บทที่ 22 “พายุ… เหตุใดสงบแล้ว”
ฉางซีหันกลับมา เมื่อเห็นท่าทางจริงจังของเขา ใจที่ขุ่นมัวเมื่อครู่พลันอ่อนลง นางยิ้มตาหยีให้เขา
“มารน้อยของข้า เจ้าน่ารักยิ่งนัก”
กล่าวจบก็คว้าหมับซาลาเปาลูกนั้นมาถือไว้ ก่อนกัดคำใหญ่จากด้านซ้าย แล้วสลับไปด้านขวา กัดซาลาเปาลูกของตนอย่างเอร็ดอร่อย ไอน้ำอุ่นลอยขึ้นแตะปลายจมูก สีหน้าของนางผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
เยี่ยเสวียนมองภาพนั้นเงียบ ๆ เห็นนางกินอย่างมีความสุข แววตาเขาก็อ่อนลง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ
เพียงแค่เห็นนางอารมณ์ดีขึ้น เขาก็รู้สึกเหมือนตนเองได้รับบางสิ่งตอบแทนแล้ว
เมื่อมื้ออาหารถูกเก็บกวาดเรียบร้อย บรรดาศิษย์ต่างเร่งฝีเท้าแยกย้ายกันกลับเรือนพักของตน ราวกับไม่ต้องการยืนรับลมยามค่ำให้นานเกินจำเป็น เสียงหัวเราะและบทสนทนาที่เคยคึกคักค่อย ๆ เลือนหาย ลานกว้างที่เมื่อครู่ยังมีชีวิตชีวากลับเงียบลง เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านชายคาและยอดไม้ดังซู่ซ่า
เยี่ยเสวียนกับฉางซีกลับไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเรือน พวกเขาจึงต้องยืนรอศิษย์พี่หลี่เซวียนอยู่ด้านนอก เพื่อให้พาไปเดินเยี่ยมชมสถานที่และรับเวรยามตามกฎของสำนัก
ทว่ารอแล้วรอเล่า ประตูเรือนด้านหน้ากลับปิดสนิท ไร้แม้เงาคนขยับผ่านช่องหน้าต่าง
เยี่ยเสวียนยืนสงบนิ่งราวรูปสลักหินหยก ลมหอบใหญ่เพียงใดก็ไม่อาจทำให้ชายเสื้อเขาไหวผิดจังหวะ สีหน้าเรียบเฉย ไม่สะทกสะท้านต่อการรอคอย
ตรงกันข้าม ฉางซีเริ่มขยับตัวไปมา นางโน้มกายลงใช้กำปั้นทุบต้นขาตนเองเบา ๆ คลายอาการปวดเมื่อย ก่อนเงยหน้ามองเรือนเบื้องหน้าด้วยแววตาหงุดหงิด
“รอนานแล้วนะ… เมื่อไหร่จะออกมาเสียที” นางบ่นพึมพำ พลางย่นจมูกเล็กน้อย
“ให้ข้าเรียกเขาออกมาดีหรือไม่” เยี่ยเสวียนเอ่ยถามเรียบ ๆ น้ำเสียงราบเรียบเสียจนฟังไม่ออกว่ากำลังเสนอความช่วยเหลือ หรือเพียงกล่าวตามมารยาท
ฉางซีเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายวาววับทันที
“ข้าว่าสั่งสอนเขาหน่อยดีกว่า” นางยืดกายขึ้นเต็มความสูง กอดอกแน่นอย่างถือดี “ข้าต้องการให้เขาเป็นฝ่ายออกมาหาพวกเรา โดยที่พวกเราไม่ต้องเดินเข้าไปหา เจ้าลองเสนอวิธีมา” พูดจบรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ผุดขึ้นที่มุมปากของฉางซี
เยี่ยเสวียนพยักหน้าเพียงเล็กน้อย
“ได้”
เขาพูดเพียงคำเดียว จากนั้นยกมือขึ้นอย่างไม่รีบร้อน ปลายนิ้วเรียวยาวชี้ไปยังเรือนเบื้องหน้า ก่อนสะบัดขึ้นเล็กน้อย ราวกับเพียงปัดละอองฝุ่นที่มองไม่เห็น
ชั่วพริบตานั้นเอง…
ลมกระโชกแรงพลันก่อตัวขึ้นกลางลานโดยไร้สัญญาณเตือน ฝุ่นทรายถูกยกสูงหมุนวนเป็นเกลียว ใบไม้ปลิวกระแทกผนังไม้ดังปึงปัง เสียงคานเรือนเสียดสีกันเอี๊ยดอ๊าด
พื้นกระดานสั่นสะเทือน ตัวเรือนโยกไหวอย่างน่าหวาดเสียว
“อะ… อะไรกัน!” เสียงคนด้านในตะโกนออกมาด้วยความตื่นตกใจ
กระเบื้องหลังคาแผ่นหนึ่งถูกแรงลมกระชากหลุด ก่อนจะทั้งแถบถูกยกปลิวขึ้นไปกลางอากาศ เสียงร้องแตกตื่นดังลั่นจากด้านใน
“แย่แล้ว! พายุ! พายุแรงมาก!”
