บทที่ 12 นี่คือมารดาของข้า

ทันทีที่ฉางซีและเยี่ยเสวียนก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปในโรงเตี๊ยม กระดิ่งที่แขวนอยู่ด้านหน้าก็สั่นก้องขึ้นอย่างรุนแรง

กริ๊ง กริ๊ง กริ๊งงง!

เสียงนั้นแหลมคม สะท้อนก้องไปทั่วทั้งโรงเตี๊ยม

“แย่แล้ว!” เสียงหนึ่งตะโกนลั่น “กระดิ่งสัมผัสได้ถึงไอมาร ไอปีศาจ มีมาร! มีปีศาจ!”

ชั่วพริบตาเดียว โรงเตี๊ยมที่คึกคักก็แตกตื่น เสียงเก้าอี้ล้ม เสียงถ้วยชามกระทบกันดังระงม ผู้มีวิชาอาคมลุกพรวดขึ้น ยกดาบ ยกอาวุธขึ้นพร้อมเพรียง บางคนชักยันต์ บางคนร่ายคาถา บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก

กระดิ่งยังคงสั่นไม่หยุด เสียงดังถี่และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อานุภาพของมันทำให้ลมกรรโชกพัดเข้ามาในโรงเตี๊ยม ผ้าม่านปลิวสะบัด ตะเกียงแกว่งไกว เปลวไฟสั่นไหวอย่างน่าหวาดหวั่น

จังหวะนั้นเอง ฉางซีถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ …ไอมารของเยี่ยเสวียน!

นางรีบเอนตัวเข้าไป กระซิบเสียงต่ำอย่างเร่งด่วน

“ควบคุมไอมารของเจ้าซะ”

เยี่ยเสวียนชะงัก “ทำเช่นไร”

“ก็ตั้งจิต ออกคำสั่ง เหมือนตอนที่เจ้าปล่อยพลังนั่นแหละ”

เขาพยักหน้าอย่างว่าง่าย หลับตาลง ตั้งสมาธิในทันที

เสี้ยวอึดใจต่อมา

กร๊าง!

เสียงแตกดังสนั่น กระดิ่งหน้าโรงเตี๊ยมแตกร้าว ก่อนจะแตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย ร่วงลงกระทบพื้น

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ลมที่พัดกรรโชกก็หยุดลงกะทันหัน ราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน

ความเงียบงันปกคลุมทั่วโรงเตี๊ยมทันที

“กระ… กระดิ่งแตกเลยหรือ?” ใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างไม่แน่ใจ ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตา เมื่อครู่ลมแรงจนเขาต้องหลับตาหลบ

“หรือว่าจะเป็น… จอมมารมาเอง?”

เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เต็มไปด้วยความหวาดระแวง

“ข้าว่าคงเป็นเพราะลมพัดแรงเกินไปมากกว่า” เสียงของฉางซีดังขึ้นอย่างสงบนิ่ง นางเดินไปนั่งลงที่โต๊ะตัวหนึ่ง ท่าทางสบายใจราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ก่อนจะวางมือบนโต๊ะอย่างเป็นธรรมชาติ

“ถ้าเป็นจอมมารมาจริง” นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ป่านนี้พวกเราคงตายกันไปหมดแล้ว”

พูดจบ นางก็หันไปทางโต๊ะที่มีเสี่ยวเอ้อร์ยืนอยู่

“เสี่ยวเอ้อร์ บะหมี่สามชาม”

ความนิ่งนั้นทำให้หลายคนชะงัก

“ก็… ก็จริง” ใครคนหนึ่งพึมพำเห็นด้วย “ถ้าเป็นจอมมารจริง คงไม่มานั่งกินบะหมี่หรอก”

เสียงฮือฮาค่อย ๆ เบาลง ผู้คนเริ่มลดอาวุธ บางคนกลับไปนั่งที่เดิม บรรยากาศในโรงเตี๊ยมค่อย ๆ กลับคืนสู่ความปกติ ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นเพียงลมพายุที่พัดผ่านไปชั่วคราว

ทว่าใต้โต๊ะนั้น มือของเยี่ยเสวียนยังคงจับชายเสื้อของฉางซีไว้แน่นกว่าเดิมเล็กน้อย

“มารน้อย เจ้าปล่อยข้าได้แล้ว” ฉางซีกระซิบบอกเสียงต่ำ

มารหนุ่มยังคงเกาะชายเสื้อนางแน่น ราวกับกลัวว่านางจะหายไป ท่าทีเช่นนี้นั้นทั้งผิดธรรมชาติและน่าขันยิ่งนัก ทว่าฉางซีกลับไม่เร่งเร้า คิดไปคิดมาก็ปล่อยให้เป็นเช่นนี้เสีย อย่างน้อยเขาก็ดูไม่เหมือนมาร ไม่สะดุดตาผู้คนในโรงเตี๊ยม

