บทที่ 14 “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว”
เยี่ยเสวียนหันไปมองนาง
ฉางซีเอ่ยต่อ เสียงแผ่วเบาแต่จริงจัง
“ข้าเป็นมารดาเจ้า เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวจะเป็นครอบครัวได้… ต้องมีความสุขเป็นองค์ประกอบ”
เยี่ยเสวียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“ความสุขเป็นเช่นไร”
ฉางซีครุ่นคิดเล็กน้อย
“ความสุขก็… อบอุ่น เจ้าอยู่กับมันแล้วจะรู้สึกดี มันเต็มไปด้วยความละมุนเล็ก ๆ ในใจ อย่างเช่นเด็กคนนั้น ที่จะได้กินเนื้อกวาง นางจึงยิ้มออกมาอย่างจริงใจ เพราะนางมีความสุข”
เยี่ยเสวียนเงียบไป ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ
“ข้าอยู่กับท่าน… ก็รู้สึกมีความสุข”
คำพูดนั้นทำให้ฉางซีชะงัก นางลุกขึ้นนั่งบนเตียง เงาร่างสะท้อนในความมืด
“แต่ข้ายังไม่รู้สึกถึงมันมากนัก” นางกล่าวเสียงเบา “ข้ามีนิทานจะเล่าให้เจ้าฟัง ลุกขึ้นมา”
แทบจะทันทีที่คำสั่งหลุดออกจากปาก เยี่ยเสวียนก็ลุกขึ้นตาม นั่งตรง มองนางอย่างว่าง่าย
ฉางซีจุดเทียน ก่อนจะสบตากับเยี่ยเสวียน
“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” เสียงของฉางซีแผ่วเบา “มีเทพผู้หนึ่ง เป็นผู้สร้างโลก และสร้างของวิเศษขึ้นมาห้าชิ้น”
เยี่ยเสวียนนั่งฟังอย่างตั้งใจ ดวงตาสีเข้มสะท้อนแสงเปลวไฟในความมืด
“ของวิเศษเหล่านั้น วิเศษตรงที่ว่า หากผู้ใดเคยพลังสลาย เมื่อรวบรวมมันครบทั้งห้าชิ้น ผู้นั้นจะสามารถรวบรวมพลังที่แตกสลายกลับคืนมาได้”
เยี่ยเสวียนพยักหน้า แม้จะยังไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดนัก แต่ก็ไม่ละสายตาจากนาง
ฉางซีเล่าต่อ เสียงอ่อนลงเล็กน้อย
“ไม่เพียงเท่านั้น มันยังสามารถมอบความสุข… และความอบอุ่นให้แก่ผู้ครอบครองได้”
คำพูดนั้นเป็นเรื่องที่ฉางซีแต่งขึ้น นางเว้นช่วง คล้ายกำลังเรียบเรียงความคิด ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หากอยากได้ความสุข ก็ต้องตามหาของวิเศษให้ครบทั้งห้าชิ้น”
เยี่ยเสวียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม
“เจ้าอยากตามหามันหรือ”
ฉางซีพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
“ใช่ เจ้ายินดีช่วยข้าตามหามันหรือไม่”
เยี่ยเสวียนมองนางตรง ๆ แววตานั้นเรียบง่ายและซื่อตรง
“หากได้มันมาแล้วทำให้เจ้ามีความสุข ข้าย่อมช่วยเจ้าตามหามันอยู่แล้ว”
คำตอบนั้นทำให้ฉางซีชะงักไปเพียงชั่วลมหายใจ ก่อนจะดีดนิ้วเสียงดังแปะ อย่างพอใจ นางยิ้มกว้างโดยไม่ปิดบังความดีใจ ไม่คิดว่ามารน้อยผู้นี้จะตอบตกลงง่ายดายถึงเพียงนี้
“ดีมาก!” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส
เยี่ยเสวียนเอียงศีรษะเล็กน้อย
“แล้วของวิเศษทั้งห้าชิ้นนั้นมีอะไรบ้าง”
ฉางซีสูดลมหายใจเบา ๆ
“ข้ารู้เพียงชิ้นแรก เคยอ่านพบในคัมภีร์วิถีเทพเซียน มันคือ กระจกสวรรค์ ส่วนของวิเศษที่เหลือ ต้องรอให้ได้กระจกสวรรค์มาก่อน ความลับแห่งสวรรค์จึงจะเปิดเผยของวิเศษชิ้นถัดไป”
เยี่ยเสวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แล้วเราจะไปหามันได้จากที่ใด”
ฉางซีเงยหน้าขึ้น สายตาแน่วแน่
“สำนักเซียนกลีบบุปผาสวรรค์” ชื่อสำนักนั้นถูกเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา ทว่ากลับหนักแน่น
“สำนักเซียน…” เยี่ยเสวียนเอ่ยช้า ๆ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูด “ฟังดูน่าจะเต็มไปด้วยผู้มีพลัง แล้วมารอย่างข้า จะเข้าไปได้หรือ”
ฉางซีหัวเราะเบา ๆ กับคำถามนั้น เสียงหัวเราะแฝงความเอ็นดู มารน้อยผู้นี้ดูท่าจะยังไม่ตระหนักถึงพลังที่แท้จริงของตนเองเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าเพียงสะกดกลิ่นอายมารในตัวเจ้า ก็เพียงพอแล้ว” นางกล่าว “พวกมนุษย์ ต่อให้เป็นเซียน ก็ยังไม่ถึงขั้นเทพ ความสามารถของพวกนั้น จับได้เพียงไอมารหรือไอปีศาจระดับล่าง ถึงระดับกลางเท่านั้น อย่ากังวลไปเลย”
เยี่ยเสวียนพยักหน้า ความตึงเครียดในแววตาคลายลงอย่างเห็นได้ชัด รู้สึกเบาใจขึ้นมาไม่น้อย
