บทที่ 19 “ผิดพลาด ข้าขออีกรอบ”

“เจ้าชื่ออะไร” หลี่เซวียนเอ่ยถามขึ้น ขณะพาเยี่ยเสวียนและฉางซีเดินลัดเลาะไปตามทางหินกรวดที่ทอดยาวสู่เขตที่พักศิษย์สายนอก รอบด้านเป็นเรือนไม้เรียงตัวเป็นระเบียบ กลิ่นดอกไม้อ่อน ๆ ลอยปะปนกับลมภูเขา

“ฉางซี”

นางตอบทันควัน ใบหน้าแต้มยิ้มสดใส ดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว นางมั่นใจว่าการผูกมิตรแบบมนุษย์นั้น นางทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว

“ข้าไม่ได้ถามเจ้า”

หลี่เซวียนตัดบท น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความถือดี “ข้าถามศิษย์ผู้เก่งกาจผู้นี้ต่างหาก”

สายตาของเขาจับจ้องไปยังเยี่ยเสวียนอย่างประเมินค่า

รอยยิ้มบนใบหน้าฉางซีแข็งค้าง ก่อนจะค่อย ๆ จางหาย นางสูดลมหายใจลึกอย่างข่มอารมณ์ หันไปมองเยี่ยเสวียนด้วยสายตาไม่ค่อยพอใจนัก

เยี่ยเสวียนสบตานาง เห็นแววหงุดหงิดนั้นชัดเจน เขานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเบือนสายตาหนี เขาตีความไปว่านางไม่ต้องการให้เขาตอบ จึงเลือกที่จะเงียบ

เมื่อเห็นว่าเขาไม่พูด ฉางซียิ่งหงุดหงิดกว่าเดิม

“เจ้ามารน้อย ศิษย์พี่ถามเจ้า เหตุใดเจ้าไม่ตอบ”

คำว่า มารน้อย หลุดออกจากปากนางโดยไม่ทันคิด

“ข้าชื่อเยี่ย….” เยี่ยเสวียนเพิ่งเอ่ยได้เพียงเท่านั้น หลี่เซวียนก็แทรกขึ้นเสียก่อน

“เจ้ามารน้อย? เจ้าชื่อมารน้อยหรือ”

เขาหัวเราะเสียงดัง “ตลกชะมัด ชื่อดี ๆ มีไม่ใช้ กลับใช้ชื่อเช่นนี้”

เสียงหัวเราะของเขาดังก้องในทางเดินที่เงียบสงบ

ทันทีที่คำนั้นหลุดออกจากปากหลี่เซวียน ฉางซีก็เบิกตากว้าง หัวใจวูบโหวง นึกถึงสิ่งที่ตนเคยกำชับเยี่ยเสวียนไว้

“มารน้อย… คืออีกชื่อหนึ่งของข้าหรือ”

“ใช่ เป็นชื่อที่มีเพียงข้าเท่านั้นที่เรียกเจ้าได้”

พูดจบ นางยกมืออีกข้างขึ้นอย่างเชื่องช้า ปลายนิ้วเรียววาดเฉียดผ่านลำคอของเขา คล้ายใบมีดไร้คมที่ลูบผ่านผิวเนื้อ

“หากผู้ใดกล้าเรียกเจ้าเช่นนั้น… เจ้าต้องจัดการปิดปากคนผู้นั้น เข้าใจหรือไม่”

หากมารน้อยผู้นี้ลงมือฆ่าศิษย์พี่หลี่เซวียนจริง เรื่องราวคงลุกลามใหญ่โต แผนช่วงชิงกระจกสวรรค์ที่นางวางไว้คงพังไม่เป็นท่า

คิดได้ดังนั้น ฉางซีก็อ้าปากจะร้องห้าม

ทว่า…

ไม่ทันแล้ว

เยี่ยเสวียนยกมือขึ้นช้า ๆ ปลายนิ้วเรียงร้อยอักขระกลางอากาศ ปราณบางเบาไหลวนรอบปลายนิ้ว ก่อนที่เขาจะชี้ไปยังหลี่เซวียน

หัวใจของฉางซีร่วงวูบไปถึงปลายเท้า

ไม่รอดแน่…

เพิ่งเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันไม่ถึงหนึ่งวัน ก็ต้องมีคนตายเสียแล้ว

ลาก่อน…

ทว่า…

“อู้ ๆ อี้ ๆ อู้อี้!”

เสียงประหลาดดังขึ้น

หลี่เซวียนเบิกตากว้าง พยายามอ้าปากพูด แต่มีเพียงเสียงอู้อี้ไร้ความหมายหลุดออกมา ราวกับปากถูกผนึกด้วยพลังที่มองไม่เห็น

เยี่ยเสวียนเพียงร่ายคาถาปิดปาก ไม่ให้เขาพูดได้เท่านั้น

ฉางซีหันขวับไปมองเยี่ยเสวียน ดวงตาเต็มไปด้วยคำถาม

เจ้าทำอะไรลงไปกันแน่?

เขามองนางนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยราวกับสิ่งที่ทำไปเป็นเรื่องธรรมดา

“เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือ หากใครเรียกข้าว่ามารน้อย ให้จัดการปิดปากเขา”

“ปิดปาก?” นางทวนคำ เสียงแผ่วลง

ไม่ใช่เพราะได้ยินไม่ชัด

แต่เพราะไม่แน่ใจว่า… เขาเข้าใจคำว่า ปิดปาก เพียงเท่านี้จริง ๆ หรือ

“ใช่ ข้าทำตามคำสั่งของเจ้า”

น้ำเสียงของเยี่ยเสวียนเรียบเฉยจริงจัง

ฉางซีได้แต่คลี่ยิ้มแห้ง ๆ ออกมา มุมปากกระตุกเล็กน้อย

ดี… ดีจริง ๆ

มารน้อยของข้า ข้าสั่งอย่าง เจ้ากลับตีความไปเป็นอีกอย่าง

ฉางซีเหลือบมองหลี่เซวียนที่กำลังส่งเสียง “อู้ ๆ อี้ ๆ” อย่างตื่นตระหนก พลางกระทืบเท้าไปมา สีหน้าทั้งโกรธทั้งอับอาย

นางพลันคิดขึ้นมาอีกว่า หากข้ามีบุตรเช่นนี้จริง ๆ …

ขอโบกมือลาโลกก่อนใครเลยแล้วกัน!

ช่างเถิด อย่างน้อยผลลัพธ์ก็ออกมาดี

“เอาล่ะ เจ้าอย่าล้อเล่นกับศิษย์พี่เช่นนั้นเลย คลายผนึกออกเถิด” นางกล่าว น้ำเสียงทั้งระอาและขบขันปะปนกัน

เยี่ยเสวียนพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย หลับตาลง ตั้งจิตรวบรวมพลังเพื่อคลายผนึก ทว่าขณะจิตล่องลอยกลับเผลอคิดถึงเรื่องเสื้อผ้าชุดใหม่ ชุดที่สวมอยู่นี้ ขาด และสวมใส่ไม่สบายเอาเสียเลย

พลังที่ควรคลายผนึกกลับพุ่งวาบผิดทิศ

เพียงพริบตาเดียว อาภรณ์บนกายของหลี่เซวียนก็สลายหลุดร่วงลงไปกองกับพื้นเอาดื้อ ๆ

“ว๊าย! นี่เจ้า!” ฉางซีร้องลั่นด้วยความตกใจ รีบยกมือปิดตา หันหน้าหนีทันที ใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบไหม้

เยี่ยเสวียนเอียงคอเล็กน้อย สีหน้าเรียบเฉยราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย

“ผิดพลาด ข้าขออีกรอบ”

กล่าวจบจึงรวบรวมสมาธิใหม่ คราวนี้ตั้งจิตมั่นแน่วแน่ไม่ให้ว่อกแว่ก พลังวิญญาณแผ่ซ่านออกไปอย่างแม่นยำ คลายผนึกที่ปิดกั้นเสียงของหลี่เซวียนออก

ทันทีที่ผนึกถูกปลด หลี่เซวียนยกมือขึ้นมาปิดเรือนร่าง ก่อนก้มลงหยิบอาภรณ์ขึ้นมาสวม อย่างทุลักทุเล ใบหน้าทั้งแดงทั้งเขียวสลับกันไปหมด

“นี่มันเรื่องอันใดกัน! เหตุใดอยู่ดี ๆ เสื้อผ้าข้าถึง ถึง…!” เขาพูดตะกุกตะกัก โกรธจนหาคำไม่เจอ พลางกระทืบเท้าอย่างเดือดดาล “พวกเจ้าคิดว่าข้าเป็นตัวตลกหรือไร!”

ฉางซียังไม่กล้าลดมือลงจากดวงตา เอ่ยเสียงเบา “ไม่ใช่เช่นนั้น ศิษย์พี่โปรดใจเย็นก่อน…”

เยี่ยเสวียนกลับยืนสงบนิ่ง คล้ายไม่เข้าใจว่าตนก่อเรื่องใหญ่เพียงใด เอ่ยอย่างจริงจัง “ข้าบอกแล้วว่าผิดพลาด”

คำว่า ผิดพลาด จากปากเขา ยิ่งทำให้หลี่เซวียนแทบกระอักเลือด

บทก่อนหน้า
บทถัดไป