ไม่นานนัก เสี่ยวเอ้อร์ก็ยกบะหมี่สามชามมาวางลงบนโต๊ะ กลิ่นน้ำซุปร้อน ๆ ลอยอบอวล

ฉางซีหยิบหนึ่งชามมาวางตรงหน้า จับตะเกียบขึ้นอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะคีบเส้นบะหมี่เข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ราวกับหิวมานานหลายวัน

เยี่ยเสวียนมองนางตาไม่กะพริบ แล้วทำตามทันที

ฉางซีเบิกตากว้าง บะหมี่เต็มปาก นางรีบกลืนลงคออย่างลวก ๆ แล้วเอ่ยห้าม แต่ก็สายเกินไป เส้นบะหมี่คำแรกได้เข้าปากเขาไปแล้ว

“นั่นเจ้าทำอะไร!” นางเอ่ยเสียงต่ำแต่แฝงความตกใจ

“ขะ… ข้าก็กินบะหมี่อย่างไรเล่า” เยี่ยเสวียนตอบ เขาตกใจเล็กน้อยที่จู่ ๆ ก็ถูกนางถามเสียงดุ มือยังถือชามไว้มั่น

“นี่มันของข้านะ!”

เยี่ยเสวียนตาโตขึ้นทันที ราวกับเพิ่งตระหนักถึงบางสิ่ง

“มารดาข้า เจ้า… จะกินสามชามเลยหรือ”

ฉางซีพยักหน้าอย่างไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย

“แน่นอนสิ” นางกล่าวอย่างเป็นเรื่องธรรมดา “ข้ายามนี้ไม่ต่างจากมนุษย์ ต้องกินต้องดื่ม เพื่อประคองชีวิตให้เดินต่อไปได้”

จากนั้นนางก็โน้มตัวเข้าไปใกล้ หรี่เสียงลงจนแทบเป็นเพียงเสียงลมหายใจ

“แต่เจ้า… เป็นถึงมาร ต่อให้ไม่กินก็ไม่หิว”

เยี่ยเสวียนก้มมองบะหมี่ในมือ ราวกับกำลังทบทวนคำพูดนั้นอย่างจริงจัง สีหน้าสับสนปนลังเล

“แต่ข้าอยากเป็นมนุษย์เช่นเจ้า” เยี่ยเสวียนบอก

ฉางซีกลอกตาขึ้นบน ถอนหายใจ เป็นมารมีพลัง อิ่มทิพย์ดี ๆ ไม่ชอบ ดันมาอยากเป็นมนุษย์ แต่ก็ช่างเถอะ คิดซะว่าเขายังเด็กอยู่แล้วกันจึงอ่อนต่อโลกเช่นนี้

“อยากกินก็กินไป” นางกล่าวเสร็จก็กินบะหมี่ในชามต่อจนหมด และต่อชามที่สองอย่างรวดเร็ว

เมื่อชามที่สองใกล้หมดนางจึงสั่ง “เสี่ยวเอ้อร์ บะหมี่เพิ่มหนึ่งชาม” แล้วหันมาถามเยี่ยเสวียน เจ้าจะเอาอีกหรือไม่"

เยี่ยเสวียนพยักหน้า

นางกลับส่ายศีรษะ

“กินมากเกินไป รอบพุงเจ้าอาจโตได้ ยามนี้เจ้าเป็นหนุ่มหล่ออยู่แล้ว เช่นนั้นไม่ต้องกินหรอก กินไปก็ไร้ประโยชน์ เงินทองในโลกมนุษย์นั้นหายาก ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด เจ้ากินแค่ชามเดียวก็พอแล้ว” นางกล่าวจบก็ก้มหน้ากินต่อ

เสี่ยวเอ้อร์ยกบะหมี่อีกชามมาวางลงบนโต๊ะ พลางหัวเราะเสียงดัง

“ฮ่าฮ่า นายท่าน ภรรยาของท่านกินเก่งเชียวนะ”

คำพูดยังไม่ทันจบ เยี่ยเสวียนก็เงยหน้าขึ้นทันที ก่อนตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉยจริงจัง

“นี่คือมารดาของข้า ไม่ใช่ภรรยาอย่างที่เจ้าพูด”

“ห๊า!!!” เสี่ยวเอ้อร์อุทานเสียงหลง ดวงตาแทบถลนออกมา “นางอายุเท่าใดกัน ถึงมีลูกโตเป็นหนุ่มขนาดนี้! อีกทั้งนางยังงดงามนัก ใบหน้าราวกับหญิงสาวอายุยี่สิบปีเอง!”

คำกล่าวนั้นทำให้คนแถวนั้นหันมามองตาม บางคนถึงกับพยักหน้าเห็นด้วย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป