บทที่ 11 คนพวกนี้… น่ากลัวยิ่งนัก
เยี่ยเสวียนจ้องมองทั้งสามอย่างตั้งใจ ราวกับกำลังจดจำทุกเส้นด้าย หญิงสาวสวมเสื้อหนา ทับด้วยเสื้อนอกสีเขียวอ่อน ผมถูกรวบมวยขึ้นอย่างเรียบร้อย มีเชือกผ้าผูกไว้เรียบง่าย เด็กหญิงมัดผมเป็นมวยสองข้าง ดูคล่องแคล่วสมวัย ส่วนผู้ชายสวมเสื้อหนาด้านนอกเป็นเสื้อขนสัตว์สีน้ำตาลขาด ๆ มวยผมถูกรวบครึ่งศีรษะและผูกด้วยผ้าเช่นกัน
เขาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะร่ายพลังใส่ตนเอง ชั่วพริบตา เสื้อผ้าบนร่างก็เปลี่ยนไป กลายเป็นชุดเดียวกับชายผู้นั้นราวกับถอดแบบออกมาไม่มีผิด
ฉางซียิ้มกว้างทันที
“ถูกต้อง! นี่แหละชุดของเผ่ามนุษย์” นางรีบกล่าวด้วยแววตาเป็นประกาย “ทำให้ข้าด้วย ทำให้ข้าด้วย”
เยี่ยเสวียนพยักหน้าอย่างว่าง่าย ก่อนจะยกมือขึ้น วาดพลังอีกครั้ง
ฉางซีก้มมองเสื้อผ้าของตนเอง เมื่อเห็นว่าเปลี่ยนเป็นชุดชาวบ้านทั่วไปแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความพอใจ ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับหายไปในพริบตา เมื่อมือของนางเอื้อมไปแตะที่ศีรษะ
ผมของนาง… ถูกมัดเป็นมวยสองก้อนซ้ายขวา
นางชะงัก ก่อนจะหันไปมองบ้านหลังนั้น เห็นว่าครอบครัวมนุษย์วางกวางป่าลงเรียบร้อย แล้วพากันเดินลับเข้าไปในบ้านแล้ว นางเห็นด้านหลังและมวยแกะของเด็กคนนั้นเป็นภาพสุดท้าย ก่อนเอ่ย
“ไม่สิ!” ฉางซีโวยวายขึ้นทันที “ข้าไม่ใช่เด็กนะ!”
เยี่ยเสวียนหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก ทำปากชู่ว… เลียนแบบนางไม่มีผิด
ฉางซีโมโหจนแก้มเริ่มขึ้นสีแดง นี่เขาจงใจแกล้งนางชัด ๆ! มารน้อยผู้นี้ไม่ใสซื่อบริสุทธิ์อย่างที่นางคิดไว้เลยสักนิด!
“เปลี่ยนชุดให้ข้าเดี๋ยวนี้!” นางตวาดเสียงต่ำ
เยี่ยเสวียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปทางบ้านมนุษย์ราวกับกังวลว่าเสียงจะรบกวนผู้อื่น มากกว่าจะกลัวถูกนางดุ เขาจึงคว้ามือของนางไว้ แล้วพาร่างทั้งสองหายวับไปยังป่าทึบที่ไร้ผู้คนในพริบตา
เมื่อมาถึงที่เงียบสงัด ฉางซีก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที
“เจ้ากล้าแกล้งข้าหรือ!”
เยี่ยเสวียนหัวเราะอีกครั้ง คราวนี้ไม่คิดปิดบัง ก่อนจะเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา
“ข้าเห็นว่าแต่งกายแบบเด็กคนนั้นน่ารักดี ข้าจึงมอบมันให้เจ้า”
ฉางซีทำปากคว่ำอย่างไม่พอใจ
“เปลี่ยนการแต่งกายให้ข้าเป็นชุดผู้ใหญ่ปกติเดี๋ยวนี้”
เยี่ยเสวียนยังคงหัวเราะเบา ๆ แต่ก็ยอมยกมือขึ้นร่ายพลัง ทำตามคำสั่งของนางอย่างว่าง่าย ทว่าในแววตานั้น กลับเต็มไปด้วยความสนุกที่ไม่อาจปิดบังได้เลย
“ข้าได้ชื่อว่าเป็นมารดาของเจ้า” ฉางซีกล่าวเสียงเรียบ “อย่าคิดแกล้งข้าอีก”
พูดจบ นางก็ถอนหายใจยาว ก่อนจะพาเขาเดินออกจากป่าทึบ มุ่งหน้าไปตามเส้นทางดินแดงที่ทอดยาวออกไปเรื่อย ๆ
ครั้นยามพลบค่ำมาเยือน แสงอาทิตย์คล้อยต่ำ ฉางซีก็เหลือบเห็นโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ตะเกียงแดงแขวนเรียงราย แสงไฟสาดส่องอบอุ่นท่ามกลางความมืดที่คืบคลานเข้ามา
“ตรงนั้นมีโรงเตี๊ยม” นางเอ่ยขึ้น “ข้าไร้พลัง ต้องกินอาหารเพื่อให้ร่างกายมีแรงเดินต่อ อีกทั้งยามนี้ก็ค่ำแล้ว เราต้องหาที่พักผ่อนเสียหน่อย”
เยี่ยเสวียนพยักหน้ารับ แต่สายตาของเขากลับจับจ้องโรงเตี๊ยมนั้นไม่วาง ราวกับกำลังมองสิ่งแปลกใหม่ที่สุดในชีวิต จอมยุทธ์ นักเดินทาง และผู้คนหลากหลายพากันเข้าออกไม่ขาดสาย เสียงพูดคุย หัวเราะ และโลหะกระทบกันดังระงม
เขาไม่เคยเห็นสถานที่ที่ผู้คนคึกคักเช่นนี้มาก่อน
แล้วจู่ ๆ เขาก็ทำสิ่งที่ทำให้ฉางซีต้องชะงัก
เยี่ยเสวียนเดินเข้ามาใกล้ คว้าชายเสื้อของนางไว้แน่น และเดินติดตามไม่ห่าง ราวกับกลัวว่านางจะหายไปในฝูงชน
“เป็นอะไรของเจ้า” ฉางซีหันไปถามด้วยความแปลกใจ
เยี่ยเสวียนก้มหน้าเล็กน้อย มือยังจับชายเสื้อนางแน่น ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ
“คนพวกนี้… น่ากลัวยิ่งนัก บางคนถือดาบใหญ่ บางคนถือกระบอง ข้ารู้สึกว่าอาวุธเหล่านั้นมีไอสังหาร ราวกับอยากจะสังหารข้า ข้า… กลัว”
ได้ยินเช่นนั้น ฉางซีถึงกับคลี่ยิ้มขัน นางแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่
นี่มันอะไรกัน จอมมารผู้มีพลังสะเทือนสามภพ กลับกลัวมนุษย์ธรรมดาเพียงเพราะดาบใหญ่ กระบองโตเช่นนั้นหรือ?
นางส่ายศีรษะเบา ๆ พลางคิดในใจ เด็กน้อยเช่นนี้… ในอนาคตจะเป็นจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ ครอบงำสามโลกได้จริงหรือไม่กันนะ…
แต่ถึงจะคิดเช่นนั้น มือของนางก็ไม่ได้ปัดเขาออก ปล่อยให้มารน้อยผู้หวาดระแวงโลกมนุษย์ จับชายเสื้อนางไว้แน่นเช่นเดิม
นางเดินไปก็เผลอหลุดขำออกมาเป็นระยะ