ประตูถูกผลักเปิดผาง ศิษย์สี่คนวิ่งกรูออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เสื้อผ้าปลิวสะบัดไร้ทิศทาง หนึ่งในนั้นคือศิษย์พี่หลี่เซวียน ผมเผ้ายุ่งเหยิง แขนเสื้อปลิวตีหน้าแทบมองไม่เห็นทาง
เขายกมือปิดหน้า ฝ่าลมออกมาอย่างทุลักทุเล “เกิดอะไรขึ้น! เมื่อครู่ฟ้ายังสดใสอยู่แท้ ๆ!”
ฉางซีหันไปมองภาพเรือนที่กำลังถูกพายุโหมกระหน่ำ ดวงตาเบิกกว้าง ปากเผยอเล็กน้อยด้วยความตกใจที่ไม่ได้เสแสร้ง
จากนั้นนางค่อย ๆ หันกลับมาหาเยี่ยเสวียนช้า ๆ
“ข้ายัง… ไม่ได้สั่งให้เจ้าทำเลยนะ”
“อ่อ…” เยี่ยเสวียนเอ่ยเสียงเบา คล้ายเพิ่งนึกขึ้นได้
เขาเก็บมือไพล่หลังในทันที ท่าทางสงบเสงี่ยมราวกับไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เบื้องหน้าแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น พายุที่โหมกระหน่ำเมื่อครู่พลันสงบลงราวกับมีผู้ดึงม่านฟ้าปิดฉาก ใบไม้ร่วงกราวลงพื้น ฝุ่นค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงเรือนที่ไร้หลังคา เผยโครงไม้เปลือยเปล่าให้เห็นอย่างชัดเจน
ลานกว้างกลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
เงียบ… จนได้ยินเสียงลมหายใจของผู้คนชัดเจน
เยี่ยเสวียนก้มหน้าลงเล็กน้อย มือทั้งสองไพล่หลัง ท่าทางไม่รู้ไม่ชี้
“พายุ… เหตุใดสงบแล้ว” หลี่เซวียนพึมพำ ใบหน้าถอดสี ดวงตาเหลอหลา มองท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง ไร้เมฆแม้เพียงริ้วเดียว
เขาค่อย ๆ หันกลับไปมองเรือนของตนที่เหลือเพียงโครง ก่อนกลืนน้ำลายดังอึก เสียงชัดในความเงียบ
ศิษย์อีกสามคนยืนอ้าปากค้าง สลับมองท้องฟ้าและซากเรือน สีหน้าราวกับกำลังพยายามหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลให้กับเหตุการณ์เมื่อครู่
เห็นดังนั้น ฉางซีได้แต่เม้มปากแน่น พยายามกลั้นหัวเราะเต็มที่ แต่ไหล่กลับสั่นน้อย ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
นางกระแอมเบา ๆ บอกกับเยี่ยเสวียน “แม้ข้าไม่ได้สั่ง แต่ครั้งนี้ เจ้าทำได้ดีมาก”
ผู้ได้รับคำชมคลี่ยิ้มอ่อน ๆ เก็บความดีใจไว้ภายใน ไม่แสดงออกมา
จากนั้นฉางซีก็หันไปทางศิษย์พี่หลี่เซวียน นางเอ่ยเสียงเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ศิษย์พี่… ในเมื่อท่านออกมาแล้ว พาพวกเราไปเดินดูสถานที่ได้แล้วกระมัง”
หลี่เซวียนชะงัก มองซากเรือนของตนอีกครั้ง ก่อนมองสองคนตรงหน้าอย่างลังเล สีหน้าซับซ้อนจนบรรยายไม่ถูก
ดูเหมือนว่า “การเรียกออกมา” ของเยี่ยเสวียน… จะได้ผลเกินกว่าที่ฉางซีคาดคิดไว้มากนัก และอาจทำให้ศิษย์พี่ผู้นี้… ไม่มีวันกล้าปล่อยให้พวกเขายืนรอนานอีกเลย
