บทที่ 21 “หมดแล้ว เจ้ามาสาย”

นางถอนหายใจยาว พลางยกมือกดขมับตนเองเบา ๆ

ข้าอุตส่าห์เก็บจอมมารได้… แต่ดันเป็นจอมมารที่ยังไม่ประสา พลังมากล้นแต่กลับใช้ได้ไม่คล่อง อีกทั้งไม่เข้าใจความเป็นไปของโลกมนุษย์แม้แต่น้อย เรื่องอะไรก็ต้องให้บอก ให้สอนไปเสียหมดทุกอย่าง

ยามนี้ยังต้องมาถูกกลั่นแกล้งจากมนุษย์ในสำนักเซียนนี่อีก

คิดแล้วก็น่าหงุดหงิดนัก!

สายลมพัดชายแขนเสื้อของนางให้ปลิวไหว ความรู้สึกขุ่นมัวค่อย ๆ สงบลงเล็กน้อย ทว่าในอกยังคงอึดอัดราวมีหินก้อนหนึ่งทับไว้

ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้นจากทางเดินหินเบื้องล่าง

“ศิษย์น้องฉางซี!”

ศิษย์สายนอกผู้หนึ่งรีบวิ่งมาหยุดตรงหน้า น้อมกายเล็กน้อยอย่างขออภัยที่เสียมารยาท “ศิษย์พี่หลี่เซวียนให้ข้ามาตามท่านกับสหายเยี่ยเสวียน ไปพบที่ลานด้านหน้า เพื่อรับอาหาร”

ฉางซีเลิกคิ้วเล็กน้อย “เขาเลิกโกรธพวกข้าแล้วหรือ”

ศิษย์ผู้นั้นกระแอมเบา ๆ ไม่กล้าตอบตรง ๆ เพียงกล่าวต่อ “หลังจากนั้นจะพาไปยังถ้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อแนะนำสถานที่ และจัดเวรยามให้เฝ้า”

“เวรยาม?” ฉางซีทวนคำอย่างประหลาดใจ “พวกเราเพิ่งเข้าสำนักวันแรก ก็ได้งานเสียแล้วหรือ”

“เป็นธรรมเนียมของศิษย์สายนอกน่ะ” อีกฝ่ายตอบรวบรัด ก่อนจะขอตัวกลับไปโดยไม่กล้าอยู่สนทนาต่อ

ฉางซีหันกลับเข้าเรือน เห็นเยี่ยเสวียนยืนสงบนิ่งอยู่ภายใน คล้ายจะได้ยินทุกอย่างแล้ว สีหน้าของเขาเรียบเฉยไม่เปลี่ยน

“ดูท่า คืนนี้เราจะไม่ได้นอนที่เรือนนี่แล้ว” ฉางซีเอ่ยขึ้น นางมองหน้าเยี่ยเสวียนโดยตรง

“เหตุใดเป็นเช่นนั้น”

“เราอาจต้องลงมือคืนนี้”

เยี่ยเสวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย “ลงมือคืนนี้ ลงมือทำสิ่งใด”

ฉางซีถอนหายใจอีกครา ลดเสียงลงเล็กน้อย

“ก็ขโมยกระจกสวรรค์อย่างไรเล่า”

เยี่ยเสวียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ

ลานด้านหน้าสำนักคึกคักกว่าที่คิด กลิ่นอาหารจากโรงครัวลอยมาแตะจมูก เสียงศิษย์สายนอกหลายคนพูดคุยกัน บางคนหัวเราะ บางคนซุบซิบ

ทว่าเมื่อเห็นทั้งสองเดินมา เสียงสนทนาบางส่วนก็แผ่วลง สายตาหลายคู่เหลือบมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นปะปนขบขัน

ดูเหมือนข่าว “เหตุการณ์อาภรณ์ปลิวหลุด” จะแพร่ไปเร็วไม่น้อย

ฉางซีแสร้งทำเป็นไม่รับรู้ นางยืดหลังให้ตรง สีหน้าสงบนิ่ง ก้าวเดินอย่างมั่นคงราวกับไม่มีสิ่งใดสะกิดใจ

“เหตุใดคนพวกนี้มองเรา แล้วก็กระซิบกระซาบกัน” เยี่ยเสวียนถามขึ้นเสียงเรียบ ดวงตาคมกวาดมองศิษย์รอบด้านอย่างไม่เข้าใจ

ฉางซียื่นมือไปรับซาลาเปาร้อน ๆ จากถาดไอน้ำที่ยังกรุ่น กลิ่นแป้งนึ่งหอมลอยเตะจมูก นางหันกลับมาตอบโดยไม่ลังเล

“พวกศิษย์พี่คงมองว่าเจ้าหล่อ อิจฉาความหล่อของเจ้าน่ะ”

น้ำเสียงนางฟังดูจริงจังราวกับเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ในใจรู้ดีว่าโกหก เพียงเพื่อตัดบท ไม่ให้เขาซักไซร้มากความ

เยี่ยเสวียนมองหน้านางอยู่ครู่หนึ่ง แม้จะรู้สึกว่าเหตุผลนั้นไม่น่าเชื่อนัก แต่เมื่อฉางซีเป็นผู้พูด เขาก็ไม่ได้ค้าน เพียงยื่นมือไปรับซาลาเปาของตนมาถือไว้เงียบ ๆ

ทั้งสองเดินต่อไปยังจุดแจกโจ๊ก ข้างหม้อเหล็กใบใหญ่ที่ยังมีไออุ่นลอยบาง ๆ ศิษย์พี่ผู้หนึ่งกำลังตักแจกให้ผู้อื่นอยู่ก่อนหน้า

แต่เมื่อถึงคิวของพวกเขา ชายผู้นั้นกลับปิดฝาไม้ดังปึง

“หมดแล้ว เจ้ามาสาย”

กล่าวจบก็ยกหม้อ หมุนตัวเดินจากไปทันที ไม่แม้แต่จะมองหน้า

ฉางซีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนขมวดคิ้วแน่น “ก็พวกท่านเพิ่งส่งคนไปเรียก ข้าจะไม่มาสายได้ยังไง”

เสียงนางดังพอให้คนแถวนั้นได้ยิน ทว่าศิษย์พี่ผู้นั้นกลับเร่งฝีเท้าเดินหนีราวกับไม่ได้ยินคำใด

ท่าทีเช่นนั้น ยิ่งทำให้นางแน่ใจว่าอีกฝ่ายคงได้รับคำสั่งจากใครบางคน

ฉางซีเม้มปาก สีหน้าไม่พอใจ “เผ่ามนุษย์นี่น่ารังเกียจยิ่งนัก ไม่พอใจก็กลั่นแกล้งกันตรง ๆ เช่นนี้”

เยี่ยเสวียนที่ยืนอยู่ด้านหลังได้ยินดังนั้น ก็ยื่นมือส่งซาลาเปาในมือของตนมาให้

“เจ้าเอาของข้าไปกินสิ ข้าเป็นมาร ไม่กินก็อยู่ได้”

น้ำเสียงเขาเรียบง่าย ไร้ความเสียดายแม้แต่น้อย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป