บทที่ 10 เขาเรียกว่าชุดชาวบ้านเผ่ามนุษย์

เยี่ยเสวียนจึงยกมือขึ้นอีกครั้ง วาดพลังเปลี่ยนชุดให้นางใหม่

ฉางซีเบิกตากว้างในทันที

ชุดที่นางสวมอยู่คือชุดของเผ่าเทพ ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นชุดที่นางเคยสวมในวันที่ทำศึกกับเผ่ามาร วันที่นางเป็นผู้ลงมือผนึกเขาไว้ด้วยตนเอง

หรือเขาจะรู้ทุกเรื่องแล้ว?!

ความตกใจฉายวาบในดวงตานางเพียงชั่วอึดใจ ก่อนสติจะดึงนางกลับมา

…ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น หากเขาจำได้จริง เขาคงสังหารนางเพื่อแก้แค้น และบุกขึ้นเผ่าเทพ ฆ่าผู้ที่ปลิดชีพบิดามารดาของเขาไปแล้ว

“จะ …เจ้าเอาชุดอะไรมาสวมให้ข้า” นางถาม พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ

เยี่ยเสวียนเอียงศีรษะ “ชุดนี้ไม่ใช่ชุดของเผ่ามนุษย์หรอกหรือ”

“จะใช่ได้อย่างไร นี่มันชุดเผ่าเทพ!” ฉางซีรีบกล่าว

“ความคิดของข้ามีเพียงชุดเหล่านี้ในภาพจำ” เขาตอบตามตรง “แล้ว… ชุดเผ่ามนุษย์เป็นเช่นไรหรือ”

ฉางซีถอนหายใจ มารน้อยผู้นี้ช่างทำให้นางตกใจไม่เว้นแต่ละวัน ที่แท้เขาไม่ได้จำได้

“เช่นนั้นก็ตามข้ามาก่อนก็แล้วกัน”

นางกล่าวจบก็หมุนกาย เดินนำไปข้างหน้า โดยไม่รู้เลยว่าเบื้องหลัง สายตาของมารหนุ่มยังคงจับจ้องแผ่นหลังของนางอย่างเงียบงัน ราวกับกำลังเรียนรู้โลกใบใหม่ และตัวนางไปพร้อมกัน

ฉางซีพาเยี่ยเสวียนมาหลบอยู่หลังกอพุ่มไม้ เบื้องหน้ามีบ้านหลังหนึ่งตั้งโดดเดี่ยว ตัวบ้านก่อด้วยดิน มุงหลังคาฟาง ด้านหน้ากองฟางถูกทิ้งกระจัดกระจาย สภาพผุพังราวกับไร้ผู้ดูแลมานาน

เยี่ยเสวียนแอบอยู่ด้านหลัง นิ่งเงียบ แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความฉงน เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดฉางซีจึงต้องพาเขามาทำสิ่งลับ ๆ ล่อ ๆ เช่นนี้

“เห็นหรือไม่” ฉางซีเอ่ยถาม เสียงของนางเบาราวกระซิบ กลมกลืนไปกับเสียงลมพัดใบไม้

เยี่ยเสวียนฟังไม่ถนัด จึงขยับเข้าใกล้โดยไม่รู้ตัว ใบหน้าของเขาเคลื่อนมาใกล้จนแก้มแทบจะแนบชิดกับแก้มของนาง

“เจ้าว่าอะไรนะ”

ฉางซีถอนหายใจอย่างอดหงุดหงิดไม่ได้ นางเพิ่งพูดไปหยก ๆ เหตุใดต้องให้พูดซ้ำอีก นางหันหน้ากลับไป ตั้งใจจะต่อว่าเขาสักคำ

