนคลายได้มากกว่าที่เป็นอยู่ แค่หนึ่งคืนกับผู้หญิงที่เขาไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของเธอ ไม่มีอดีต และไม่มีพรุ่งนี้
บาร์เล็กซ่อนตัวอยู่หลังประตูไม้ทึบที่ไม่มีป้ายชื่อ มีเพียงหลอดไฟสีอำพันดวงเล็กเหนือวงกบประตูที่บอกให้รู้ว่าที่นี่เปิดให้บริการต้อนรับนักดื่มที่ไม่ชอบความวุ่นวาย เสียงดนตรีแจ๊สทุ้มต่ำดังคลอบรรยากาศเคล้ากลิ่นเหล้า ไฟสลัวพอให้มองเห็นใบหน้าเรียวรูปไข่ที่มักจะแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนสีนู้ดเรียบหรู ริมฝีปากที่แต้มสีส้มอิฐหรือแดงก่ำมักจะเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง เธอชื่อหรรษาแต่เธอกลับแทบไม่เคยเผยรอยยิ้มบนใบหน้า สีหน้าเธอเรียบเฉยจนดูเหมือนไร้ความรู้สึก ดวงตาคมเฉี่ยวสีน้ำตาลไหม้ที่ดูเหมือนจะอ่านความลับของทุกคนได้ ทว่าหากสังเกตให้ดี ในความนิ่งสนิทนั้นกลับมีความอ่อนไหวและร่องรอยของความปวดร้าวซ่อนอยู่ลึก ๆ แววตาของเธอไม่ได้สื่อถึงความเย็นชา แต่คือเกาะป้องกันไม่ให้ความอ่อนแอเปิดเผยออกมากระทั่งภาพภาพหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์ในเย็นวันนี้
ภาพข่าวสังคมออนไลน์ที่ถูกแชร์ส่งต่อกันเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว งานหมั้นของสองตระกูลนักธุรกิจใหญ่ รอยยิ้มของอดีตชายคนรักของเธอ ธนิต ที่ยืนเคียงข้างผู้หญิงในชุดสีงาช้าง เขมิกา ลูกสาวคนเดียวของนายสิงหราช คนที่เป็นต้นเหตุทำให้พ่อของเธอต้องตาย มือของคนทั้งสองประสานกันแน่น ราวกับคำมั่นว่าต่างจะมีกันและกันตลอดไป หรรษามองภาพนั้นอยู่นานกว่าที่ควร นานจนหน้าจอดับไปเอง ไม่มีน้ำตาบนใบหน้าของเธอ เพราะคนอย่างหรรษาไม่เคยร้องไห้ให้กับความพ่ายแพ้ แต่ไม่ได้หมายความว่าหัวใจเธอจะไม่เจ็บปวด