แต่กลับไม่ทันรู้ตัว ว่าใบหน้าของเขาอยู่ใกล้เพียงใด

ริมฝีปากของนางเฉียดสัมผัสกับแก้มของเขาอย่างแผ่วเบา

ฉางซีเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หัวใจเต้นแรงขึ้นในชั่วพริบตา ร่างกายแข็งค้างราวถูกสะกด นางได้กลิ่นบางอย่างจากกายของเขา… กลิ่นดอกไม้มาร หากกลับไม่ฉุนหรืออันตรายดังเช่นที่ควรเป็น กลับหอมหวาน แผ่วเบา จนชวนให้สติเลือนราง

เยี่ยเสวียนเองก็รับรู้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ข้างแก้ม เขาหันขวับ

จากเดิมที่เป็นเพียงแก้มสัมผัสกัน กลับกลายเป็นริมฝีปากที่แตะต้องกันอย่างไม่ตั้งใจ

ช่วงเวลานั้นสั้นนัก สั้นจนไม่มีผู้ใดทันตั้งตัว แต่ยาวพอจะทำให้หัวใจของอดีตเทพสยบมารและว่าที่จอมมาร… สั่นไหวพร้อมกัน

“เหตุใดหัวใจของข้าจึงรู้สึกสั่นไหวเช่นนี้”

เสียงของเยี่ยเสวียนดึงสติของฉางซีกลับมา นางสะดุ้งเล็กน้อย คล้ายเพิ่งตื่นจากห้วงความคิดที่ไม่ควรเกิดขึ้น ก่อนจะรีบยื่นมือผลักเขาออกอย่างแรง

เยี่ยเสวียนเสียหลัก ล้มลงกับพื้น เขาอ้าปากเตรียมจะเอ่ยถาม ทว่าในจังหวะเดียวกันนั้นเอง สายตาของฉางซีก็เหลือบไปเห็นเงาคนสามคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้

เป็นครอบครัวหนึ่ง มีพ่อ แม่ และลูกสาว

ทั้งสามเดินเคียงกันมา พร้อมเสียงหัวเราะแผ่วใส ในมือของพ่อและแม่แบกคานหามที่มีซากกวางป่าหนึ่งตัว ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยถือมีดเล่มเล็ก แกว่งไปมาอย่างร่าเริง ดวงตาเปล่งประกายด้วยความสุขที่ไม่ปิดบัง

“ดีจังเลย วันนี้เราจะได้กินเนื้อกวางป่ากันแล้ว!” เสียงใสเจื้อยแจ้วดังขึ้น “ท่านพ่อเก่งมาก ล่าวัวได้ เอ๊ะ ไม่สิ กวาง!” เด็กหญิงหัวเราะ ก่อนจะพูดต่ออย่างภูมิใจ “ท่านแม่ก็เก่งยิ่งนัก ท่านแม่ของข้าแล่เนื้อเก่งที่สุด!”

เสียงหัวเราะนั้นอบอุ่น เรียบง่าย และเต็มไปด้วยชีวิต

ฉางซีหัวใจเต้นแรง นางรีบยื่นมือไปปิดปากเยี่ยเสวียนในทันที พร้อมยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากของตนเองเป็นสัญญาณให้เขาเงียบ

“ชู่ว…”

เยี่ยเสวียนหยุดนิ่งตามคำสั่งอย่างว่าง่าย ดวงตาคมของเขาเบนไปมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน

เขามองครอบครัวนั้น… ด้วยความแปลกใจ

เหตุใดเพียงการได้อาหารหนึ่งมื้อ เหตุใดเพียงการเดินกลับบ้านด้วยกัน จึงทำให้คนทั้งสามดูมีความสุขได้ถึงเพียงนี้

ความรู้สึกบางอย่างค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในใจของมารหนุ่ม เป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยสัมผัส ไม่เคยเข้าใจ และไม่เคยมีในหุบเหวนรก เขาไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร รู้เพียงว่า… มีความอบอุ่นบางอย่างแผ่ซ่านเข้ามาในอก

“เจ้าเห็นหรือไม่” ฉางซีกระซิบบอก “ครอบครัวนั้นสวมชุดเช่นไร นั่นแหละ เขาเรียกว่าชุดชาวบ้านเผ่ามนุษย์”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป